“…พระพุทธเจ้าเคยสอนเอาไว้เรื่อง‘กาลามสูตร’ว่า
*‘อย่าเชื่อเพียงสักว่าเขาพูดตาม ๆ กันมา
และก็อย่าเชื่อถือเพราะเห็นว่ามีอยู่ในตำรับ-ตำรา’
คนที่พูดนั่นมักอ้างตำรับ-ตำรา
‘อยู่หน้าที่เท่านั้น-อยู่หน้าที่เท่านี้’
ท่านไม่ให้เชื่อถือทั้งหมด
‘อย่าได้เชื่อถือโดยคาดคะเนเอาเอง
อย่าเชื่อถือโดยการเดา-นึกคิดเอาเอง’
มี ๑๐ ข้อ ในเรื่องกาลามสูตร พระองค์ได้ตรัสเอาไว้*
**‘ให้เชื่อการกระทำที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ’**
คำว่า‘สัมมาทิฏฐิ’ แปลว่าความเห็นถูกต้อง
บางทีอาจจะพูดถูกต้องตามกิเลสก็ได้
**คำว่า‘ถูกต้อง’นี้ หมายถึงถูกต้องในการกระทำ
เพื่อทำลายความโกรธ-ความโลภ-ความหลง
ความหนักอก-หนักใจ ความมืดที่อยู่ภายในใจนั่น
ให้สว่างขึ้นมา ให้มันเบาอกเบาใจ
ทำตัวให้เป็นพระขึ้นมาได้ รับรอง(ตัวเอง)ว่าเป็นพระได้แล้ว’
นี่จึงจะเป็นการถูกต้อง
เป็นผู้หญิง-ผู้ชาย ก็เป็นพระได้**
ในสมัยนั้น อาตมาเป็นโยม-นุ่งกางเกงขาสั้น
อาตมาปฏิบัติไม่นาน (อาตมา)รับรอง(ตัวเอง)ได้
ในตอนที่อาตมารับรองได้นั้น เป็นตอนเช้า
แมงป่องตกใส่ขาอาตมา บ้านอาตมาเรียก‘แมงงอด’
แมงงอดแม่ลูกอ่อนตกใส่ขาอาตมา
ตามปกติอาตมานี้ มีอะไรตกใส่-อาตมาต้องปัดออกทันที
วันนั้นอาตมาไม่ปัด ก็เลยพิจารณาว่า
‘เออ! แมงป่องนี้มันก็มีรูป-มีนามเหมือนกัน’
ก็เลยรู้จักตอนนั้น รู้จักจริง ๆ
รู้จักสมมติบัญญัติ-ปรมัตถ์บัญญัติ
อรรถบัญญัติ-อริยบัญญัติจริง ๆ
ก็เลยละสิ่งที่หลงผิดได้ทุกแง่-ทุกมุม
แต่ยังไม่รู้จักความคิด
ตอนนั้นอาตมาเป็นวิปัสสนู ตั้งแต่เช้าถึงเย็นทีเดียว
มันรู้อันนั้น-อันนี้ แสดงธรรมให้เทวดาฟังก็ได้
แสดงธรรมอะไรให้ใครฟังได้ทั้งนั้น
ใครมาถามปัญญา แก้ได้ทั้งนั้น
ตอนนี้แหละ(เป็น)คนบ้า-เป็นบ้า จึงไม่รู้จักว่าเราเป็นบ้า
เราเป็นวิปัสสนู ก็ไม่รู้ว่าเป็นวิปัสสนู
คนกินหล้าเมานี่ เราก็เคยเห็น
ห้ามว่า‘อย่ากิน! ลุง-อา-น้องหรือพี่…มันเมาแล้ว’
แต่คนกินเหล่านั้น เขาว่า‘เขาไม่เมา’
เมื่อไม่หยุด ยิ่งกิน-ก็ยิ่งเมา
คนเป็นบ้า ก็เหมือนกัน
เราจะพาไปหาหมอ-ให้หมอตรวจ
แล้วจะให้ยากิน-รักษาโรคประสาทให้หาย
คนบ้ามันก็ไม่ยอมไปเช่นเดียวกัน
คนเมาเหล้าก็เช่นกัน เมื่อมันเมาอยู่-มันไม่รู้
คุมมันให้ไปนอน
เอาส้ม-มะนาว เอามะขามเปรี้ยวใส่ปากให้มันกิน
เมื่อกินลงไป มันทำลายพิษเหล้า-ก็หายเมา
มันจึงรู้ว่า‘มันเมาเหล้า’
*คนเป็นวิปัสสนูก็เช่นเดียวกัน
มันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมให้รู้แจ้งเห็นจริง
ดังนั้น คนเป็นวิปัสสนูจึงไม่รู้
เมื่อมันยังไม่หายจากวิปัสสนู ไม่รู้จริง ๆ*…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ