“…นิมนต์เพื่อนภิกษุสามเณรทุกท่านตั้งใจฟังครับ
แล้วก็เจริญพรญาติโยมทุกท่านทุกคน
ทั้งหญิงและชาย เด็กและผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่
ตั้งใจฟัง
เมื่อไม่ตั้งใจฟังแล้ว จะจดจำไม่ได้
เมื่อเราตั้งใจฟังแล้ว ก็จดจำได้
วันนี้ที่ผมหรืออาตมาได้เดินทางมาพบกับพวกเรา
ถือว่าเป็นโอกาสอันเหมาะสม
จะได้ให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา
ส่วนมากคนเราถือศาสนาพุทธ
ความคิด-ความเห็น ความเข้าใจไม่เหมือนกัน
เมื่อพูดถึง(ความเข้าใจที่)ไม่เหมือนกันแล้ว
ก็ต้องพูดเรื่องตัวเองอีก
ตัวเองนี้ก็ไม่เหมือนกัน
ทีแรกเข้าใจหลักพุทธศาสนานั้นตามประเพณี
พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์ ปู่-ย่า ตา-ยาย ทำยังไง
ก็ต้องทำไปอย่างนั้น
อันนั้นยังคว่ำหน้าอยู่ เกลียวมันยังอัดแน่นอยู่
ไม่ได้หงายหน้าขึ้นมา ไม่ได้มายเกลียวออกมา
เรียกว่า‘ถือตามประเพณี’นั่นเอง
บัดนี้เรามาทำความเข้าใจในตัวเองให้ถูกต้อง
ก็อุปมาเหมือนกับหงายของที่คว่ำ
แล้วก็มายเกลียวที่อัดแน่นออก คลายเกลียวมันออก
แล้วก็มีความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาส่วนตัว
แต่คนอื่นนั้นจะเข้าใจยังไงไม่ทราบ
จึงว่า‘ความเห็นของคนไม่เหมือนกัน
มันมีการเปลี่ยนแปลงไปได้’
ดังนั้น คำว่า‘ศาสนา’นี้
เราไปเข้าใจเอาเองว่าเป็นของพระพุทธเจ้า
หรือเป็นของดึกดำบรรพ์
(ว่า)มันเป็นอย่างนั้น ต้องทำอย่างนั้น
อันนั้นเป็นการเข้าใจอีกอย่างหนึ่งที่มันยังคว่ำหน้าอยู่
บัดนี้**เมื่อเรามาศึกษาตัวเรา
ทำความเข้าใจกับตัวเราให้ถูกต้อง
‘ศาสนา’ คือคำสอนของพระพุทธเจ้า
แปลว่าสอนเรื่องอะไร ? สอนเรื่องให้รู้สึกตัวเรา
เมื่อเรามารู้สึกตัวเรา เข้าใจกับตัวเรา
สัมผัสกับตัวเราแล้วนี่แหละ
มันหงายหน้าขึ้นมา มายเกลียวที่อัดแน่นนั้นออกมา**
คำว่า‘ศาสนา’นี่น่ะ ไม่กำหนดกฎเกณฑ์
ไม่จำกัดเชื้อชาติ-ศาสนา ไม่จำกัดชั้นวรรณะ
(ไม่จำกัด)วิชาความรู้-ตระกูลใด ๆ
พระพุทธเจ้าสอนให้เราทุกคนทำดี-พูดดี-คิดดี
มันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นอันนี้
แล้วก็สอนให้ตั้งอกตั้งใจทำการทำงาน-พูด-คิด
อันนี้ก็เป็นอันดับหนึ่ง
**ที่จริง-ความจริงพระพุทธเจ้าสอน
ให้เราดูจิตดูใจ(ที่)กำลังนึก-กำลังคิด
ให้รู้เท่า-รู้ทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้ รู้จักเอาชนะมันได้**
เพราะเรื่องอะไรจึงมีศาสนา จึงมีพุทธศาสนา ?
คำว่า‘ศาสนา’นั้น
หมายถึงทุกลัทธิ-ทุกนิกาย เรียกว่า‘ศาสนา’
‘พุทธศาสนา’ นั้นหมายถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
หรือ**ผู้ที่รู้นั่นแหละ เรียกว่า‘พุทธศาสนา’
รู้อะไร เพื่อประโยชน์อะไร ?
รู้สึกตัวเรากำลังทำ-กำลังพูด-กำลังคิด
ดูจิตดูใจของเรากำลังเคลื่อน-กำลังไหว
ไม่ให้หลงตน-ไม่ให้ลืมตัว ไม่ให้หลงกาย-ไม่ให้ลืมใจ
เมื่อไม่หลงตน-ไม่ลืมตัว ไม่หลงกาย-ไม่ลืมใจแล้ว
โทสะ-โมหะ-โลภะก็เกิดขึ้นไม่ได้
อันนี้แสดงว่าเราประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า
สอนให้คนดูจิตดูใจเพื่ออะไร ป้องกันอะไร ?
เพื่อป้องกันไม่ให้โทสะ-โมหะ-โลภะเกิดขึ้น
เมื่อเราไม่หลงตน-ไม่ลืมตัว ไม่หลงกาย-ไม่ลืมใจ
เรียกว่า‘มีความรู้สึกตัว’ เรียกว่า‘มีสติหรือมีสมาธิ
มีปัญญา’ก็ว่าได้**
*ในขณะไหน-เวลาใด ในการทำ-การพูด-การคิด
ไม่รู้สึกตน-ไม่รู้สึกตัว หลงกาย-ลืมใจ
โทสะ-โมหะ-โลภะมันเกิดขึ้น* นี่!
ดังนั้น **พุทธศาสนา-คำสอนของพระพุทธเจ้าสอน
มีความหมายให้ดูการเคลื่อนไหวนั้น
มีความหมายเพื่อไม่ให้หลงนี่เอง**
ภาษาธรรมะเรียกว่า‘โมหะ’ ไม่ให้เกิดโมหะเกิดขึ้น
‘โมหะ’ ก็เรียกว่า‘ความหลง’นี่เอง…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ