DM-0177 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-31

“…พระพุทธเจ้าเคยสอนเอาไว้เรื่อง‘กาลามสูตร’ว่า


*‘อย่าเชื่อเพียงสักว่าเขาพูดตาม ๆ กันมา


และก็อย่าเชื่อถือเพราะเห็นว่ามีอยู่ในตำรับ-ตำรา’


คนที่พูดนั่นมักอ้างตำรับ-ตำรา


‘อยู่หน้าที่เท่านั้น-อยู่หน้าที่เท่านี้’


ท่านไม่ให้เชื่อถือทั้งหมด


‘อย่าได้เชื่อถือโดยคาดคะเนเอาเอง


อย่าเชื่อถือโดยการเดา-นึกคิดเอาเอง’


มี ๑๐ ข้อ ในเรื่องกาลามสูตร พระองค์ได้ตรัสเอาไว้*


**‘ให้เชื่อการกระทำที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ’**


คำว่า‘สัมมาทิฏฐิ’ แปลว่าความเห็นถูกต้อง


บางทีอาจจะพูดถูกต้องตามกิเลสก็ได้


**คำว่า‘ถูกต้อง’นี้ หมายถึงถูกต้องในการกระทำ


เพื่อทำลายความโกรธ-ความโลภ-ความหลง


ความหนักอก-หนักใจ ความมืดที่อยู่ภายในใจนั่น


ให้สว่างขึ้นมา ให้มันเบาอกเบาใจ


ทำตัวให้เป็นพระขึ้นมาได้ รับรอง(ตัวเอง)ว่าเป็นพระได้แล้ว’


นี่จึงจะเป็นการถูกต้อง


เป็นผู้หญิง-ผู้ชาย ก็เป็นพระได้**


ในสมัยนั้น อาตมาเป็นโยม-นุ่งกางเกงขาสั้น


อาตมาปฏิบัติไม่นาน (อาตมา)รับรอง(ตัวเอง)ได้


ในตอนที่อาตมารับรองได้นั้น เป็นตอนเช้า


แมงป่องตกใส่ขาอาตมา บ้านอาตมาเรียก‘แมงงอด’


แมงงอดแม่ลูกอ่อนตกใส่ขาอาตมา


ตามปกติอาตมานี้ มีอะไรตกใส่-อาตมาต้องปัดออกทันที


วันนั้นอาตมาไม่ปัด ก็เลยพิจารณาว่า


‘เออ! แมงป่องนี้มันก็มีรูป-มีนามเหมือนกัน’


ก็เลยรู้จักตอนนั้น รู้จักจริง ๆ


รู้จักสมมติบัญญัติ-ปรมัตถ์บัญญัติ


อรรถบัญญัติ-อริยบัญญัติจริง ๆ


ก็เลยละสิ่งที่หลงผิดได้ทุกแง่-ทุกมุม


แต่ยังไม่รู้จักความคิด


ตอนนั้นอาตมาเป็นวิปัสสนู ตั้งแต่เช้าถึงเย็นทีเดียว


มันรู้อันนั้น-อันนี้ แสดงธรรมให้เทวดาฟังก็ได้


แสดงธรรมอะไรให้ใครฟังได้ทั้งนั้น


ใครมาถามปัญญา แก้ได้ทั้งนั้น


ตอนนี้แหละ(เป็น)คนบ้า-เป็นบ้า จึงไม่รู้จักว่าเราเป็นบ้า


เราเป็นวิปัสสนู ก็ไม่รู้ว่าเป็นวิปัสสนู


คนกินหล้าเมานี่ เราก็เคยเห็น


ห้ามว่า‘อย่ากิน! ลุง-อา-น้องหรือพี่…มันเมาแล้ว’


แต่คนกินเหล่านั้น เขาว่า‘เขาไม่เมา’


เมื่อไม่หยุด ยิ่งกิน-ก็ยิ่งเมา


คนเป็นบ้า ก็เหมือนกัน


เราจะพาไปหาหมอ-ให้หมอตรวจ


แล้วจะให้ยากิน-รักษาโรคประสาทให้หาย


คนบ้ามันก็ไม่ยอมไปเช่นเดียวกัน


คนเมาเหล้าก็เช่นกัน เมื่อมันเมาอยู่-มันไม่รู้


คุมมันให้ไปนอน


เอาส้ม-มะนาว เอามะขามเปรี้ยวใส่ปากให้มันกิน


เมื่อกินลงไป มันทำลายพิษเหล้า-ก็หายเมา


มันจึงรู้ว่า‘มันเมาเหล้า’


*คนเป็นวิปัสสนูก็เช่นเดียวกัน


มันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมให้รู้แจ้งเห็นจริง


ดังนั้น คนเป็นวิปัสสนูจึงไม่รู้


เมื่อมันยังไม่หายจากวิปัสสนู ไม่รู้จริง ๆ*…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive