DM-0164 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-17

“…**การเจริญ(สติ)แบบนี้ ผมรับรอง


จะเอาชีวิตเป็นประกัน


อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี


อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วัน ถึง ๙๐ วัน


ความทุกข์ประเภทนี้(กิเลส)จะลดน้อยไป


ถึงไม่หมด ก็ลดน้อยไป**


ฉะนั้นเมื่อพูดถึงกิเลสจะลดน้อยไปนั้น


กิเลสอย่างหยาบนั้น เราเข้าใจกันอยู่ว่า


ความโกรธ-ความโลภ-ความหลง


อันนี้ถูก แต่ถูกโดยที่กำปั้นทุบดิน


ถ้าหากว่ากิเลสอย่างหยาบ


เป็นประเภทโทสะ-โมหะ-โลภะแล้ว


สุนัขก็มี วัว-ควายก็มี เป็ด-ไก่ก็มี


ทำไมว่าสุนัขก็มี สุนัขมันกัดกันเพราะอะไร ?


ก็เพราะโมหะ-โทสะ-โลภะนั่นเอง


วัว-ควายที่มันขวิด-มันชนกัน มันก็มีกิเลสประเภทนี้


ดังนั้นขอให้เราเข้าใจ


คำว่า‘กิเลสอย่างหยาบ’นั้น ก็คงจะไม่เป็นประเภทนี้


แต่ผมอยากจะพูดเตือนจิตสะกิดใจสักนิดเดียว


*‘กิเลสอย่างหยาบ’นั้น คือกิเลสประเภทของพวกเทวดา


คือไม่มีทุกข์-ไม่มีความโกรธ เพราะเทวดามันติดสุข


‘กิเลสอย่างกลาง’ (คือ)พวกที่ทำสมถกรรมฐาน


ไปติดความสงบ ติดความสงบก็เลยไม่รู้ทิศทางไป


‘กิเลสอย่างละเอียด’ คือไม่เห็นจิตใจของเราที่นึกคิดนั่นเอง*


ฉะนั้นปฏิจจสมุปบาทจึงได้ชี้ชัดลงไปอย่างนั้น


ฉะนั้นเท่าที่ผมได้ให้ข้อคิด


เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา


ก็นึกว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว


**ขอให้พวกท่านทั้งหลาย


จงตั้งจิต-ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมะ**


จงเจริญสติปัฏฐาน ๔ เรียกว่า‘กายานุปัสสนา


เวทนานุปัสสนา-จิตตานุปัสสนา-ธรรมมานุปัสสนา’


พิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เห็นชัดแจ้งอยู่ภายในจิตใจ


ในตำรับตำราว่าอย่างนั้น


แต่ผมจะพูดนี้ ไม่ได้พูดในตำรับตำรา


แต่ผมพูดโดยอุดมการณ์ และผมประสบพบเห็นมาอย่างนี้


**(เพียง)แต่ให้ท่านมีสติ


รู้เท่า-รู้ทันในขณะพลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง


ยกมือไป-เอามือมา เดินหน้า-ถอยหลัง เอียงซ้าย-เอียงขวา


ก้ม-เงย (กะ)พริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลายผ่านในรูคอลงไป


หายใจเข้า-หายใจออก


ให้มีสติรู้เท่า-รู้ทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้ รู้จักเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้**


นี่เป็นข้อแรก


ข้อที่ ๒ ต่อไป


**ให้ท่านมีสติคอยดูจิต-ดูใจของท่านอยู่ทุกขณะจิต


ท่านจะทำการทำงานอะไร-ทุกสิ่งทุกอย่าง ดูได้


ทำการ-ทำงานได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเป็นการดูจิต-ดูใจ**


อันนี้เป็นข้อที่ ๒


**ขอให้ท่านมองเห็นสิ่งนี้อยู่ทุกขณะจิต


ความเป็นเอง-ความมี มันมีอยู่แล้ว**


มันเป็นเองเหมือนกันกับเอาเม็ดข้าวลงไปปลูกไว้ในดิน


แล้วเอาน้ำไปรด ข้าวทุกเม็ดต้องงอก-ต้องป่งขึ้นมาทุกเม็ด


**เมื่อเราเจริญอย่างนี้ สามารถที่จะเห็นแจ้งได้ทุกคน-ไม่ยกเว้น**


ถ้าหากท่านทำอย่างนี้ถึง ๓ ปีแล้ว


แต่**ทำให้ให้มันติด(ต่อ)กันนะ**


(หาก)ยังไม่ปรากฏแล้ว เอาชีวิตของผมไปผลาญก็ได้


เพราะผมกล้ายืนยันได้อย่างนี้


จึงจะสมกับความหมายที่ผมตั้งปณิธานเอาไว้ว่า


เสียสละทรัพย์ออกไปได้


เพราะผมรักษาอวัยวะร่างกายของผม


บัดนี้ร่างกายของผม เมื่อมันเป็นบาด-เปื่อยเน่าไป


ผมรักษาชีวิตของผม


ผมจะตัดเนื้อเน่าของผมออกไปให้ได้ ให้ผมมีชีวิตอยู่ได้


บัดนี้ชีวิตของผมจะสูญหายไปก็ตาม


คำพูดที่ผมกำลังพูดอยู่ในขณะนี้


ผมเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนมาอย่างนี้


(แม้)ชีวิตผมจะสิ้นลงไปในขณะนี้ก็ตาม


ขอให้ผมได้พูดความจริงที่เป็นสัจธรรม


คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นฝากไว้กับโลกนี้


ให้เป็นคู่ครองของโลกนี้ไป


ถึงจะสิ้นลมหายใจไปก็ตาม ผมไม่เสียดายเลย


ผมจึงเอาชีวิตผมมาเป็นประกัน


และเดิมพันไว้กับพวกเราในขณะนี้


ฉะนั้นที่ผมได้เล่ามา ในขณะนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว


จึงขอหยุดไว้ก่อนเพียงเท่านี้


สุดท้ายนี้ ผมขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า


และคุณพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


และคุณของพระอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเราทั้งหลาย


**ขอให้พวกเราทั้งหลายได้ประสบพบเห็นในสัจธรรม


คือจิตใจของเราทุก ๆ คนในขณะนี้ ทุกคนเทอญ.**”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive