“…**เมื่อไปพบปะกับเพื่อนฝูง
เขามาสรรเสริญเรา เราก็เฉยได้-ไม่ต้องดีใจ
ทีนี้เพื่อนฝูงมาตำหนิเรา มานินทาเรา
เราได้เห็นก็มี เราได้ยินก็มี
เพื่อน ๆ คนอื่นมาเล่าให้ฟังก็มี
เราก็เฉยได้ เพราะเรามาดูต้นตอของชีวิตจิตใจจริง ๆ
‘ลักษณะอุเบกขา มันมีอยู่แล้วในทุกคน’
จึงว่าไม่ยกเว้น
อันนี้แหละ ‘ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้านั้น มันมีอยู่แล้ว’
พระพุทธเจ้าของเราเป็นคนแรกที่สุดที่ค้นพบ
แล้วนำมาสอนเรา**
เราไม่ต้องไปติดตำรับ-ตำราว่า
‘พระโสดาบัน-พระสกิทาคามี-พระอนาคามี-พระอรหันต์’
เราไม่ต้องไปติดอย่างนั้นก็ได้ หรือจะไปติดอย่างนั้นก็ได้
แต่**เมื่อเล่าเรียนมาแล้ว-ก็ต้องนำมาปฏิบัติลงตรงนี้** หรือว่า
‘ปฐมฌาน-ทุติยฌาน-ตติยฌาน-จตุตถฌาน-ปัญจมฌาน’
ไม่ต้องไปสนใจอย่างนั้นก็ได้ หรือจะสนใจก็ได้
สิ่งเหล่านั้น มันเป็นเพียงคำพูด
มันเป็นเพียงการสมมติพูดเท่านั้นเอง
แต่**ตอนกระทำ ตอนปฏิบัตินั้น
ต้องมาปฏิบัติที่จิต-ที่ใจจริง ๆ**
ท่านที่ฟังอยู่ขณะนี้ และดูที่จิตใจของท่านขณะนี้
และกำลังปฏิบัติอยู่ขณะนี้
ท่านก็จัดการกับมันได้ทุกครั้ง-ทุกคราวไป
อุปมาให้ฟังอีกก็ได้ว่า
‘เมื่อเป็นนักมวยขึ้นบนเวทีแล้ว ไม่ต้องไหว้ครู
เพราะเราฝึกมาดีแล้ว’
พวกท่านมาที่นี่ก็เหมือนกัน **‘ต้องมาฝึกดูความคิด’
แปลว่า มาฝึกกับครู
‘หัดดูความคิด’ แปลว่ากำลังฝึก
พอดีมันคิด เราเห็นทุกครั้ง-ทุกคราว
เมื่อไปอยู่ในสังคม
เขายุให้เราโกรธ เราก็วางเฉยได้
เขามายกยอเราให้ดีใจ เราก็เฉยได้
อันนี้แหละที่เรียกว่า‘ลักษณะจิตใจเป็นอุเบกขา’
‘อุเบกขา’แปลว่าวางเฉย มีในคนทุกคน-ไม่ยกเว้น**
อันนี้แหละ
ที่กล้ารับรองคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไม่เก้อเขิน
ยอมเสียสละชีวิตแทนพระพุทธเจ้าได้
เพราะพระพุทธเจ้าปรินิพพาน หรือว่าตายไป ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว
ไม่มีคนพูดเรื่องจิต-เรื่องใจเลย
มีแต่พูดเรื่องทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีล
ไปเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
เพื่อทำลายความโกรธ-ความโลภ-ความหลง
ผู้เจริญวิปัสสนาพอง-ยุบ ก็ยังว่า‘โกรธหนอ-โกรธหนอ’อยู่นั่น
**เราต้องมาฝึกหัดดูจิตใจของเรานี่แหละ
ความโกรธ-ความโลภก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว
แต่เราหลง-หลงความคิดนี้แหละ มันจึงโกรธขึ้นมา**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ