“…**การเจริญ(สติ)แบบนี้ ผมรับรอง
จะเอาชีวิตเป็นประกัน
อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี
อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วัน ถึง ๙๐ วัน
ความทุกข์ประเภทนี้(กิเลส)จะลดน้อยไป
ถึงไม่หมด ก็ลดน้อยไป**
ฉะนั้นเมื่อพูดถึงกิเลสจะลดน้อยไปนั้น
กิเลสอย่างหยาบนั้น เราเข้าใจกันอยู่ว่า
ความโกรธ-ความโลภ-ความหลง
อันนี้ถูก แต่ถูกโดยที่กำปั้นทุบดิน
ถ้าหากว่ากิเลสอย่างหยาบ
เป็นประเภทโทสะ-โมหะ-โลภะแล้ว
สุนัขก็มี วัว-ควายก็มี เป็ด-ไก่ก็มี
ทำไมว่าสุนัขก็มี สุนัขมันกัดกันเพราะอะไร ?
ก็เพราะโมหะ-โทสะ-โลภะนั่นเอง
วัว-ควายที่มันขวิด-มันชนกัน มันก็มีกิเลสประเภทนี้
ดังนั้นขอให้เราเข้าใจ
คำว่า‘กิเลสอย่างหยาบ’นั้น ก็คงจะไม่เป็นประเภทนี้
แต่ผมอยากจะพูดเตือนจิตสะกิดใจสักนิดเดียว
*‘กิเลสอย่างหยาบ’นั้น คือกิเลสประเภทของพวกเทวดา
คือไม่มีทุกข์-ไม่มีความโกรธ เพราะเทวดามันติดสุข
‘กิเลสอย่างกลาง’ (คือ)พวกที่ทำสมถกรรมฐาน
ไปติดความสงบ ติดความสงบก็เลยไม่รู้ทิศทางไป
‘กิเลสอย่างละเอียด’ คือไม่เห็นจิตใจของเราที่นึกคิดนั่นเอง*
ฉะนั้นปฏิจจสมุปบาทจึงได้ชี้ชัดลงไปอย่างนั้น
ฉะนั้นเท่าที่ผมได้ให้ข้อคิด
เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา
ก็นึกว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว
**ขอให้พวกท่านทั้งหลาย
จงตั้งจิต-ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมะ**
จงเจริญสติปัฏฐาน ๔ เรียกว่า‘กายานุปัสสนา
เวทนานุปัสสนา-จิตตานุปัสสนา-ธรรมมานุปัสสนา’
พิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เห็นชัดแจ้งอยู่ภายในจิตใจ
ในตำรับตำราว่าอย่างนั้น
แต่ผมจะพูดนี้ ไม่ได้พูดในตำรับตำรา
แต่ผมพูดโดยอุดมการณ์ และผมประสบพบเห็นมาอย่างนี้
**(เพียง)แต่ให้ท่านมีสติ
รู้เท่า-รู้ทันในขณะพลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง
ยกมือไป-เอามือมา เดินหน้า-ถอยหลัง เอียงซ้าย-เอียงขวา
ก้ม-เงย (กะ)พริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลายผ่านในรูคอลงไป
หายใจเข้า-หายใจออก
ให้มีสติรู้เท่า-รู้ทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้ รู้จักเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้**
นี่เป็นข้อแรก
ข้อที่ ๒ ต่อไป
**ให้ท่านมีสติคอยดูจิต-ดูใจของท่านอยู่ทุกขณะจิต
ท่านจะทำการทำงานอะไร-ทุกสิ่งทุกอย่าง ดูได้
ทำการ-ทำงานได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเป็นการดูจิต-ดูใจ**
อันนี้เป็นข้อที่ ๒
**ขอให้ท่านมองเห็นสิ่งนี้อยู่ทุกขณะจิต
ความเป็นเอง-ความมี มันมีอยู่แล้ว**
มันเป็นเองเหมือนกันกับเอาเม็ดข้าวลงไปปลูกไว้ในดิน
แล้วเอาน้ำไปรด ข้าวทุกเม็ดต้องงอก-ต้องป่งขึ้นมาทุกเม็ด
**เมื่อเราเจริญอย่างนี้ สามารถที่จะเห็นแจ้งได้ทุกคน-ไม่ยกเว้น**
ถ้าหากท่านทำอย่างนี้ถึง ๓ ปีแล้ว
แต่**ทำให้ให้มันติด(ต่อ)กันนะ**
(หาก)ยังไม่ปรากฏแล้ว เอาชีวิตของผมไปผลาญก็ได้
เพราะผมกล้ายืนยันได้อย่างนี้
จึงจะสมกับความหมายที่ผมตั้งปณิธานเอาไว้ว่า
เสียสละทรัพย์ออกไปได้
เพราะผมรักษาอวัยวะร่างกายของผม
บัดนี้ร่างกายของผม เมื่อมันเป็นบาด-เปื่อยเน่าไป
ผมรักษาชีวิตของผม
ผมจะตัดเนื้อเน่าของผมออกไปให้ได้ ให้ผมมีชีวิตอยู่ได้
บัดนี้ชีวิตของผมจะสูญหายไปก็ตาม
คำพูดที่ผมกำลังพูดอยู่ในขณะนี้
ผมเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนมาอย่างนี้
(แม้)ชีวิตผมจะสิ้นลงไปในขณะนี้ก็ตาม
ขอให้ผมได้พูดความจริงที่เป็นสัจธรรม
คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นฝากไว้กับโลกนี้
ให้เป็นคู่ครองของโลกนี้ไป
ถึงจะสิ้นลมหายใจไปก็ตาม ผมไม่เสียดายเลย
ผมจึงเอาชีวิตผมมาเป็นประกัน
และเดิมพันไว้กับพวกเราในขณะนี้
ฉะนั้นที่ผมได้เล่ามา ในขณะนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว
จึงขอหยุดไว้ก่อนเพียงเท่านี้
สุดท้ายนี้ ผมขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า
และคุณพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และคุณของพระอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเราทั้งหลาย
**ขอให้พวกเราทั้งหลายได้ประสบพบเห็นในสัจธรรม
คือจิตใจของเราทุก ๆ คนในขณะนี้ ทุกคนเทอญ.**”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ