“…**เราต้องมาศึกษาที่เนื้อ-ที่ตัว ที่ชีวิตของเรานี่แหละ
หัดเจริญสติปัฏฐาน ดูกายเคลื่อนไหว-ดูใจคิดนึกที่มันเป็นอยู่
หัดตั้งสติให้เป็น**
**พระพุทธเจ้าท่านสอน‘ให้เรารู้ในอิริยาบถทั้ง ๔
ทุกคนรู้เรื่องนี้กันดี
ยืน-เดิน-นั่ง-นอน ให้เรามีสติรู้ตัวอยู่เป็นประจำ’**
พูดได้ แต่มันยังไม่รู้วิธีทำ
นี่ยังไม่พอ **ท่านสอน‘ให้เราฝึกหัด-ให้เราเป็นผู้มีประสบการณ์
มีความชำนิ-ชำนาญในการตั้งสติ ครองความรู้สึกตัว
เห็นกาย-เห็นจิต เห็นภาวะอาการต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ
หัดตั้งสติ ปลุกความรู้สึกตัวขึ้นมา’
ท่านสอนให้เราเป็นผู้รู้-ผู้ตื่น**
*ไม่ใช่สอนให้เรานั่งหลับตา ไม่รู้-ไม่เห็นอะไร*
นี่-หลวงพ่อมาชี้แนะอย่างนี้ หลายคนก็ปฏิเสธแล้วว่า
‘ไม่เอา ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า’
ตั้งป้อมปฏิเสธกัน เมื่อเอาของดีมาให้-ไม่ยอมเอา
อุปมาเหมือนผี มันเคยชอบกินข้าวเปลือก-ข้าวลีบ
เราเป็นคน ต้องกินข้าวสุก-ข้าวสวย
จะไปหลงกินข้าวเปลือก-ข้าวลีบ กินหญ้า-กินฟาง…ไม่ได้
ข้าวสุกนี่แหละ ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา
ข้าวสุกคือของจริง-ของแท้ กินแล้วไม่เป็นพิษ-เป็นภัย
**การเจริญสติจึงไม่เป็นพิษ-เป็นภัยกับใครทั้งหมดเลย
ใครเจริญมาก ก็ไล่ความไม่รู้(ให้)หนีได้ไว
ความรู้หรือปัญญาญาณนี่ มันจะขึ้นมาแทนที่**
อย่างที่พูดให้ฟังแล้วเมื่อวาน วันนี้ก็พูดอีกแล้ว
คนอายุ ๕๐ ปี ๖๐ ปี เดี๋ยวก็ตายแล้ว
ยังไม่เคยรู้ว่าจิตใจมันคิดอะไรบ้าง ไม่รู้เลย
มัวเป็นไปตามอารมณ์ ไม่รู้ดี-รู้ชั่ว
บางคนอายุ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ถามว่ารู้ไหมจิตใจเราเป็นอย่างไร ?
ไม่รู้เลย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร-เพราะเราไม่สนใจศึกษาในเรื่องเหล่านี้
มัวไปสนใจเพลิดเพลิน-เที่ยวเตร่สนุกสนาน
สนใจกับเรื่องทำบุญ-ทำทาน ทอดกฐิน-บังสุกุล
ทอดผ้าป่า-ฝังลูกนิมิต อะไรทำนองนั้น
ที่จริง อันนั้นก็ดีแล้ว-แต่มันไม่หายสงสัย
เมื่อไม่หายสงสัย อันนั้นแหละเป็นตัวบาป
บาป คือเราไม่หายสงสัย
ความสงสัย ที่ท่านเรียกว่า‘วิจิกิจฉา’นั้น
พระอริยบุคคล-ท่านเลิกละได้แล้ว
พระโสดาบันท่านรู้แล้ว เลิกแล้วในสิ่งเหล่านี้คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
ท่านหายสงสัยแล้วในชีวิต
แต่นี่เรายังเลิกละไม่ได้ จะถือว่าเราเป็นชาวพุทธได้ไหม ?
เป็นเพราะเราพูดเอาเอง-เราพูดเอา มันก็เป็นนั่นเอง
สักกายทิฏฐิคืออะไร ?
คือเราไปยึดมั่นเป็นตัว-เป็นตนในสิ่งนั้น ๆ นี่แหละสักกายทิฏฐิ
ถือเนื้อถือตัว ถือกูเป็นอย่างนั้น-กูเป็นอย่างนี้
กูดี-กูเด่น-กูรู้-กูบวชนาน-กูเป็นคนแก่-กูเคยเข้าวัดฟังธรรม
กูเคยถือศีล-กูเคยทำกรรมฐาน
อันนั้นสักกายทิฏฐิทั้งหมดเลย
‘วิจิกิจฉา’ คือความสงสัย-ลังเล…ไม่รู้ชีวิตตนเอง
สีลัพพตปรามาส คือถือเคร่งในศีลแบบนักพรต
อันนี้มันไม่ใช่พุทธศาสนา
ทุกอย่างนี้พูดให้ฟัง ก็จะหาว่ามาลบล้างธรรมเนียมประเพณี
ไม่ใช่มาลบล้างอะไร มาพูดให้ฟัง
เมื่อไม่พูดให้ฟัง มันไม่คุ้มค่าเงินที่ให้มาที่นี่
มา(ที่)นี่-ก็มาเครื่องบินเสียด้วย
เมื่อมาแล้ว-ไม่พูดความจริง พูดแต่ความไม่จริง
มันก็ไม่คุ้มค่าที่หลวงพ่อถาวรนิมนต์มา
มาแล้ว-จะมาโกหกคน อ.หาดใหญ่ มันก็ไม่คุ้มค่าอีก
เขาเรียกว่า‘โกหกหลอกลวง’
‘มหาโจรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย คือภิกษุลามก
สันดานนกกา หมาขี้เรื้อน งูเปื้อนขี้ ลูกนอกคอก
ผู้อยู่นอกบัญชี ป่าช้าผีดิบ น้ำเจ็ดกะลาล้างเท้า
ไม่ใช่คนของเรา ภิกษุแกลบ คนแหวกแนว โมฆะบุรุษ
ใช้ไม่ได้’ โบราณท่านว่าไว้อย่างนี้
ที่พูดให้ฟังวันนี้ บางคนก็อาจจะตะขิดตะขวงใจ
หาว่าพูดต่ำเกินไป-สูงเกินไป
มันไม่ต่ำ จะสูงทำไม…พูดเรื่องชีวิต-เรื่องจิตใจ
คนเรามันมีจิตใจ ถ้ามันโกรธขึ้นมา-เราก็ตกนรกทั้งเป็น
จิตใจมันเน่าเปียกแฉะไปแล้ว นั่นตกนรกหมกไหม้
ถ้าเราจะทำอะไร-จะพูดอะไรโดยไม่มีความละอาย
แปลว่าสัตว์เดรัจฉาน เคยเห็นไหม ?
สัตว์เดรัจฉาน มันนึกจะขี้ที่ไหน-มันก็ขี้
มันหน้าหนา ทำอะไรก็ทำตามใจ
แต่คน ถ้าทำอย่างนั้น-ก็เรียกจิตใจมันเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว
ให้เข้าใจกันอย่างนั้น
*คนนี่ มันมีทั้งดี-ทั้งเลวในตัวเอง
บัดเดี๋ยวคิดวูบขึ้นมาเป็นอย่างนั้น คิดวูบขึ้นมาอีกเป็นอย่างนี้
เราไม่ศึกษาที่ตรงนี้ มัวไปสนใจเรื่องอะไรก็ไม่รู้
เลยไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จิตใจของตนเอง
ที่สุดก็เลยแก้ไขตัวเองไม่เป็น*
จึง(ว่า)บอกก็ได้-สอนก็ได้-ชี้แนะก็ได้ จะเรียกอย่างไรก็ได้
**ขอให้เรามาเรียนรู้กันตรงนี้
หัดเจริญสติ ทำความรู้เนื้อ-รู้ตัวกันให้ได้
รู้เท่าทันจิตใจของตนเอง แล้วเราจะรู้จักของดี
ของดีที่เราพากันลืมไปนานแล้ว**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ