“…จำกันให้ดี ๆ นะ ทุก ๆ คนที่ฟังอยู่ที่นี้
**เมื่อเราหักห้ามใจตนเองได้ มีสติตื่นตัวเด่นชัดอยู่นี่
เรียกว่า‘เป็นมนุษย์’**
บัดนี้ ก่อนจะพูด-จะทำ-จะคิด…หัดให้มันสุขุมขึ้น
มีความละอายแก่ใจ ‘หิริ’นี่แหละแปลว่าความละอายแก่ใจ
ไม่ใช่ไปละอายแก่คนอื่นนะ ละอายแก่ใจเรานี่แหละ
ครั้นละอายคนอื่นนั่น-มันเต็มทีแล้ว *มันฟุ้งออกไปนอกตัวแล้ว
มันไม่ละอายใจของเราเอง*
แต่เมื่อเรามีหิริ-มีโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป
บาปมันอยู่ที่ไหน ?
*บาปก็คือจิตใจมันคิดผิดแล้ว มันก็ทำผิด-พูดผิด
นี่เราไม่ค่อยมีหิริโอตตัปปะ เราไม่ค่อยเกรงกลัวบาปที่ตรงนี้กัน
ชีวิตเราก็เลยตกนรกหมกไหม้ ร้อนอก-ร้อนใจกันอยู่เรื่อย
นรกนี่ มันอยู่ที่ว่าเราไม่เห็น-ไม่รู้จักนรก
เราก็พูดเรื่องนรกไม่เป็น เราก็เลยไม่กลัวนรกที่มันเผาลนชีวิต-ที่เป็นอยู่
เราไปกลัวนรกใต้ดินโน้น นั่นมันนิทานหลอกเด็ก
นี่เพราะเราไม่เข้าใจจริง ๆ*
ที่พูดให้ฟังนี่-พูดจากใจจริงนะ
เพราะพรุ่งนี้ หลวงพ่อจะเดินทางกลับแล้ว
พูดให้ฟังจริง ๆ ฟังแล้วจะโกรธ-ก็จำเป็นแล้ว
โกรธก็ได้ ใครจะโกรธ-ก็โกรธไป
*คนใดโกรธขึ้นมา เจ้ายมบาลก็จดใส่หนังหมาไปแล้ว-ระวังไว้นะ
จะโกรธก็ตามใจ* หลวงพ่อก็นิ่งเสีย-เป็นพระพรหมถืออุเบกขาเสีย
อย่างพระพรหมนี่ก็เหมือนกัน เราเชื่อตาม ๆ กันมาว่าพรหมมี ๔ หน้า
โอ-เชื่อกันมาจริง ๆ เชื่อกันชนิดหัวชนฝากันเลยชาวพุทธนี่
ลองคิดดูทีซิ ถ้าพรหมมี ๔ หน้าจริง ๆ แล้ว-จะไปนอนได้อย่างไร ?
มันนอนไม่ได้ จะนอนยังไง-นอนหน้านี้มันก็ทับหน้านั้น
เอ้า-พอหันหน้านั้นมานอนด้านนี้ มันก็ทับอีกแล้ว-มันนอนไม่ได้
*พระพรหมนี่ ที่จริงคือใจเรานั่นเองมีเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขาต่างหาก
เป็นบุคคลผู้มีจิตใจเปี่ยมด้วยเมตตา-กรุณา สงสาร-เห็นใจซึ่งกันและกัน
เป็นคุณธรรมอันประเสริฐ
ลักษณะพรหมนี่ก็มีอยู่แล้วในเราทุกคน ให้เราเห็น-ให้เราเข้าใจกันอย่างนี้*
**ผู้ใดเห็นจิตเห็นใจตนเองสะอาด-สว่าง-สงบอยู่เรื่อย
อย่างนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลแล้ว**
ดังนั้น ที่ท่านทั้งหลายนั่งฟังหลวงพ่อพูดอยู่ขณะนี้
**จิตใจตื่นอยู่-ไม่หวั่นไหว ลักษณะนี้แหละเรียกว่า‘เป็นสมบัติของมนุษย์’
เป็นภพ-เป็นภาวะที่สะอาด
ดังนั้น คนโบราณท่านจึงสอนว่า‘สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ
พระนิพพานก็อยู่ที่ใจเรานี่เอง เราจะมัวไปหาเอานิพพานที่ไหนกันอีก ?**
เราจะไปเอานิพพานที่อยู่บนฟ้า-เมืองสวรรค์นั่นหรือ ?
โน่นเห็นไหม เขายิงจรวดขึ้นไปกันทุกวัน-มันไม่ไปชนบ้านเทวดาลงมาหรือ ?
ถ้าเมืองสวรรค์อยู่บนฟ้า นิพพานเมืองแก้วอะไรนั่น
เครื่องบิน-จรวด มันต้องชนตกลงมาตายนานแล้ว-มันพังลงมานานแล้ว
นี่เราไม่รู้-ไม่ศึกษา ฟังอะไรแล้ว-ไม่ใช้ความฉลาดให้เป็นประโยชน์
พวกคนมีกิเลสต่างหาก ที่อยากไปเกิดบนสวรรค์
เพราะเขาว่าเมืองสวรรค์อยู่สุขสบาย
ผู้ชายคนเดียวมีเมียได้ ๕๐๐ คน เขาเรียกว่า‘นางฟ้า’
นั่นคนมันฟังแล้ว-ก็เลยอยากไปเกิดบนสวรรค์ เพ้อเจ้อกันไปอย่างนั้น
คนโง่ ๆ อยากไปเกิดบนสวรรค์
ถ้าเทวดาองค์เดียวมีเมียเป็นนางฟ้าได้ ๕๐๐ คน
อย่างนี้เมืองสวรรค์ต้องเป็นเมืองนรกแน่ ๆ จริงไหม ?
เราลองดูอย่าง อ.หาดใหญ่เรานี่
ถ้าผู้ชายคนเดียวมีเมีย ๒ คน- ๓ คน ทุกข์ไหม ?
เดี๋ยวเดียวก็เมียทะเลาะกัน เอาเงินให้คนนั้นน้อย-คนนี้มาก
ทุกข์แล้ว ทะเลากัน-ตีกันไม่หยุด
และถ้าเมืองสวรรค์จริง ๆ นั้น เทวดามีเมียตั้ง ๕๐๐ คน
ผู้หญิงจะไปที่ไหน ผู้ชายเป็นผู้ควบคุมอยู่-ก็เลยตายเลย
ไม่มีเวลาได้หลับ-ได้นอนพักผ่อน เดี๋ยวก็เมียคนนั้นมาหา
ฉันจะไปที่นั่นนะ-ฉันจะไปที่นี่นะ คอยต้อนรับกันจนไม่ได้หลับ-ไม่ได้นอน
ไม่มีโอกาสพักผ่อน-เดี๋ยวก็ตายเลย นั่นเมืองสวรรค์เป็นเมืองนรกแน่ ๆ
ดังนั้นให้เราอยู่ที่ อ.หาดใหญ่นี่แหละ หัดใช้สติปัญญา
**อย่าปล่อยจิต-ปล่อยใจ อย่าให้โกรธเป็นฟืน-เป็นไฟ อย่าให้โลภ-อย่าให้หลง
ให้มีสติรู้ตัว-เราทำให้จิตใจเราตื่นตัว สะอาด-สว่าง-สงบ
ระงับจากเครื่องเศร้าหมองต่าง ๆ อยู่กันที่ตรงนี้แหละ
หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่นี่แหละ ใช้ชีวิตทำงาน-ทำการไป
อยู่ได้อย่างนี้ ชีวิตเราก็มีความสุขแล้ว-ได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นแล้ว**
นี่-มันเป็นอย่างนี้
ดังนั้นที่พูดคืนนี้-ก็พูดความจริง เอากันแต่ความเป็นจริง
ถ้าหากไม่ฟังแล้ว-ก็จำเป็น
ไม่ใช่ว่าจะบังคับคนโน้น-คนนี้ นี่พูดให้ฟังเฉย ๆ…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ