“…ต่อไปหลวงพ่อจะพูดเรื่องการทำบุญทำทาน ที่มีอานิสงส์ต่างกัน
เรื่องบุญกุศลนี่ คนไทยเราถือพุทธศาสนา-ทำบุญเก่ง
หลวงพ่อเคยได้ยินเขาว่า ‘การให้ทานนี่
ทานให้สัตว์เดรัจฉาน ทานให้คน ทานให้พระ ทานให้เณร
ทานแต่ละอย่างมีอานิสงส์ต่างกันมากมาย’
ตอนเด็กเคยหัดท่องจนขึ้นใจ เขาว่า‘ทานให้สัตว์เดรัจฉานร้อยครั้งพันหน
มีอานิสงส์ไม่เท่ากับทานให้บุคคลที่เป็นอันธพาลครั้งเดียว
ทานให้บุคคลที่เป็นอันธพาลร้อยครั้งพันหน
ก็มีอานิสงส์ไม่เท่ากับทานบุคคลที่มีศีลครั้งเดียว
ทานให้บุคคลที่มีศีลร้อยครั้งพันหน
ก็ยังมีอานิสงส์ไม่เท่ากับทานให้สามเณรครั้งเดียว
ทานให้สามเณรร้อยครั้งพันหน
ก็ยังมีอานิสงส์ไม่เท่ากับทานให้ภิกษุโดยสมมติครั้งเดียว
ทานให้ภิกษุโดยสมมติร้อยครั้งพันหน
ก็ยังมีอานิสงส์ไม่เท่ากับทานให้ท่านพระอริยบุคคลครั้งเดียว
ทานให้พระอริยบุคคลร้อยครั้งพันหน
อานิสงส์ก็ยังไม่มากเท่ากับทานให้พระปัจเจกพุทธะครั้งเดียว
และทานให้พระปัจเจกพุทธะร้อยครั้งพันหน
อานิสงส์ก็ยังไม่มากเท่ากับทานให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งเดียว’
ท่านสอนกันมาอย่างนี้ **ให้เรารู้จักทำทานในทางที่เป็นกุศล
ต้องทำด้วยปัญญา รู้จักมรรคผล
ไม่ใช่ทำตามกันอย่างเดียว**
เล่ามาถึงตรงนี้ ก็จะเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าให้ฟังโดยย่อ ๆ
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ใหม่ ๆ
‘แล้วออกเดินทาง จะไปแสดงธรรมกับเหล่าปัญจวรรคคีย์ทั้ง ๕
ก็ปรากฏว่ามีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่าอุปกาชีวก เดินสวนทางมา
ท่านอุปกาชีวกกำลังแสวงหาพระพุทธเจ้าอยู่พอดี
แต่พอเจอกับพระองค์แล้ว กลับไม่รู้จัก
อุปกาชีวกเห็นพระองค์มีกิริยามารยาทงดงาม น่าเลื่อมใส
จึงทักทายกับพระพุทธเจ้าว่า
ท่านอยู่ที่ไหน เป็นลูกศิษย์ของใคร ครูบาอาจารย์ของท่านสอนเรื่องอะไร ?
พระพุทธเจ้าท่านก็บอกโดยตรงว่า เราไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของใคร
ไม่ได้อยู่สำนักใด เรารู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง-ตรัสรู้เองโดยชอบ
อุปกาชีวกได้ฟังดังนั้น แทนที่จะไตร่ตรองอย่างพินิจพิจารณา
กลับเกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันที แลบลิ้นแล้วก็หันหลังเดินหนีไปเลย’
แน่-เห็นไหม คนเราชอบแสวงหาความจริง-แต่ไม่รู้จักพินิจพิจารณา
พบพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ไม่รู้จักพระองค์
จึงพูดเสมอ ๆ ว่า*‘คนเราแสวงหาความจริงของชีวิต
แสวงหาที่พึ่งพิงทางใจ แต่เราไม่รู้จัก-ทั้งที่คนเรามีของดีอยู่แล้วในตัวเอง
แต่เราไม่รู้จัก พากันทอดทิ้ง-พากันแสวงหาที่พึ่งพิงนอกตัว
พากันไขว่คว้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัวกันอย่างเอาจริงเอาจัง
จึงให้ชื่อว่า นี่แหละของดีที่โลกลืม
ลืมเพราะไม่รู้จัก แล้วพากันไปคว้า-ไปจับเอาสิ่งอื่นมาบูชา
แต่ที่สุด สิ่งเหล่านั้นก็ช่วยแก้ทุกข์ให้เราไม่ได้*…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ