“…เมื่อเราศึกษาพุทธศาสนากันจริง ๆ แล้ว
จะเห็นว่าการให้ทาน-รักษาศีล-ทำกรรมฐานนี่ มันอยู่คู่กับโลกมานานแล้ว
มีมาตั้งแต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสรู้
ทำไมจึงพูดเช่นนี้ ?
เราลองมาดูท่านอาฬารดาบส-ท่านอุทกดาบส ๒ ปรมาจารย์นี้
ท่านบำเพ็ญเพียรฝึกหัดจิตใจจนได้สมาบัติ ๘
พระพุทธเจ้าของเราสมัยนั้นยังไม่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ยังชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร ท่านไปศึกษาอยู่กับ ๒ ปรมาจารย์
ทำความเพียรได้สมาบัติ ๘ เหมือนกัน เข้าฌาน-ออกฌานได้คล่องแคล่วว่องไว
ทำได้เหมือนอาจารย์ทุกแง่-ทุกมุม บางทีอาจจะดีกว่าอาจารย์ก็ได้
เพราะท่านเป็นคนพูดจริง-ทำจริง แต่ทำแล้วก็ยังไม่สิ้นสงสัย
ยังมีความโกรธ-ความโลภ-ความหลงอยู่ ท่านจึงถามอาจารย์
อาจารย์ก็บอกว่าหมดความรู้ที่จะสอนแล้ว
เมื่อหมดความรู้แล้ว ท่านก็เลยลาอาจารย์ไป
อาจารย์ท่านก็ขอร้องให้อยู่ช่วยกันประกาศธรรมที่ได้ฝึกหัดมา
‘อยู่ที่นี่เถอะ’
เจ้าชายสิทธัตถะกุมารท่านยังไม่พอพระทัย เพราะ*ฌานสมาบัติที่ฝึกได้นั้น
ยังช่วยพระองค์แก้ทุกข์ไม่ได้ ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์*
นี่-ตรงนี้เห็นไหม *การทำกรรฐาน-ทำสมาบัตินั้นมีมาก่อนแล้ว
แต่ยังไม่ใช่ทางดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง* พระองค์ก็เลยลาอาจารย์ไป
ตอนนั้นพระองค์ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า
ยังรับรองคำสอนของตนเองไม่ได้ จึงยังไม่สอนผู้ใด
*จากนั้นมา พระองค์ก็มาทำความเพียร
กลั้นลมหายใจ ไม่กินข้าว-ไม่กินน้ำ ไม่พูด-ไม่คุยกับใคร
ทุกคนที่เคยอ่านพุทธประวัติมาคงจะรู้เรื่องนี้
ท่านทรงทำความเพียรทรมานตนจนถึงขนาดเนื้อหนังมันซูบผอมไปหมดเลย
อันนี้ก็ยังไม่ใช่พุทธศาสนา นั่นเรียกว่า‘คนหลงทิฏฐิ’
คือทำไปตามความคิด-ความเห็นของตนเอง ยังไม่ถูกทาง
ความโลภ-ความโกรธ-ความหลงยังไม่หมดไปจากจิตใจ*
พระองค์พิจารณาแล้ว-เห็นว่าไม่ใช่ทาง จึงเริ่มกลับมากินน้ำ-กินข้าว
เหล่าปัญจวัคคีย์ก็เห็นว่าไม่ไหวแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะทรงคลายความเพียร
เวียนมามักมากเสียแล้ว-เลยพากันหนีไป พระองค์อยู่คนเดียว
ก็เดินจงกรมไป-มา ด้วยอาการสงบกาย-สงบวาจา…แต่ใจยังไม่สงบ
ต่อมานางสุชาดานำข้าวมาถวาย นี่ตอนนี้ตั้งใจฟังให้ดีนะ
เพราะในฐานะพวกเรามาที่นี่ เป็นคนมีอายุมากพอสมควร
ช่วงตอนกินข้าวนางสุชาดานี่ ไม่ต้องเล่าก็ได้
มาพูดตอนที่พระองค์จับเอาขันหรือถาดที่ใส่ข้าวมา ไปริมแม่น้ำ
แล้วพูดว่า‘ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจริง ๆ แล้ว
วางขันหรือถาดนี่ลงผิวน้ำ ขอให้ถาดหรือขันนี้ลอยทวนกระแสน้ำไปถึงต้นน้ำ
ตรงกันข้าม ถ้าหากจะไม่ได้ตรัสรู้แล้ว-จะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าจริง ๆ
ฆ่ากิเลสไม่ได้จริง ๆ วางถาดลงบนผิวน้ำแล้ว-ขอให้มันไหลไปตามกระแสน้ำ’
พูดเสร็จแล้ว พระองค์ก็เลยวางถาดใบนนลงบนผิวน้ำ
ตอนนี้ปรากฏว่าถาดหรือขันใบนั้นก็ลอยทวนกระแสของน้ำนั้นขึ้นไป
ลอยขึ้นไปยังต้นน้ำแล้วจมลงไปปลุกพญานาค ๗ หัว ให้ตื่นขึ้นมา
อันนี้มีคนพูดถึงกันอยู่บ่อย ๆ ทีเดียว
เราเข้าใจไหมเรื่องนี้ เข้าใจ-แต่ก็เข้าใจตามตัวหนังสือ
เพราะฟังตาม ๆ กันมาเท่านั้น ไม่ใช้สติปัญญาของตนเองพิจารณากันบ้างเลย
จึงไม่รู้ความจริง ปล่อยให้คนฉลาดเอาของปลอมมาหลอกกันอยู่เป็นประจำ
เราลองมาพิจารณากันดูเกี่ยวกับเรื่องลอยถาด ตอนนี้
เอาอย่าง อ.หาดใหญ่ของเรานี่มีแม่น้ำไหม ?
อ้อ-มี…แล้วปกติมันไหลไปทางไหน อ้อ-ไปลงทะเลสาบสงขลา
เอามาบัดนี้ เราลองเอาขันมาใบหนึ่ง-แล้วไปที่ริมแม่น้ำ
แล้วอธิษฐานดูซิว่า‘หากข้าพเจ้าจะไม่ต้องตายจริง ๆ แล้ว
ก็ขอให้ขันใบนี้มันไหลไปออกทะเลสาบสงขลานะ
บัดนี้ตรงกันข้าม ถ้าหากข้าพเจ้าจะต้องตายจริง ๆ
ก็ขอให้ขันลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำนะ’
อธิษฐานเสร็จแล้วอย่างนี้ ลองเอาขันไปวางลงบนน้ำในแม่น้ำดูซิ
รับรองว่าขันใบนี้ต้องไหลออกไปทะเลสาบสงขลา
แต่เราเกิดมาแล้ว-ก็ต้องตายแน่ ๆ เลย ตายจริง ๆ-ถ้าอธิษฐานอย่างนี้
นี่หลวงพ่อมาพูดอุปมาอย่างนี้ เดี๋ยวคนก็ว่ามาลบล้างคำสอน-มาลบล้างประเพณีอีกแล้ว
นี่เพราะคนไม่ยอมใช้ความคิด ใช้ความฉลาดของตนเองให้เกิดปัญญา
พระพุทธองค์ใดจะทวนกระแสน้ำอันนั้นได้
อธิษฐานอย่างนั้น ขันที่ไหนจะลอยทวนน้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำ
มันเป็นไปไม่ได้ แต่ที่จริง**พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้จริง ๆ เพราะการทำทางจิต
ท่านทำความเพียร ตั้งกายตรง-ดำรงสติมั่น
พอจิตมันคิดวูบขึ้นมาเป็นอารมณ์ เป็นความทะยานอยาก
ท่านก็รู้จักตั้งสติ ประคองความรู้สึกตัว
ไม่ปล่อยจิต-ปล่อยใจไหลไปตามกระแสความทะยานอยากนั้น ๆ
กระแสน้ำ ก็คือกระแสแห่งกิเลส-กระแสแห่งความคิดทะยานอยากนั่นเอง
มันไหลไปสู่ที่ชั่ว-ที่ต่ำ เป็นเรื่อง-เป็นราว
ขันก็คือตัวเรา หรือขันธ์ ๕
เรียก รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณก็ได้
ท่านก็มาทวนกระแสน้ำอันนี้แหละ มีสติตื่นตัว
ไม่ปล่อยให้ขันธ์อันนี้ไหลเรื่อยไปตามกระแสความคิดปรุงแต่งอีกต่อไป
เมื่อทวนกระแสอยู่อย่างนี้ มีสติตื่นตัวอยู่อย่างต่อเนื่อง
สติตื่นขึ้น-ตื่นขึ้น มันก็กระทบกับพญานาค ๗ หัว-ก็คือโพชฌงค์ ๗
องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ เริ่มต้นที่สติตื่นตัว
สติรู้ตัวนี้ จะปลุกพญานาค ๗ หัวให้ตื่นตาม
การตรัสรู้จึงจะมีตามมา นี่-มันเป็นอย่างนี้
เจ้าชายสิทธัตถะท่านมาอธิษฐานจิต มาทำความเพียรทางจิต
ทวนกระแสน้ำคือกิเลสทางจิต อย่างนี้จึงได้ตรัสรู้-พ้นทุกข์ได้**
*ไม่ใช่ไปทวนกระแสน้ำลำธารอย่างนั้น นั่นเป็นอุปมาทางธรรม*…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ