“…‘พระ’ แปลว่าผู้สอนคน-สอนให้รู้จักความจริง
ถ้าหากเป็นพระสงฆ์โดยสมมติ สอนคนที่ไม่รู้-ให้รู้
เขาเรียกว่า‘พระ’
แต่ถ้าหากบุคคลที่รู้ไปสอนคนที่ไม่รู้
ถ้าอยู่ในบ้าน-ในชุมชน เขาเรียกว่า‘ครูโรงเรียน’
ดังนั้น วัดจึงเป็นโรงเรียนที่สอนคนเรื่องชีวิต-เรื่องจิตใจ
แต่*เดี๋ยวนี้วัดเรามีมาก แล้วชวนคนให้ทำบุญกองกฐิน-แจกซอง
แต่ที่จะสอนให้คนดูจิต-ดูใจ
ละความโลภ-ความโกรธ-ความหลงให้เป็นนี่ มีน้อยเหลือเกิน*
พวกเราลองคิดดู ถ้าหากว่าตัวบุญมีจริง
ทำบุญแล้วจะมีเงินมาก ๆ เรามาเอาบุญเสียคนเดียวจะดีไหม ?
หลวงพ่อว่า-ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลวงพ่อไม่บอกใครทั้งหมดเลย
เอาบุญคนเดียวดีกว่า ไม่อยากให้ใครเสียด้วย
แต่เดี๋ยวนี้ มันไม่เป็นอย่างนั้น
ต้องเที่ยวไปบอกบุญโยม แจกซองให้มาเอาบุญด้วยกัน
ถ้าบุญมีจริง ๆ อย่างนั้น เอาคนเดียวดีกว่า
นี่-มันเป็นปัญหาน่าคิด แต่คนเราไม่ยอมคิดกัน
เพราะอย่างนั้น เดี๋ยวนี้วัดจึงไม่เป็นวัดแล้ว
พระไม่ฝึกหัดปฏิบัติตนเอง
ไม่ทำตนเองให้เป็นที่พึ่ง เป็นที่ศรัทธา-เลื่อมใสของชาวบ้าน
ไม่สอนคนให้เกิดปัญญา เข้าใจชีวิต-เข้าใจอุปสรรคของชีวิต
เราไม่ค่อยสอนกันแล้ว
ดังนั้น**จำเป็นที่เราต้องกลับมาเรียนรู้ มาฝึกหัดขัดเกลาตนเอง
ให้เป็นพระยิ้มให้ได้จริง ๆ รู้จักตนเองจริง ๆ
รู้แล้วละได้ ไม่ยึดมั่น-ถือมั่นทิฏฐิตนเอง
อยู่ให้เป็นหลัก เป็นบุคคลที่ชาวบ้านเห็นแล้วอยากเข้าใกล้
โยมเข้ามาแล้ว…ไม่รู้สึกเป็นพิษ-เป็นภัย ยิ้มได้-สบายใจ
นี่เรียกว่า‘พระยิ้ม’
ให้เอาพระยิ้มมาแขวนคอเอาไว้ อย่างนี้เราก็ไปสวรรค์-นิพพานนั่นเอง**
*แต่ถ้าเราโกรธขึ้นมาคราวใด พระสงฆ์ก็ตกนรกเป็นเหมือนกัน-นรกจริง ๆ
ดังนั้นนรกจึงมีทั้งในพระพุทธศาสนา-คริสตศาสนา และอิสลาม
ไม่ยกเว้นใครทั้งหมดเลย* นี่-ให้เข้าใจกันอย่างนี้
พูดให้ฟังกันอย่างนี้ ก็รู้สึกว่าจะจริงเกินไป
แต่ไหน ๆ ก็พูดมาแล้ว ก็ต้องพูดความจริง
เพราะ**คนเราต้องการความจริง-จริง ๆ มันจึงจะแก้ทุกข์ได้**
ดังนั้นจะบอกไว้แล้วแต่ตอนต้นว่า
**ของดีมีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน อย่าพากันลืมเสีย
ชีวิตของเรานี่แหละ ดีและประเสริฐที่สุดแล้ว
อย่ามัวไปไขว่คว้าในสิ่งอื่นที่ไม่จริง-ไม่จัง
ให้เราหัดมาเจริญสติ-ทำความรู้สึกตัว
ให้เป็นผู้มีสติตื่นตัว ตั้งมั่นอยู่เสมอ ๆ
เป็นผู้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ในทุกชีวิตการงาน
มีชีวิตที่สะอาดผ่องใส**
ที่หลวงพ่อพูดมาโดยตลอด ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา
ในท้ายที่สุดนี้ หลวงพ่อ
พร้อมด้วยเหล่าพระสงฆ์ที่มานั่งฟังธรรมพร้อมกัน ณ ที่นี้
ขออ้างเอาคุณของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์ที่นิพพานไปโน้นนะ
**พระพุทธเจ้า คือเรา-คือองค์ธรรมที่มีอยู่ในเราที่นั่งกันอยู่นี่แหละ**
และอ้างอิงเอาคุณของ**พระธรรม พระธรรมก็ไม่ใช่ตัวหนังสือ
ใบลานโน้น-ก็ไม่เอา เอาที่กำลังพูด-กำลังคิด-กำลังเป็นกันอยู่นี่**
และขออ้างเอาคุณของพระสงฆ์
**พระสงฆ์อรหันตสาวกแต่ทีแรกอะไรนั่น ก็ไม่เอา
เอาที่จิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ ที่อยู่ในจิต-ในใจของเราทุกคนนี่แหละ**
**ให้เราหันมาศึกษา ฝึกหัดเรียนรู้เจริญภาวนากันที่ตรงนี้
ขอให้เรามีความเพียรพยายามฝึกหัดตนเอง
ให้ประสบพบเห็นค้นเอาความดับทุกข์ให้ได้ในชีวิตนี้
จงทุก ๆ คนเทอญ.**”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ