“…ในตำรับ-ตำราพูดเอาไว้ว่า
‘ศีลเป็นเครื่อง(มือ)กำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิเป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสอย่างกลาง
ปัญญาเป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสอย่างละเอียด’
แต่เราบวชมาเป็นเณร-เป็นภิกษุ
หรือญาติโยมมาจำศีลวันพระ
คำว่า‘ศีลเป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสอย่างหยาบ’
บัดนี้*เราก็มีศีล ๘-ศีล ๒๒๗ ทำไมกำจัดไม่ได้ ?
อันนี้มันเป็นเรื่องสังคม มันเป็นเรื่องสมมติ
มันเป็นศีลสมมติ มันเป็นศีลสังคม
ไม่ใช่ศีลกำจัดกิเลสอย่างหยาบ !
สมาธิ(แบบที่)เราไปนั่งอยู่คนหนึ่ง-คนเดียว
ไม่พูดคุยกับใคร กิเลสอย่างกลางก็ยังกำจัดไม่ได้ !
บัดนี้ เรามีปัญญาเล่าเรียนนักธรรมตรี-โท-เอก
จนเป็นมหาปรมเปรียญ เป็นเปรียญ ๙ จบ-ว่าอย่างนั้น
และเราไปเรียนฝ่ายโลก ได้ปริญญาตรี-โท-เอกมา
แต่ทำไมจัดการกับกิเลสอย่างละเอียดไม่ได้ !
อันนั้นก็ไม่ใช่เป็นปัญญาในคำสอนของพระพุทธเจ้า
มันเป็นปัญญาของโลก ๆ เรียกว่า‘เป็นปัญญาของสังคม’*
ดังนั้นจึงว่า *‘ศีลสังคมและปัญญาสังคม
ไม่ใช่ศีลอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้
และไม่ใช่เป็นปัญญาทางพระพุทธศาสนา
(ที่)เรียกว่าญาณในทางพระพุทธศาสนา
ไม่เป็นปัญญาญาณ-คำสอนของพระพุทธเจ้า’*
คำว่า**‘ศีล’ เราไม่ต้องสมาทานเอา(กับ)ใคร ๆ
มันเป็นเครื่องถลุงปรากฏขึ้นมา**
ผมจะก็พูดไปตามทัศนะความเข้าใจ
เมื่อจิตใจของเราเปลี่ยนแปลงครั้งที่ ๓ นี่แหละ
จิตใจของเราจะเป็นปกติด้วยกาย-ด้วยวาจา-ด้วยใจ
**เมื่อกายปกติ-วาจาปกติ-ใจปกติ เรียกว่า‘เรามีศีล’**
เหมือนกับที่เราขุดน้ำบ่อ เมื่อมีสิ่งที่สกปรกโสโครก
ตกลงไปในบ่อน้ำของเรา เราจะเห็นทันที
อันนี้**เมื่อจิตใจของเราปกติ-ร่างกายปกติ-ใจปกติ
เมื่อจิตใจนึกคิด ก็เห็นทันที
มันก็จัดการกับกิเลสอย่างหยาบได้
บัดนี้กิเลสอย่างกลาง ก็เรียกว่าเราจะมีสมาธิ
‘สมาธิ’ก็แปลว่าตั้งใจมั่น ทำการ-ทำงานไม่พลาดผิด
เมื่อคนทำการ-ทำงานไม่พลาดผิดแล้ว
จะมีความสกปรกอยู่ที่ไหน มันก็จัดการกับกิเลสอย่างกลางได้
ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด
ก็เพราะการเห็นแจ้งในสัจธรรมที่มีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น**
ฉะนั้น **การเจริญ(สติ)แบบนี้
ผมรับรอง จะเอาชีวิตเป็นประกัน
อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี
อย่างเร็วที่สุด นับตั้งแต่ ๑ วัน ถึง ๙๐ วัน
ความทุกข์ประเภทนี้(กิเลส)จะลดน้อยไป
ถึงไม่หมด ก็ลดน้อยไป**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ