DM-0170 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-23

“…จำกันให้ดี ๆ นะ ทุก ๆ คนที่ฟังอยู่ที่นี้


**เมื่อเราหักห้ามใจตนเองได้ มีสติตื่นตัวเด่นชัดอยู่นี่


เรียกว่า‘เป็นมนุษย์’**


บัดนี้ ก่อนจะพูด-จะทำ-จะคิด…หัดให้มันสุขุมขึ้น


มีความละอายแก่ใจ ‘หิริ’นี่แหละแปลว่าความละอายแก่ใจ


ไม่ใช่ไปละอายแก่คนอื่นนะ ละอายแก่ใจเรานี่แหละ


ครั้นละอายคนอื่นนั่น-มันเต็มทีแล้ว *มันฟุ้งออกไปนอกตัวแล้ว


มันไม่ละอายใจของเราเอง*


แต่เมื่อเรามีหิริ-มีโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป


บาปมันอยู่ที่ไหน ?


*บาปก็คือจิตใจมันคิดผิดแล้ว มันก็ทำผิด-พูดผิด


นี่เราไม่ค่อยมีหิริโอตตัปปะ เราไม่ค่อยเกรงกลัวบาปที่ตรงนี้กัน


ชีวิตเราก็เลยตกนรกหมกไหม้ ร้อนอก-ร้อนใจกันอยู่เรื่อย


นรกนี่ มันอยู่ที่ว่าเราไม่เห็น-ไม่รู้จักนรก


เราก็พูดเรื่องนรกไม่เป็น เราก็เลยไม่กลัวนรกที่มันเผาลนชีวิต-ที่เป็นอยู่


เราไปกลัวนรกใต้ดินโน้น นั่นมันนิทานหลอกเด็ก


นี่เพราะเราไม่เข้าใจจริง ๆ*


ที่พูดให้ฟังนี่-พูดจากใจจริงนะ


เพราะพรุ่งนี้ หลวงพ่อจะเดินทางกลับแล้ว


พูดให้ฟังจริง ๆ ฟังแล้วจะโกรธ-ก็จำเป็นแล้ว


โกรธก็ได้ ใครจะโกรธ-ก็โกรธไป


*คนใดโกรธขึ้นมา เจ้ายมบาลก็จดใส่หนังหมาไปแล้ว-ระวังไว้นะ


จะโกรธก็ตามใจ* หลวงพ่อก็นิ่งเสีย-เป็นพระพรหมถืออุเบกขาเสีย


อย่างพระพรหมนี่ก็เหมือนกัน เราเชื่อตาม ๆ กันมาว่าพรหมมี ๔ หน้า


โอ-เชื่อกันมาจริง ๆ เชื่อกันชนิดหัวชนฝากันเลยชาวพุทธนี่


ลองคิดดูทีซิ ถ้าพรหมมี ๔ หน้าจริง ๆ แล้ว-จะไปนอนได้อย่างไร ?


มันนอนไม่ได้ จะนอนยังไง-นอนหน้านี้มันก็ทับหน้านั้น


เอ้า-พอหันหน้านั้นมานอนด้านนี้ มันก็ทับอีกแล้ว-มันนอนไม่ได้


*พระพรหมนี่ ที่จริงคือใจเรานั่นเองมีเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขาต่างหาก


เป็นบุคคลผู้มีจิตใจเปี่ยมด้วยเมตตา-กรุณา สงสาร-เห็นใจซึ่งกันและกัน


เป็นคุณธรรมอันประเสริฐ


ลักษณะพรหมนี่ก็มีอยู่แล้วในเราทุกคน ให้เราเห็น-ให้เราเข้าใจกันอย่างนี้*


**ผู้ใดเห็นจิตเห็นใจตนเองสะอาด-สว่าง-สงบอยู่เรื่อย


อย่างนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลแล้ว**


ดังนั้น ที่ท่านทั้งหลายนั่งฟังหลวงพ่อพูดอยู่ขณะนี้


**จิตใจตื่นอยู่-ไม่หวั่นไหว ลักษณะนี้แหละเรียกว่า‘เป็นสมบัติของมนุษย์’


เป็นภพ-เป็นภาวะที่สะอาด


ดังนั้น คนโบราณท่านจึงสอนว่า‘สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ


พระนิพพานก็อยู่ที่ใจเรานี่เอง เราจะมัวไปหาเอานิพพานที่ไหนกันอีก ?**


เราจะไปเอานิพพานที่อยู่บนฟ้า-เมืองสวรรค์นั่นหรือ ?


โน่นเห็นไหม เขายิงจรวดขึ้นไปกันทุกวัน-มันไม่ไปชนบ้านเทวดาลงมาหรือ ?


ถ้าเมืองสวรรค์อยู่บนฟ้า นิพพานเมืองแก้วอะไรนั่น


เครื่องบิน-จรวด มันต้องชนตกลงมาตายนานแล้ว-มันพังลงมานานแล้ว


นี่เราไม่รู้-ไม่ศึกษา ฟังอะไรแล้ว-ไม่ใช้ความฉลาดให้เป็นประโยชน์


พวกคนมีกิเลสต่างหาก ที่อยากไปเกิดบนสวรรค์


เพราะเขาว่าเมืองสวรรค์อยู่สุขสบาย


ผู้ชายคนเดียวมีเมียได้ ๕๐๐ คน เขาเรียกว่า‘นางฟ้า’


นั่นคนมันฟังแล้ว-ก็เลยอยากไปเกิดบนสวรรค์ เพ้อเจ้อกันไปอย่างนั้น


คนโง่ ๆ อยากไปเกิดบนสวรรค์


ถ้าเทวดาองค์เดียวมีเมียเป็นนางฟ้าได้ ๕๐๐ คน


อย่างนี้เมืองสวรรค์ต้องเป็นเมืองนรกแน่ ๆ จริงไหม ?


เราลองดูอย่าง อ.หาดใหญ่เรานี่


ถ้าผู้ชายคนเดียวมีเมีย ๒ คน- ๓ คน ทุกข์ไหม ?


เดี๋ยวเดียวก็เมียทะเลาะกัน เอาเงินให้คนนั้นน้อย-คนนี้มาก


ทุกข์แล้ว ทะเลากัน-ตีกันไม่หยุด


และถ้าเมืองสวรรค์จริง ๆ นั้น เทวดามีเมียตั้ง ๕๐๐ คน


ผู้หญิงจะไปที่ไหน ผู้ชายเป็นผู้ควบคุมอยู่-ก็เลยตายเลย


ไม่มีเวลาได้หลับ-ได้นอนพักผ่อน เดี๋ยวก็เมียคนนั้นมาหา


ฉันจะไปที่นั่นนะ-ฉันจะไปที่นี่นะ คอยต้อนรับกันจนไม่ได้หลับ-ไม่ได้นอน


ไม่มีโอกาสพักผ่อน-เดี๋ยวก็ตายเลย นั่นเมืองสวรรค์เป็นเมืองนรกแน่ ๆ


ดังนั้นให้เราอยู่ที่ อ.หาดใหญ่นี่แหละ หัดใช้สติปัญญา


**อย่าปล่อยจิต-ปล่อยใจ อย่าให้โกรธเป็นฟืน-เป็นไฟ อย่าให้โลภ-อย่าให้หลง


ให้มีสติรู้ตัว-เราทำให้จิตใจเราตื่นตัว สะอาด-สว่าง-สงบ


ระงับจากเครื่องเศร้าหมองต่าง ๆ อยู่กันที่ตรงนี้แหละ


หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่นี่แหละ ใช้ชีวิตทำงาน-ทำการไป


อยู่ได้อย่างนี้ ชีวิตเราก็มีความสุขแล้ว-ได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นแล้ว**


นี่-มันเป็นอย่างนี้


ดังนั้นที่พูดคืนนี้-ก็พูดความจริง เอากันแต่ความเป็นจริง


ถ้าหากไม่ฟังแล้ว-ก็จำเป็น


ไม่ใช่ว่าจะบังคับคนโน้น-คนนี้ นี่พูดให้ฟังเฉย ๆ…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive