DM-0176 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-30

“…วันนี้จะมาพูดกันถึงเรื่อง**วิธีปฏิบัติธรรมอย่างสากล


คำว่า‘สากล’ในที่นี้ หมายความว่าใครปฏิบัติก็รู้


ไม่เลือกชั้นวรรณะ วิชาความรู้ ตระกูล


และไม่จำกัดเชื้อชาติ-ศาสนา เพศ-วัยอะไรทั้งนั้น


แต่มีจุดสำคัญอยู่จุดหนึ่ง คือคนนั้นจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง**


วิธีที่จะนำมาพูดในวันนี้ เป็นวิธีที่ไม่อยู่ในตำรา


แต่ก็ยังเกี่ยวข้องกับตำราอยู่นั่นเอง


เช่น ตำราบอกว่าก่อนที่จะภาวนาหรืออะไรต่าง ๆ นี้


จะต้องมีการให้ทานให้เพียงพอ หรือว่าสร้างสมอบรมบารมีให้เพียงพอก่อน


เช่น ต้องมีการรักษาศีล-กินเจก็ตาม


ตลอดจนการทำกรรมฐานและวิปัสสนาก็ตาม


แต่สำหรับ*วิธีที่หลวงพ่อจะเล่าสู่กันนั้น สิ่งเหล่านี้จะทำก็ได้-ไม่ทำก็ได้*


ที่หลวงพ่อพูดนี้ มันนอกเหนือตำรา-แต่มันก็อยู่ในตำรานั่นเอง


**โดยมีข้อแม้ว่า ต้องทำให้ถูกวิธีของมัน


และวิธีนั้นก็สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ว่า


‘ให้เรารู้สึกในอิริยาบถที่ ๔ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน


หรือคู้เหยียด-เคลื่อนไหว’ ซึ่งเป็นเรื่องหลักในคำสอนเพื่อการปฏิบัติ**


ทีนี้**ให้เรามารู้สึกตัว-ตื่นตัว มันจะเป็นใหญ่ในตัวได้เอง


และให้รู้สึกใจ-ตื่นใจ มันก็จะเป็นใหญ่ในใจเราได้เอง


เป็นข้อวัตรปฏิบัติตัวเอง**


เลยเข้าไปสอดคล้องกับธรรมะบทหนึ่งว่า


**‘ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔’ อันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา**


คำว่า‘สติปัฏฐาน ๔’นั้น เราไปเรียนกันมาในตำราว่า


‘กาย-เวทนา-จิต-ธรรม’


๔ ข้ออันนี้ เมื่อก่อนหลวงพ่อไม่รู้-ไม่เข้าใจ


แม้เคยทำกรรมฐานมาหลายปี ก็ไม่รู้-ไม่เข้าใจ


ที่จะพูดให้ฟังนี้เป็นเพียงประวัติ ไม่ใช่จะบังคับให้เชื่อ


ถือเพียงเล่าสู่กันฟัง


สมัยเป็นเณร เคยทำวิธีพุท-โธ นั่งขัดสมาธิเพชร


เอาขาขัดกัน ๒ ชั้น แล้วก็เอามือมาวางที่หน้าตัก


หลับตาภาวนาพุท-โธ…หายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธ


วิธีนี้ได้ทำมาแล้วพอสมควร แต่คนอื่นนั้นจะเป็นอย่างไร-ไม่ทราบ


จากนั้นก็มาหัดวิธีสัมมา-อรหัง และวิธีนับ ๑-๒-๓


เป็นเพราะครูบาอาจารย์ท่านรู้อย่างนั้น ก็เลยได้ทำอย่างนั้น


ต่อมาเมื่อมามีครอบครัว ก็ชอบให้ทาน-รักษาศีล-ชอบทำกรรมฐาน


มาที่ จ.อุดร มีอาจารย์ท่านหนึ่งรู้วิธีพอง-ยุบขึ้นมาใหม่ ๆ


อาจารย์ท่านเห็นว่าชอบการปฏิบัติธรรมะ ท่านก็เลยสอนวิธีพอง-ยุบ


เวลาหายใจเข้าให้ว่าพองหนอ หายใจออกก็ให้ว่ายุบหนอ


เวลาเดินจงกรมทีแรกก็ว่าซ้ายย่างหนอ-ขวาย่างหนอ


ต่อมาก็ว่าซ้ายยกหนอ-ส้นยกหนอ ไปหนอ ลงหนอ


ถูกหนอ กดหนอ…ตามลำดับ


ท่านว่า‘เป็นฌาน-ฌานเข้าไปรู้’ ท่านว่าอย่างนั้น


วิธีนี้ก็ทำมาพอสมควร ทำมาเป็นระยะเวลา ๘ ปี


พอง-ยุบนี่แหละ ได้ทำมาแล้ว-จึงรู้จักบ้างเล็กน้อย


ใครจะพูดอย่างไร ก็พอจะรู้บ้าง


เกี่ยวกับเรื่องอานาปานสตินั้น


ก็รู้จักพุท-โธ สัมมา-อรหัง นับ ๑-๒-๓ พอง-ยุบ


เหล่านี้เป็นอานาปานสติ ล้วนมีวิธีการอย่างเดียวกัน


คือให้ดูลมหายใจเข้าสั้น-ออกยาว หรือเข้ายาว-ออกสั้น


ให้กำหนดรู้ว่าสั้น-ยาว หายใจแรง ๆ ให้เข้าไปถึงพื้นห้อง


ท่านสอนอย่างนั้น และก็ให้คอยดูลมหายใจหยาบ-ละเอียด


จนให้มันสงบไปได้ ครูบาอาจารย์ท่านสอน


*อย่างนี้ก็ได้ทำมาไม่น้อย


แต่ก็ยังไม่เคยรู้ว่าพระพุทธศาสนาสอนจริง ๆ (คือ)เรื่องอะไร


และอะไรคืออริยสัจจ์ ๔ ?


เรื่องทุกข์-สมุทัยน่ะจำได้ รู้จำ-แต่ไม่เข้าใจ*


อย่างที่ถามโยมเมื่อวานนี้ที่มาจากหาดใหญ่


เคยทำมาแล้ว-ก็บอกว่าไม่รู้ อย่างนี้เรียกว่า‘เรียนรู้-แต่ไม่รู้’


แต่**การปฏิบัติที่ทำให้หลวงพ่อรู้นั้น คือการทำวิธีเคลื่อนไหว


เคลื่อนไหวโดยวิธีใด ก็ให้รู้


กะพริบตา-ก็รู้ หายใจ-ก็รู้ มีการเคลื่อนไหวใด ๆ-ก็รู้


เกิดความรู้-ความเห็น-ความเข้าใจสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน


ก็เลยได้รู้ รู้เรื่องอะไร-รู้เรื่องตัวเอง


นี่-เห็นเข้ามาในเรื่องตัวเองแล้ว


ดังนั้นจึงว่าการศึกษาธรรมะแบบนี้ จะเรียกว่า‘ศาสนาพุทธ’ก็ได้


จะว่า‘ศาสนาอะไรก็ได้ **มันเป็นสากล’ สำหรับบุคคลผู้ที่ทำเท่านั้น


ไม่กำหนดเชื้อชาติ-ศาสนา และชาติชั้นวรรณะ-หรือตระกูลอะไรทั้งนั้น


จะเป็นตระกูลคนรวย-คนจน จะได้เรียนหนังสือหรือไม่ได้เรียนหนังสือ-ก็ไม่ว่า


เพียงแต่ขอให้ทำจริง รับรองว่าเรื่องนี้จะปรากฏขึ้นจริง ๆ**


*ถ้าไม่ทำจริงเสียแล้ว-สิ่งนั้นจะไม่ปรากฏ เพราะมันเป็นกุญแจคนละลูกกัน*


แต่สมัยนี้กุญแจ-เขาเอาเหล็กงอ ๆ ไปเขี่ยออกมาก็ได้เหมือนกัน


แต่สมัยนั้นมันไม่มี ที่พูดนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า


**ถ้าหากเป็นลูกของมันจริง ๆ แล้ว บิดไม่นาน-มันก็ไขออกมาได้**


*แต่ถ้าไม่ใช่ลูกของมันแล้ว ก็คงจะช้าหน่อย-หรืออาจจะไขไม่ออกเลยก็ได้*


หรือถ้าเป็นลูกของมันจริง ๆ สอดเข้าไปลึกเกินไป-สลักมันก็อาจจะไม่เปิดก็ได้


หรือสอดเข้าไปไม่ถึง มันก็อาจจะไม่เปิดอีกก็เป็นได้


ดังนั้น จึงแนะนำวิธีนี้ให้


เป็น**วิธีพลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง ยกมือไป-เอามือมา


เดินหน้า-ถอยหลัง เอียงซ้าย-เอียงขวา ก้ม-เงย กะพริบตา


อ้าปาก หายใจเข้า-หายใจออก กลืนน้ำลายผ่านเข้าไปในลำคอ


ให้มีความรู้สึกในการเคลื่อนไหวแต่ละอย่าง


จะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ ทำการ-ทำงานก็ทำได้…เป็นการปฏิบัติธรรมกับธรรมชาติ**


การปฏิบัติธรรมแบบที่พูดให้ฟังนี้ มันไม่เหมือนกับที่หลวงพ่อได้เคยทำมาก่อน


แต่ก่อนมันฝืนธรรมชาติ ทำไมถึงว่าฝืนธรรมชาติ ?


เพราะว่าครูบาอาจารย์สอนให้นั่งหลับตา ตามันก็เลยกะพริบไม่ได้


ทีนี้**ให้ลืมตาทำ เคลื่อนไหวโดยวิธีใด-ก็ให้รู้


มันเป็นการไหลไปตามธรรมชาติของมัน


ตาก็ไม่ต้องบังคับให้มันหลับ ให้มันกะพริบขึ้น-ลงได้ตามธรรมชาติ


เหลือบซ้าย-แลขวาก็ได้ มันจึงเป็นการปฏิบัติธรรมกับธรรมชาติ


และมันก็รู้กับธรรมชาติจริง ๆ


ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้


คืออันนี้เป็นรูป ที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นรูปที่มันรู้สึกได้


เมื่อมันเคลื่อนไหว-มันก็รู้สึก ความรู้สึกที่มันติดอยู่กับรูปนี้ เป็นนาม


การรู้อย่างนี้ เรียกว่า‘รู้รูป-นาม’


ขณะที่ตัวเรานั่งอยู่นี้ เป็นรูป-เป็นนามเฉย ๆ


พอพลิกขึ้น-รู้สึก อันนี้เป็นรูปทำ-นามทำแล้ว


ธรรมะก็คือตัวเรา พลิกขึ้น-คว่ำลง…ก็รู้


ก็เป็นการปฏิบัติธรรม


เขียนหนังสือ ถ้ารู้สึกในการเคลื่อนไหว-ก็เป็นการปฏิบัติธรรม


ซักเสื้อผ้า ล้างถ้วย-ล้างชาม


ถ้ารู้สึกที่มันเคลื่อน-มันไหว ในขณะนั้นก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้


ดังนั้นทำนา-ทำสวน ก็อาจจะเป็นการปฏิบัติธรรมได้


คำว่าปฏิบัติธรรมนั้น จึงว่าไม่ขัดข้องอะไรทั้งนั้นเลย


เป็นการรู้แจ้ง-รู้จริง รู้แล้วต่างเก่าล่วงภาวะเดิม**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive