DM-0156 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-09

“…จะสมมติให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง เอาในหลวงก็ได้


ในหลวง เมื่อท่านแต่งเครื่องแบบเต็มยศเสด็จมา


ใคร ๆ ก็ต้องรู้จักท่าน


มาบัดนี้ ท่านนุ่งกางเกงเป็นคนธรรมดาแบบชาวนามาที่วัดตะเคียนนี่


ท่านมา-เราก็ไม่รู้จัก เพราะเราไม่เคยชินกับท่าน


แต่บุคคลที่รู้จักท่าน เคยได้พบ-ได้สัมผัสท่านมาแล้ว


ไม่ว่าท่านจะนุ่งห่มสีอะไรมาก็ตาม ก็รู้จัก-จำได้


ท่านเสด็จมา เราก็เตรียมที่-เตรียมทางต้อนรับได้ถูก


นี่เพราะเราเคยสัมผัส-เคยรู้จักท่านจริง ๆ มาแล้ว


ทีนี้ **การศึกษาพระศาสนานี่ก็เหมือนกัน


เราจะเอาแต่ศึกษาตัวหนังสือ หรือเชื่อตาม ๆ กันไปไม่ได้


เราต้องศึกษา-ต้องปฏิบัติให้รู้จักของจริง**


อย่างเราเคยเรียนกันมาว่า‘สติ-ความระลึกได้


สัมปชัญญะ-ความรู้สึกตัว’ อันนี้เราพูดได้-เข้าใจดี


แต่เป็นการท่องจำ แต่*โดยมาก-เราไม่ค่อยรู้


ว่าสติสัมปชัญญะนี่เป็นอย่างไร


เราจึงหลงตัว-ลืมตนกันบ่อย ๆ ใช้ชีวิตไปตามอารมณ์ต่าง ๆ นานา


ขาดสติ ลืมตัวอยู่เป็นประจำ*


ที่จริง **การตั้งสติเป็นนี้-มีอานิสงส์มาก


เป็นหนทางที่เป็นไปเพื่อความเป็นปกติสุขของชีวิต**


เมื่อพูดถึงตรงนี้ ก็จะวกเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง…เรื่องการให้ทาน-รักษาศีล


‘การให้ทานร้อยครั้งพันหน


อานิสงส์ก็ยังไม่มากเท่ากับการรักษาศีลหนเดียว


การรักษาศีลร้อยครั้งพันหน


อานิสงส์ก็ยังไม่มากเหมือนกับการทำจิตใจให้สงบหนเดียว


ทีนี้การทำจิตใจให้สงบร้อยครั้งพันหน


อานิสงส์ก็ยังไม่มากเท่ากับการที่เรามาเจริญสติปัฏฐานให้เกิดปัญญาณาณ


คนเรา เมื่อมีปัญญาญาณ-ก็มีอานิสงส์มาก’


นี่-เราเคยพูดกันมาอย่างนี้จนติดปาก แต่เราไม่สนใจว่ามันคืออะไร


มีเพียงแต่พูดกันเล่น ๆ พูดกันสนุก ๆ-ตาม ๆ กันมา


คนเราชอบของสนุก แต่พอมีใครมาพูดความจริงให้ฟัง-กลับไม่ชอบ


ที่จริง คนไม่ชอบ-เพราะไม่รู้จักนั่นเอง


ความจริง คนเราชอบของจริง-ต้องการความเป็นจริง


แต่เมื่อมาพูดความจริงให้ฟังกัน ฟังไม่เข้าใจ


ก็เลยไม่ชอบ เหมือนกับอุปกาชีวกแสวงหาพระพุทธเจ้านั่นเอง


ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าแท้ ๆ แสดงธรรมให้ฟัง


กลับฟังไม่เข้าใจ อันนี้เรียกว่า‘ทิฏฐิ’


‘ทิฏฐิ’ แปลว่าความคิดเห็นของตัวเอง ยึดถือความเห็นของตนเอง


เห็นว่าเราเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้


ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน


อย่าถือดี-อย่าถือเนื้อถือตัว ถือว่ากูดี-กูเก่ง-กูฉลาด


พระพุทธเจ้าไม่สอนอย่างนั้น ท่านสอนให้เราตั้งจิต-ตั้งใจ


ใครมาพูด-ต้องฟัง ฟังแล้วพิจารณาตัวเอง


**เดี๋ยวนี้ทุกข์ไหม-สุขไหม เราต้องรู้จัก**พิจารณา-แยกแยะ


ศึกษาหาความจริง


อย่างการทำบุญทุกวันนี้


ไม่ว่าบ้านใด-เมืองใด ก็เหมือนกันทุกบ้าน


ที่หลวงพ่อได้เห็นมา ทำบุญบังสุกุลผ้าป่าหรือทำบุญกองกฐิน


ทำบุญมหาชาติ ทำบุญแล้วก็ต้องตีกัน-กินเหล้าชกต่อยกัน


บางคนถึงกับตาย เอาปืนยิงกันทิ้งก็มี


นี่-เราก็ยังว่าทำบุญอยู่อย่างนั้น อันนี้มันทำบาปแล้ว


นี่-เราไม่เข้าใจ มัวทำตามใจชอบ-กินเหล้าชกต่อยตีกัน


ถามใคร-ใครก็ว่าไปเอาบุญเถอะ มันไม่ใช่ไปเอาบุญ


มันไปเอาบาป-ไปสร้างบาป


หลวงพ่อมาพูดอย่างนี้ ก็ว่ามาลบล้างขนบประเพณีกันอีกแล้ว


มันเป็นอย่างนั้น คนเราพูดความจริงให้ฟังแล้ว-ไม่ชอบ


ที่ไม่ชอบ เพราะเรายังไม่เข้าใจ


บุญจริง ๆ อยู่ที่ไหน…รู้ไหม ?


คนเราเกิดมา แข้งไม่หัก-ขาไม่ด้วน หูไม่หนวก-ตาไม่บอด ปากไม่แหว่ง


นี่แหละ-บุญที่สุดแล้ว บุญเราแล้ว


ทำไมจึงว่าบุญ ?


เราจะทำอะไร-ก็ทำได้ เพียงแต่เราจะทำยังไงเท่านั้นเอง


จะทำดีหรือทำชั่ว อย่างที่พูดให้ฟังเมื่อวานนี้


*บางคนอยู่มาอายุ ๕๐ ปี-๖๐ ปี บางคนอายุ ๓๐ ปี-๔๐ ปี


ไม่เคยดูลงไปถึงชีวิตตัวเอง


ไม่เคยรู้ว่าเดี๋ยวนี้-ชีวิตมันกำลังเป็นอยู่อย่างไร ไม่รู้เลย


ครั้นถามเข้าไป ก็ตอบว่า‘รู้’


ถ้ารู้จักตนเองจริง ๆ แล้ว ทำไมถึงทำอย่างนั้น-เป็นอย่างนั้นกันอีก


อันนี้แสดงว่าเราไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้เท่าทันตัวเองดีพอ


ไม่รู้จักฝึกหัดชีวิตตนเอง ใช้ชีวิตไปตามอารมณ์*…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive