DM-0169 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-22

“…**เราต้องมาศึกษาที่เนื้อ-ที่ตัว ที่ชีวิตของเรานี่แหละ


หัดเจริญสติปัฏฐาน ดูกายเคลื่อนไหว-ดูใจคิดนึกที่มันเป็นอยู่


หัดตั้งสติให้เป็น**


**พระพุทธเจ้าท่านสอน‘ให้เรารู้ในอิริยาบถทั้ง ๔


ทุกคนรู้เรื่องนี้กันดี


ยืน-เดิน-นั่ง-นอน ให้เรามีสติรู้ตัวอยู่เป็นประจำ’**


พูดได้ แต่มันยังไม่รู้วิธีทำ


นี่ยังไม่พอ **ท่านสอน‘ให้เราฝึกหัด-ให้เราเป็นผู้มีประสบการณ์


มีความชำนิ-ชำนาญในการตั้งสติ ครองความรู้สึกตัว


เห็นกาย-เห็นจิต เห็นภาวะอาการต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ


หัดตั้งสติ ปลุกความรู้สึกตัวขึ้นมา’


ท่านสอนให้เราเป็นผู้รู้-ผู้ตื่น**


*ไม่ใช่สอนให้เรานั่งหลับตา ไม่รู้-ไม่เห็นอะไร*


นี่-หลวงพ่อมาชี้แนะอย่างนี้ หลายคนก็ปฏิเสธแล้วว่า


‘ไม่เอา ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า’


ตั้งป้อมปฏิเสธกัน เมื่อเอาของดีมาให้-ไม่ยอมเอา


อุปมาเหมือนผี มันเคยชอบกินข้าวเปลือก-ข้าวลีบ


เราเป็นคน ต้องกินข้าวสุก-ข้าวสวย


จะไปหลงกินข้าวเปลือก-ข้าวลีบ กินหญ้า-กินฟาง…ไม่ได้


ข้าวสุกนี่แหละ ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา


ข้าวสุกคือของจริง-ของแท้ กินแล้วไม่เป็นพิษ-เป็นภัย


**การเจริญสติจึงไม่เป็นพิษ-เป็นภัยกับใครทั้งหมดเลย


ใครเจริญมาก ก็ไล่ความไม่รู้(ให้)หนีได้ไว


ความรู้หรือปัญญาญาณนี่ มันจะขึ้นมาแทนที่**


อย่างที่พูดให้ฟังแล้วเมื่อวาน วันนี้ก็พูดอีกแล้ว


คนอายุ ๕๐ ปี ๖๐ ปี เดี๋ยวก็ตายแล้ว


ยังไม่เคยรู้ว่าจิตใจมันคิดอะไรบ้าง ไม่รู้เลย


มัวเป็นไปตามอารมณ์ ไม่รู้ดี-รู้ชั่ว


บางคนอายุ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ถามว่ารู้ไหมจิตใจเราเป็นอย่างไร ?


ไม่รู้เลย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร-เพราะเราไม่สนใจศึกษาในเรื่องเหล่านี้


มัวไปสนใจเพลิดเพลิน-เที่ยวเตร่สนุกสนาน


สนใจกับเรื่องทำบุญ-ทำทาน ทอดกฐิน-บังสุกุล


ทอดผ้าป่า-ฝังลูกนิมิต อะไรทำนองนั้น


ที่จริง อันนั้นก็ดีแล้ว-แต่มันไม่หายสงสัย


เมื่อไม่หายสงสัย อันนั้นแหละเป็นตัวบาป


บาป คือเราไม่หายสงสัย


ความสงสัย ที่ท่านเรียกว่า‘วิจิกิจฉา’นั้น


พระอริยบุคคล-ท่านเลิกละได้แล้ว


พระโสดาบันท่านรู้แล้ว เลิกแล้วในสิ่งเหล่านี้คือ


สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส


ท่านหายสงสัยแล้วในชีวิต


แต่นี่เรายังเลิกละไม่ได้ จะถือว่าเราเป็นชาวพุทธได้ไหม ?


เป็นเพราะเราพูดเอาเอง-เราพูดเอา มันก็เป็นนั่นเอง


สักกายทิฏฐิคืออะไร ?


คือเราไปยึดมั่นเป็นตัว-เป็นตนในสิ่งนั้น ๆ นี่แหละสักกายทิฏฐิ


ถือเนื้อถือตัว ถือกูเป็นอย่างนั้น-กูเป็นอย่างนี้


กูดี-กูเด่น-กูรู้-กูบวชนาน-กูเป็นคนแก่-กูเคยเข้าวัดฟังธรรม


กูเคยถือศีล-กูเคยทำกรรมฐาน


อันนั้นสักกายทิฏฐิทั้งหมดเลย


‘วิจิกิจฉา’ คือความสงสัย-ลังเล…ไม่รู้ชีวิตตนเอง


สีลัพพตปรามาส คือถือเคร่งในศีลแบบนักพรต


อันนี้มันไม่ใช่พุทธศาสนา


ทุกอย่างนี้พูดให้ฟัง ก็จะหาว่ามาลบล้างธรรมเนียมประเพณี


ไม่ใช่มาลบล้างอะไร มาพูดให้ฟัง


เมื่อไม่พูดให้ฟัง มันไม่คุ้มค่าเงินที่ให้มาที่นี่


มา(ที่)นี่-ก็มาเครื่องบินเสียด้วย


เมื่อมาแล้ว-ไม่พูดความจริง พูดแต่ความไม่จริง


มันก็ไม่คุ้มค่าที่หลวงพ่อถาวรนิมนต์มา


มาแล้ว-จะมาโกหกคน อ.หาดใหญ่ มันก็ไม่คุ้มค่าอีก


เขาเรียกว่า‘โกหกหลอกลวง’


‘มหาโจรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย คือภิกษุลามก


สันดานนกกา หมาขี้เรื้อน งูเปื้อนขี้ ลูกนอกคอก


ผู้อยู่นอกบัญชี ป่าช้าผีดิบ น้ำเจ็ดกะลาล้างเท้า


ไม่ใช่คนของเรา ภิกษุแกลบ คนแหวกแนว โมฆะบุรุษ


ใช้ไม่ได้’ โบราณท่านว่าไว้อย่างนี้


ที่พูดให้ฟังวันนี้ บางคนก็อาจจะตะขิดตะขวงใจ


หาว่าพูดต่ำเกินไป-สูงเกินไป


มันไม่ต่ำ จะสูงทำไม…พูดเรื่องชีวิต-เรื่องจิตใจ


คนเรามันมีจิตใจ ถ้ามันโกรธขึ้นมา-เราก็ตกนรกทั้งเป็น


จิตใจมันเน่าเปียกแฉะไปแล้ว นั่นตกนรกหมกไหม้


ถ้าเราจะทำอะไร-จะพูดอะไรโดยไม่มีความละอาย


แปลว่าสัตว์เดรัจฉาน เคยเห็นไหม ?


สัตว์เดรัจฉาน มันนึกจะขี้ที่ไหน-มันก็ขี้


มันหน้าหนา ทำอะไรก็ทำตามใจ


แต่คน ถ้าทำอย่างนั้น-ก็เรียกจิตใจมันเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว


ให้เข้าใจกันอย่างนั้น


*คนนี่ มันมีทั้งดี-ทั้งเลวในตัวเอง


บัดเดี๋ยวคิดวูบขึ้นมาเป็นอย่างนั้น คิดวูบขึ้นมาอีกเป็นอย่างนี้


เราไม่ศึกษาที่ตรงนี้ มัวไปสนใจเรื่องอะไรก็ไม่รู้


เลยไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จิตใจของตนเอง


ที่สุดก็เลยแก้ไขตัวเองไม่เป็น*


จึง(ว่า)บอกก็ได้-สอนก็ได้-ชี้แนะก็ได้ จะเรียกอย่างไรก็ได้


**ขอให้เรามาเรียนรู้กันตรงนี้


หัดเจริญสติ ทำความรู้เนื้อ-รู้ตัวกันให้ได้


รู้เท่าทันจิตใจของตนเอง แล้วเราจะรู้จักของดี


ของดีที่เราพากันลืมไปนานแล้ว**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive