DM-0165 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-18

“…นิมนต์เพื่อนภิกษุสามเณรทุกท่านตั้งใจฟังครับ


แล้วก็เจริญพรญาติโยมทุกท่านทุกคน


ทั้งหญิงและชาย เด็กและผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่


ตั้งใจฟัง


เมื่อไม่ตั้งใจฟังแล้ว จะจดจำไม่ได้


เมื่อเราตั้งใจฟังแล้ว ก็จดจำได้


วันนี้ที่ผมหรืออาตมาได้เดินทางมาพบกับพวกเรา


ถือว่าเป็นโอกาสอันเหมาะสม


จะได้ให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา


ส่วนมากคนเราถือศาสนาพุทธ


ความคิด-ความเห็น ความเข้าใจไม่เหมือนกัน


เมื่อพูดถึง(ความเข้าใจที่)ไม่เหมือนกันแล้ว


ก็ต้องพูดเรื่องตัวเองอีก


ตัวเองนี้ก็ไม่เหมือนกัน


ทีแรกเข้าใจหลักพุทธศาสนานั้นตามประเพณี


พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์ ปู่-ย่า ตา-ยาย ทำยังไง


ก็ต้องทำไปอย่างนั้น


อันนั้นยังคว่ำหน้าอยู่ เกลียวมันยังอัดแน่นอยู่


ไม่ได้หงายหน้าขึ้นมา ไม่ได้มายเกลียวออกมา


เรียกว่า‘ถือตามประเพณี’นั่นเอง


บัดนี้เรามาทำความเข้าใจในตัวเองให้ถูกต้อง


ก็อุปมาเหมือนกับหงายของที่คว่ำ


แล้วก็มายเกลียวที่อัดแน่นออก คลายเกลียวมันออก


แล้วก็มีความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาส่วนตัว


แต่คนอื่นนั้นจะเข้าใจยังไงไม่ทราบ


จึงว่า‘ความเห็นของคนไม่เหมือนกัน


มันมีการเปลี่ยนแปลงไปได้’


ดังนั้น คำว่า‘ศาสนา’นี้


เราไปเข้าใจเอาเองว่าเป็นของพระพุทธเจ้า


หรือเป็นของดึกดำบรรพ์


(ว่า)มันเป็นอย่างนั้น ต้องทำอย่างนั้น


อันนั้นเป็นการเข้าใจอีกอย่างหนึ่งที่มันยังคว่ำหน้าอยู่


บัดนี้**เมื่อเรามาศึกษาตัวเรา


ทำความเข้าใจกับตัวเราให้ถูกต้อง


‘ศาสนา’ คือคำสอนของพระพุทธเจ้า


แปลว่าสอนเรื่องอะไร ? สอนเรื่องให้รู้สึกตัวเรา


เมื่อเรามารู้สึกตัวเรา เข้าใจกับตัวเรา


สัมผัสกับตัวเราแล้วนี่แหละ


มันหงายหน้าขึ้นมา มายเกลียวที่อัดแน่นนั้นออกมา**


คำว่า‘ศาสนา’นี่น่ะ ไม่กำหนดกฎเกณฑ์


ไม่จำกัดเชื้อชาติ-ศาสนา ไม่จำกัดชั้นวรรณะ


(ไม่จำกัด)วิชาความรู้-ตระกูลใด ๆ


พระพุทธเจ้าสอนให้เราทุกคนทำดี-พูดดี-คิดดี


มันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นอันนี้


แล้วก็สอนให้ตั้งอกตั้งใจทำการทำงาน-พูด-คิด


อันนี้ก็เป็นอันดับหนึ่ง


**ที่จริง-ความจริงพระพุทธเจ้าสอน


ให้เราดูจิตดูใจ(ที่)กำลังนึก-กำลังคิด


ให้รู้เท่า-รู้ทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้ รู้จักเอาชนะมันได้**


เพราะเรื่องอะไรจึงมีศาสนา จึงมีพุทธศาสนา ?


คำว่า‘ศาสนา’นั้น


หมายถึงทุกลัทธิ-ทุกนิกาย เรียกว่า‘ศาสนา’


‘พุทธศาสนา’ นั้นหมายถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า


หรือ**ผู้ที่รู้นั่นแหละ เรียกว่า‘พุทธศาสนา’


รู้อะไร เพื่อประโยชน์อะไร ?


รู้สึกตัวเรากำลังทำ-กำลังพูด-กำลังคิด


ดูจิตดูใจของเรากำลังเคลื่อน-กำลังไหว


ไม่ให้หลงตน-ไม่ให้ลืมตัว ไม่ให้หลงกาย-ไม่ให้ลืมใจ


เมื่อไม่หลงตน-ไม่ลืมตัว ไม่หลงกาย-ไม่ลืมใจแล้ว


โทสะ-โมหะ-โลภะก็เกิดขึ้นไม่ได้


อันนี้แสดงว่าเราประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า


แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า


สอนให้คนดูจิตดูใจเพื่ออะไร ป้องกันอะไร ?


เพื่อป้องกันไม่ให้โทสะ-โมหะ-โลภะเกิดขึ้น


เมื่อเราไม่หลงตน-ไม่ลืมตัว ไม่หลงกาย-ไม่ลืมใจ


เรียกว่า‘มีความรู้สึกตัว’ เรียกว่า‘มีสติหรือมีสมาธิ


มีปัญญา’ก็ว่าได้**


*ในขณะไหน-เวลาใด ในการทำ-การพูด-การคิด


ไม่รู้สึกตน-ไม่รู้สึกตัว หลงกาย-ลืมใจ


โทสะ-โมหะ-โลภะมันเกิดขึ้น* นี่!


ดังนั้น **พุทธศาสนา-คำสอนของพระพุทธเจ้าสอน


มีความหมายให้ดูการเคลื่อนไหวนั้น


มีความหมายเพื่อไม่ให้หลงนี่เอง**


ภาษาธรรมะเรียกว่า‘โมหะ’ ไม่ให้เกิดโมหะเกิดขึ้น


‘โมหะ’ ก็เรียกว่า‘ความหลง’นี่เอง…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive