“…จะสมมติให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง เอาในหลวงก็ได้
ในหลวง เมื่อท่านแต่งเครื่องแบบเต็มยศเสด็จมา
ใคร ๆ ก็ต้องรู้จักท่าน
มาบัดนี้ ท่านนุ่งกางเกงเป็นคนธรรมดาแบบชาวนามาที่วัดตะเคียนนี่
ท่านมา-เราก็ไม่รู้จัก เพราะเราไม่เคยชินกับท่าน
แต่บุคคลที่รู้จักท่าน เคยได้พบ-ได้สัมผัสท่านมาแล้ว
ไม่ว่าท่านจะนุ่งห่มสีอะไรมาก็ตาม ก็รู้จัก-จำได้
ท่านเสด็จมา เราก็เตรียมที่-เตรียมทางต้อนรับได้ถูก
นี่เพราะเราเคยสัมผัส-เคยรู้จักท่านจริง ๆ มาแล้ว
ทีนี้ **การศึกษาพระศาสนานี่ก็เหมือนกัน
เราจะเอาแต่ศึกษาตัวหนังสือ หรือเชื่อตาม ๆ กันไปไม่ได้
เราต้องศึกษา-ต้องปฏิบัติให้รู้จักของจริง**
อย่างเราเคยเรียนกันมาว่า‘สติ-ความระลึกได้
สัมปชัญญะ-ความรู้สึกตัว’ อันนี้เราพูดได้-เข้าใจดี
แต่เป็นการท่องจำ แต่*โดยมาก-เราไม่ค่อยรู้
ว่าสติสัมปชัญญะนี่เป็นอย่างไร
เราจึงหลงตัว-ลืมตนกันบ่อย ๆ ใช้ชีวิตไปตามอารมณ์ต่าง ๆ นานา
ขาดสติ ลืมตัวอยู่เป็นประจำ*
ที่จริง **การตั้งสติเป็นนี้-มีอานิสงส์มาก
เป็นหนทางที่เป็นไปเพื่อความเป็นปกติสุขของชีวิต**
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ก็จะวกเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง…เรื่องการให้ทาน-รักษาศีล
‘การให้ทานร้อยครั้งพันหน
อานิสงส์ก็ยังไม่มากเท่ากับการรักษาศีลหนเดียว
การรักษาศีลร้อยครั้งพันหน
อานิสงส์ก็ยังไม่มากเหมือนกับการทำจิตใจให้สงบหนเดียว
ทีนี้การทำจิตใจให้สงบร้อยครั้งพันหน
อานิสงส์ก็ยังไม่มากเท่ากับการที่เรามาเจริญสติปัฏฐานให้เกิดปัญญาณาณ
คนเรา เมื่อมีปัญญาญาณ-ก็มีอานิสงส์มาก’
นี่-เราเคยพูดกันมาอย่างนี้จนติดปาก แต่เราไม่สนใจว่ามันคืออะไร
มีเพียงแต่พูดกันเล่น ๆ พูดกันสนุก ๆ-ตาม ๆ กันมา
คนเราชอบของสนุก แต่พอมีใครมาพูดความจริงให้ฟัง-กลับไม่ชอบ
ที่จริง คนไม่ชอบ-เพราะไม่รู้จักนั่นเอง
ความจริง คนเราชอบของจริง-ต้องการความเป็นจริง
แต่เมื่อมาพูดความจริงให้ฟังกัน ฟังไม่เข้าใจ
ก็เลยไม่ชอบ เหมือนกับอุปกาชีวกแสวงหาพระพุทธเจ้านั่นเอง
ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าแท้ ๆ แสดงธรรมให้ฟัง
กลับฟังไม่เข้าใจ อันนี้เรียกว่า‘ทิฏฐิ’
‘ทิฏฐิ’ แปลว่าความคิดเห็นของตัวเอง ยึดถือความเห็นของตนเอง
เห็นว่าเราเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้
ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
อย่าถือดี-อย่าถือเนื้อถือตัว ถือว่ากูดี-กูเก่ง-กูฉลาด
พระพุทธเจ้าไม่สอนอย่างนั้น ท่านสอนให้เราตั้งจิต-ตั้งใจ
ใครมาพูด-ต้องฟัง ฟังแล้วพิจารณาตัวเอง
**เดี๋ยวนี้ทุกข์ไหม-สุขไหม เราต้องรู้จัก**พิจารณา-แยกแยะ
ศึกษาหาความจริง
อย่างการทำบุญทุกวันนี้
ไม่ว่าบ้านใด-เมืองใด ก็เหมือนกันทุกบ้าน
ที่หลวงพ่อได้เห็นมา ทำบุญบังสุกุลผ้าป่าหรือทำบุญกองกฐิน
ทำบุญมหาชาติ ทำบุญแล้วก็ต้องตีกัน-กินเหล้าชกต่อยกัน
บางคนถึงกับตาย เอาปืนยิงกันทิ้งก็มี
นี่-เราก็ยังว่าทำบุญอยู่อย่างนั้น อันนี้มันทำบาปแล้ว
นี่-เราไม่เข้าใจ มัวทำตามใจชอบ-กินเหล้าชกต่อยตีกัน
ถามใคร-ใครก็ว่าไปเอาบุญเถอะ มันไม่ใช่ไปเอาบุญ
มันไปเอาบาป-ไปสร้างบาป
หลวงพ่อมาพูดอย่างนี้ ก็ว่ามาลบล้างขนบประเพณีกันอีกแล้ว
มันเป็นอย่างนั้น คนเราพูดความจริงให้ฟังแล้ว-ไม่ชอบ
ที่ไม่ชอบ เพราะเรายังไม่เข้าใจ
บุญจริง ๆ อยู่ที่ไหน…รู้ไหม ?
คนเราเกิดมา แข้งไม่หัก-ขาไม่ด้วน หูไม่หนวก-ตาไม่บอด ปากไม่แหว่ง
นี่แหละ-บุญที่สุดแล้ว บุญเราแล้ว
ทำไมจึงว่าบุญ ?
เราจะทำอะไร-ก็ทำได้ เพียงแต่เราจะทำยังไงเท่านั้นเอง
จะทำดีหรือทำชั่ว อย่างที่พูดให้ฟังเมื่อวานนี้
*บางคนอยู่มาอายุ ๕๐ ปี-๖๐ ปี บางคนอายุ ๓๐ ปี-๔๐ ปี
ไม่เคยดูลงไปถึงชีวิตตัวเอง
ไม่เคยรู้ว่าเดี๋ยวนี้-ชีวิตมันกำลังเป็นอยู่อย่างไร ไม่รู้เลย
ครั้นถามเข้าไป ก็ตอบว่า‘รู้’
ถ้ารู้จักตนเองจริง ๆ แล้ว ทำไมถึงทำอย่างนั้น-เป็นอย่างนั้นกันอีก
อันนี้แสดงว่าเราไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้เท่าทันตัวเองดีพอ
ไม่รู้จักฝึกหัดชีวิตตนเอง ใช้ชีวิตไปตามอารมณ์*…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ