DM-0188 | ธรรมะประจำวัน 2023-01-11

“…พูดมาถึงตรงนี้ เลยจะมีเรื่องเล่าให้ฟัง


เราทำบุญ-ให้ทาน ปรารถนาจะให้หมดกิเลสนั้น


ญาติโยม ท่านผู้ฟังทั้งหลาย


คงจะเคยไปดูคนเจ็บ-คนไข้ หรือคนกำลังจะตายนี่


สมมติว่า พ่อแม่พี่น้องของเราก็ตาม


เมื่อป่วยไข้ เป็นโรคมาหนัก ๆ


ผู้เป็นลูกหลานได้อาหารดี ๆ ข้าวอ่อน ๆ ร้อน ๆ มา


ลูกหลานก็ถามว่า‘กินข้าวไหมพ่อ ?’


ถ้าเป็นแม่ก็ถามว่า‘กินข้าวไหมแม่ ?’


คนป่วยนั้นก็บอกลูกหลานว่า‘พ่อกินบ่ได้’


ถ้าหากเป็นแม่ก็บอกว่า‘กินไม่ได้’ เช่นเดียวกัน


แต่ถ้าถามว่า‘กินหมากสักคำไหมแม่ ?’


ถ้าเป็นพ่อก็ถามว่า‘สูบบุหรี่ได้ไหม ?’


‘เออ ๆ เอามาให้แม่ลองสักหน่อย’


แก่นคูนมันแข็ง-สีเสียดมันแข็ง


เอามีด-เอาพร้ามาสับให้ละเอียด


เอามาตำ-มาโขลกเข้าไป แล้วก็เอามาอม-มาเคี้ยว


ลูกหลานถามว่า‘เป็นอย่างไรแม่-พ่อ ?’


‘เออ-มีแรงขึ้นมาหน่อยหนึ่ง’


มันจะมีแรงได้อย่างไร ?


ในที่สุด ก็ตายนั่นเอง


*ปรารถนาให้หมดกิเลส มันจะหมดได้อย่างไร ?


ถ้าเราไม่เลิกละเดี๋ยวนี้*


บางคน-ที่สุดถึงตายไปแล้ว (ยัง)แต่งสำรับกับข้าวให้กิน


ถ้าเป็นผู้ชาย ก็มวนบุหรี่ให้ด้วย


ถ้าหากเป็นผู้หญิง ก็จัดหมาก-จัดพลูให้ด้วย


ที่สุดเอาไปถึงกองฟอน ก็ยังเอาคำหมาก-เอาบุหรี่ไปให้กิน


มันจะเลิกละ(กิเลส)ได้อย่างไร ?


อันนี้แสดงว่าเราไม่เข้าใจ


**หลักพุทธศาสนาจริง ๆ


สอนให้ละกิเลส คือความอยากนี่เอง


แต่ตัวที่มันอยาก เรากลับไม่เห็น-ไม่รู้


เราต้องดูจิตใจที่มันอยากกินหมาก อยากสูบบุหรี่


อยากกินเหล้า อยากเล่นการพนันนั่น


ให้เข้าใจทันทีว่า‘เออ! กิเลสเกิดขึ้นแล้ว’ ต้องเห็นที่ตรงนี้


มันเกิดขึ้นมา ก็ให้รู้ว่า‘กิเลสเกิดขึ้นแล้ว-มันเป็นทุกข์’**


ท่านผู้ฟังทั้งหลาย พระพุทธเจ้าของเราสอนไว้ว่า


*‘มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น มีแต่ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่


มีแต่ทุกข์เท่านั้นดับไป นอกจากทุกข์-ไม่มี’*


ตอนที่อาตมาเห็นความคิด


ขณะนั้นกำลังเดินจงกรมในตอนเย็น


เดินไป-เดินมา ก็เห็นความคิด


เมื่อเราเห็นความคิด


เห็นสมุฏฐาน-ต้นเหตุที่เกิดกำเนิดของความคิดแล้ว


เกิดปรากฏในใจอาตมา


สมมติว่าตัวอาตมามีน้ำหนักตัว ๑๐๐ กิโลกรัม


อาตมาทำลายได้ทันที ตัวนี้เบาหวิวอย่างน้อย ๖๐ กิโลกรัม


ถ้าพูดอย่างเต็มใจแล้ว อาตมาทำลายความหนักใจได้ทันที


๘๐ กิโลกรัมจริง ๆ ในตอนนั้น


**ความมืดที่มันมืดตื้ออยู่ในจิต-ในใจ ก็สว่างโพลงขึ้นมา


แจ้งจริง ๆ อันนี้รับรองได้ว่าจริง ๆ**


ดังนั้น **‘ความเป็นพระ จึงเป็นที่จิต-ที่ใจ’**


อันพระสงฆ์-องค์เณรนี่ มันเป็นสมมติ


บวชแล้วก็สึก สึกแล้วก็บวช


จึงให้เรารู้จักสมมติบัญญัติ ปรมัตถ์บัญญัติ


อรรถบัญญัติ และอริยบัญญัติจริง ๆ


ถ้าหากเราไม่รู้สมมติบัญญัติ ไม่รู้ปรมัติบัญญัติ


ไม่รู้อรรถบัญญัติ และไม่รู้อริยบัญญัติจริง


มันก็ไม่ถูกต้องตามพุทธประสงค์…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive