“…วันนี้จะมาพูดกันถึงเรื่อง**วิธีปฏิบัติธรรมอย่างสากล
คำว่า‘สากล’ในที่นี้ หมายความว่าใครปฏิบัติก็รู้
ไม่เลือกชั้นวรรณะ วิชาความรู้ ตระกูล
และไม่จำกัดเชื้อชาติ-ศาสนา เพศ-วัยอะไรทั้งนั้น
แต่มีจุดสำคัญอยู่จุดหนึ่ง คือคนนั้นจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง**
วิธีที่จะนำมาพูดในวันนี้ เป็นวิธีที่ไม่อยู่ในตำรา
แต่ก็ยังเกี่ยวข้องกับตำราอยู่นั่นเอง
เช่น ตำราบอกว่าก่อนที่จะภาวนาหรืออะไรต่าง ๆ นี้
จะต้องมีการให้ทานให้เพียงพอ หรือว่าสร้างสมอบรมบารมีให้เพียงพอก่อน
เช่น ต้องมีการรักษาศีล-กินเจก็ตาม
ตลอดจนการทำกรรมฐานและวิปัสสนาก็ตาม
แต่สำหรับ*วิธีที่หลวงพ่อจะเล่าสู่กันนั้น สิ่งเหล่านี้จะทำก็ได้-ไม่ทำก็ได้*
ที่หลวงพ่อพูดนี้ มันนอกเหนือตำรา-แต่มันก็อยู่ในตำรานั่นเอง
**โดยมีข้อแม้ว่า ต้องทำให้ถูกวิธีของมัน
และวิธีนั้นก็สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ว่า
‘ให้เรารู้สึกในอิริยาบถที่ ๔ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน
หรือคู้เหยียด-เคลื่อนไหว’ ซึ่งเป็นเรื่องหลักในคำสอนเพื่อการปฏิบัติ**
ทีนี้**ให้เรามารู้สึกตัว-ตื่นตัว มันจะเป็นใหญ่ในตัวได้เอง
และให้รู้สึกใจ-ตื่นใจ มันก็จะเป็นใหญ่ในใจเราได้เอง
เป็นข้อวัตรปฏิบัติตัวเอง**
เลยเข้าไปสอดคล้องกับธรรมะบทหนึ่งว่า
**‘ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔’ อันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา**
คำว่า‘สติปัฏฐาน ๔’นั้น เราไปเรียนกันมาในตำราว่า
‘กาย-เวทนา-จิต-ธรรม’
๔ ข้ออันนี้ เมื่อก่อนหลวงพ่อไม่รู้-ไม่เข้าใจ
แม้เคยทำกรรมฐานมาหลายปี ก็ไม่รู้-ไม่เข้าใจ
ที่จะพูดให้ฟังนี้เป็นเพียงประวัติ ไม่ใช่จะบังคับให้เชื่อ
ถือเพียงเล่าสู่กันฟัง
สมัยเป็นเณร เคยทำวิธีพุท-โธ นั่งขัดสมาธิเพชร
เอาขาขัดกัน ๒ ชั้น แล้วก็เอามือมาวางที่หน้าตัก
หลับตาภาวนาพุท-โธ…หายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธ
วิธีนี้ได้ทำมาแล้วพอสมควร แต่คนอื่นนั้นจะเป็นอย่างไร-ไม่ทราบ
จากนั้นก็มาหัดวิธีสัมมา-อรหัง และวิธีนับ ๑-๒-๓
เป็นเพราะครูบาอาจารย์ท่านรู้อย่างนั้น ก็เลยได้ทำอย่างนั้น
ต่อมาเมื่อมามีครอบครัว ก็ชอบให้ทาน-รักษาศีล-ชอบทำกรรมฐาน
มาที่ จ.อุดร มีอาจารย์ท่านหนึ่งรู้วิธีพอง-ยุบขึ้นมาใหม่ ๆ
อาจารย์ท่านเห็นว่าชอบการปฏิบัติธรรมะ ท่านก็เลยสอนวิธีพอง-ยุบ
เวลาหายใจเข้าให้ว่าพองหนอ หายใจออกก็ให้ว่ายุบหนอ
เวลาเดินจงกรมทีแรกก็ว่าซ้ายย่างหนอ-ขวาย่างหนอ
ต่อมาก็ว่าซ้ายยกหนอ-ส้นยกหนอ ไปหนอ ลงหนอ
ถูกหนอ กดหนอ…ตามลำดับ
ท่านว่า‘เป็นฌาน-ฌานเข้าไปรู้’ ท่านว่าอย่างนั้น
วิธีนี้ก็ทำมาพอสมควร ทำมาเป็นระยะเวลา ๘ ปี
พอง-ยุบนี่แหละ ได้ทำมาแล้ว-จึงรู้จักบ้างเล็กน้อย
ใครจะพูดอย่างไร ก็พอจะรู้บ้าง
เกี่ยวกับเรื่องอานาปานสตินั้น
ก็รู้จักพุท-โธ สัมมา-อรหัง นับ ๑-๒-๓ พอง-ยุบ
เหล่านี้เป็นอานาปานสติ ล้วนมีวิธีการอย่างเดียวกัน
คือให้ดูลมหายใจเข้าสั้น-ออกยาว หรือเข้ายาว-ออกสั้น
ให้กำหนดรู้ว่าสั้น-ยาว หายใจแรง ๆ ให้เข้าไปถึงพื้นห้อง
ท่านสอนอย่างนั้น และก็ให้คอยดูลมหายใจหยาบ-ละเอียด
จนให้มันสงบไปได้ ครูบาอาจารย์ท่านสอน
*อย่างนี้ก็ได้ทำมาไม่น้อย
แต่ก็ยังไม่เคยรู้ว่าพระพุทธศาสนาสอนจริง ๆ (คือ)เรื่องอะไร
และอะไรคืออริยสัจจ์ ๔ ?
เรื่องทุกข์-สมุทัยน่ะจำได้ รู้จำ-แต่ไม่เข้าใจ*
อย่างที่ถามโยมเมื่อวานนี้ที่มาจากหาดใหญ่
เคยทำมาแล้ว-ก็บอกว่าไม่รู้ อย่างนี้เรียกว่า‘เรียนรู้-แต่ไม่รู้’
แต่**การปฏิบัติที่ทำให้หลวงพ่อรู้นั้น คือการทำวิธีเคลื่อนไหว
เคลื่อนไหวโดยวิธีใด ก็ให้รู้
กะพริบตา-ก็รู้ หายใจ-ก็รู้ มีการเคลื่อนไหวใด ๆ-ก็รู้
เกิดความรู้-ความเห็น-ความเข้าใจสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน
ก็เลยได้รู้ รู้เรื่องอะไร-รู้เรื่องตัวเอง
นี่-เห็นเข้ามาในเรื่องตัวเองแล้ว
ดังนั้นจึงว่าการศึกษาธรรมะแบบนี้ จะเรียกว่า‘ศาสนาพุทธ’ก็ได้
จะว่า‘ศาสนาอะไรก็ได้ **มันเป็นสากล’ สำหรับบุคคลผู้ที่ทำเท่านั้น
ไม่กำหนดเชื้อชาติ-ศาสนา และชาติชั้นวรรณะ-หรือตระกูลอะไรทั้งนั้น
จะเป็นตระกูลคนรวย-คนจน จะได้เรียนหนังสือหรือไม่ได้เรียนหนังสือ-ก็ไม่ว่า
เพียงแต่ขอให้ทำจริง รับรองว่าเรื่องนี้จะปรากฏขึ้นจริง ๆ**
*ถ้าไม่ทำจริงเสียแล้ว-สิ่งนั้นจะไม่ปรากฏ เพราะมันเป็นกุญแจคนละลูกกัน*
แต่สมัยนี้กุญแจ-เขาเอาเหล็กงอ ๆ ไปเขี่ยออกมาก็ได้เหมือนกัน
แต่สมัยนั้นมันไม่มี ที่พูดนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า
**ถ้าหากเป็นลูกของมันจริง ๆ แล้ว บิดไม่นาน-มันก็ไขออกมาได้**
*แต่ถ้าไม่ใช่ลูกของมันแล้ว ก็คงจะช้าหน่อย-หรืออาจจะไขไม่ออกเลยก็ได้*
หรือถ้าเป็นลูกของมันจริง ๆ สอดเข้าไปลึกเกินไป-สลักมันก็อาจจะไม่เปิดก็ได้
หรือสอดเข้าไปไม่ถึง มันก็อาจจะไม่เปิดอีกก็เป็นได้
ดังนั้น จึงแนะนำวิธีนี้ให้
เป็น**วิธีพลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง ยกมือไป-เอามือมา
เดินหน้า-ถอยหลัง เอียงซ้าย-เอียงขวา ก้ม-เงย กะพริบตา
อ้าปาก หายใจเข้า-หายใจออก กลืนน้ำลายผ่านเข้าไปในลำคอ
ให้มีความรู้สึกในการเคลื่อนไหวแต่ละอย่าง
จะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ ทำการ-ทำงานก็ทำได้…เป็นการปฏิบัติธรรมกับธรรมชาติ**
การปฏิบัติธรรมแบบที่พูดให้ฟังนี้ มันไม่เหมือนกับที่หลวงพ่อได้เคยทำมาก่อน
แต่ก่อนมันฝืนธรรมชาติ ทำไมถึงว่าฝืนธรรมชาติ ?
เพราะว่าครูบาอาจารย์สอนให้นั่งหลับตา ตามันก็เลยกะพริบไม่ได้
ทีนี้**ให้ลืมตาทำ เคลื่อนไหวโดยวิธีใด-ก็ให้รู้
มันเป็นการไหลไปตามธรรมชาติของมัน
ตาก็ไม่ต้องบังคับให้มันหลับ ให้มันกะพริบขึ้น-ลงได้ตามธรรมชาติ
เหลือบซ้าย-แลขวาก็ได้ มันจึงเป็นการปฏิบัติธรรมกับธรรมชาติ
และมันก็รู้กับธรรมชาติจริง ๆ
ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้
คืออันนี้เป็นรูป ที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นรูปที่มันรู้สึกได้
เมื่อมันเคลื่อนไหว-มันก็รู้สึก ความรู้สึกที่มันติดอยู่กับรูปนี้ เป็นนาม
การรู้อย่างนี้ เรียกว่า‘รู้รูป-นาม’
ขณะที่ตัวเรานั่งอยู่นี้ เป็นรูป-เป็นนามเฉย ๆ
พอพลิกขึ้น-รู้สึก อันนี้เป็นรูปทำ-นามทำแล้ว
ธรรมะก็คือตัวเรา พลิกขึ้น-คว่ำลง…ก็รู้
ก็เป็นการปฏิบัติธรรม
เขียนหนังสือ ถ้ารู้สึกในการเคลื่อนไหว-ก็เป็นการปฏิบัติธรรม
ซักเสื้อผ้า ล้างถ้วย-ล้างชาม
ถ้ารู้สึกที่มันเคลื่อน-มันไหว ในขณะนั้นก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้
ดังนั้นทำนา-ทำสวน ก็อาจจะเป็นการปฏิบัติธรรมได้
คำว่าปฏิบัติธรรมนั้น จึงว่าไม่ขัดข้องอะไรทั้งนั้นเลย
เป็นการรู้แจ้ง-รู้จริง รู้แล้วต่างเก่าล่วงภาวะเดิม**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ