DM-0150 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-03

“…**ท่านที่นั่งอยู่ในขณะนี้นี่ จิตใจของท่านเป็นปกติใช่ไหม ?


ไม่มีความโกรธ-ไม่มีความโลภ-ไม่มีความหลงเลย


มันเฉย ๆ ไม่ดี-ไม่ชั่ว ไม่ทุกข์-ไม่สุขเลย


ลักษณะนี้ท่านว่า ‘มีในคนทุกคนแล้ว-ไม่ยกเว้น’**


ท่านเรียกว่า‘จิตเป็นอุเบกขา’


‘อุเบกขา’ แปลว่าวางเฉย


‘วางเฉย’นี้ ไม่ใช่หมายความว่าปล่อยให้เขามาด่า-มาว่าเรา


ไม่ทำการ-ทำงาน ไม่ทำมาหากิน…วางเฉย


ถ้านอนอยู่บนบ้าน…ไก่ขึ้นมาบนบ้าน ก็วางเฉย-ไม่ไล่


อันนั้นมันเข้าใจผิด อย่าไปเข้าใจอย่างนั้น


**จิตใจของเราวางเฉย คือจิตใจที่ไม่ยึดมั่น-ถือมั่น


มันมีแล้วในจิตใจของคนทุกคน ไม่ยกเว้น


เป็นผู้หญิง-ผู้ชาย หรือภิกษุ-สามเณร


บวชก็เหมือนกัน ไม่บวชก็เหมือนกัน


อันนี้แหละที่เราจะต้องมาศึกษาหลักของพระพุทธศาสนา


ให้ถูกต้อง**


*ทั้งนี้ เพราะเราไม่เข้าใจเรื่องนี้นี่เอง*


คำว่า‘จิตใจวางเฉย


ใครจะมาพูดให้เราเสีย ๆ หาย ๆ ก็วางเฉย’


อันนั้นเป็นคำพูด


บางคนเข้าใจว่า


เมื่อเจริญวิปัสสนาแล้ว ใครเขาจะมาเอาอะไร-ก็วางเฉย


ถ้าอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องมีกฎหมายบ้านเมือง


คนมีปัญญาแล้ว มันต้องเฉยได้


แต่ถ้าใครทำผิดกฎหมาย ก็ต้องว่าตามตัวบทกฎหมาย


ขึ้นโรงขึ้นศาลก็ได้ โดยจิตใจสบาย ๆ นี่แหละ


แม้ว่าจะไปให้การในศาล ก็ไปด้วยจิตใจสบาย ๆ


ไม่ต้องเดือดร้อน-วุ่นวายไปด้วยใจเย็น-พูดด้วยใจเย็น


เมื่อเขามาตีหัวเรา (ใจ)มันเฉยได้


แต่เราจะต้องไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง


เช่น ผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน หรือตำรวจ-ทหาร


ให้เขาดำเนินคดี


เช่น เขามาลักของเรา ก็แจ้งให้จับได้


อันนั้นเป็นเรื่องกฎหมาย


อย่าได้เข้าใจลึกจนเกินไป


ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว บ้านเมืองจะเดือดร้อน-คนพาลจะมีมาก


ถ้าหากเจริญวิปัสสนาแล้ว-ไม่ทำมาหากิน ใครจะเลี้ยงเราได้


ท่านให้รู้จักทำมาหาเลี้ยงปาก-เลี้ยงท้อง


โดยไม่ไปเบียดเบียนคนนั้น-คนนี้


ท่านให้รู้จักอย่างนี้


ให้รู้จักรักกัน กลมเกลียวกัน


นี่ ! วิปัสสนา-มันต้องรู้จักเรื่องนี้


รู้จักหา-รู้จักกิน-รู้จักใช้


อย่ากินเกินประมาณ อย่าใช้จ่ายเกินประมาณ


กินให้พอเหมาะพอดี ใช้จ่ายให้พอเหมาะพอดี


ดังนั้น **ท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ


เพื่อความเข้าใจในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ


ท่านสอนให้เราประพฤติปฏิบัติเพื่อทำลายความหลงผิด**


*ความหลงผิดเกิดขึ้นนั้น ท่านว่า‘เป็นทุกข์’


ทุกข์เพราะเรามีความโกรธ ทุกข์เพราะเรามีความโลภ


ทุกข์เพราะเรามีความหลง


ถ้าเราไม่มีความโกรธ-ไม่มีความโลภ-ไม่มีความหลงแล้ว


เราก็ไม่ต้องมีทุกข์


ทำการ-ทำงานอะไร ก็ไม่ต้องมีทุกข์


จะเป็นพ่อบ้าน-แม่เรือน ก็ต้องทำการ-ทำงานตามหน้าที่


เป็นลูก ก็ต้องทำการ-ทำงานตามหน้าที่ของลูก


เป็นครู ก็ต้องทำหน้าที่ของครู


เป็นตำรวจ-ทหาร ผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน


ก็ต้องทำงาน-ทำการตามหน้าที่


แม้กระทั่งรัฐมนตรี ก็ต้องทำการ-ทำงานตามหน้าที่


อันนี้ชื่อว่า‘ไม่มีทุกข์’


บ้านเมืองก็จะได้อยู่เย็นเป็นสุข**


*ถ้าหากว่าเรามีทุกข์แล้ว มันเดือดร้อน


ความทุกข์มันอยู่ที่เรา


เมื่อเราเข้าไปในสังคม ถ้าเรามีทุกข์


เราก็เอาความทุกข์ของเรานี่แหละไปเผยแพร่


ให้บุคคลที่อยู่ใกล้เคียงเรามีทุกข์ไปด้วย*


ตรงกันข้าม **เมื่อเราไม่มีความทุกข์แล้ว


เราจะไปในสังคมไหนก็ตาม


ถึงสังคมกำลังเดือดร้อนอยู่ เราเข้าไปก็ทำเย็น ๆ


คนที่อยู่ใกล้เราก็พลอยเย็นไปด้วย


คนที่มีความทุกข์ ก็พลอยหมดทุกข์ไปด้วย**


ดังนั้นเมื่อพูดถึงตอนนี้ ก็อยากจะถามญาติโยม


และเพื่อนภิกษุ-สามเณรที่กำลังฟังอยู่ว่า


**ขณะนี้ท่านมีความโกรธไหม-ท่านมีความโลภไหม ?


ไม่มีเลย**


*แต่ความหลงอาจมี เพราะไม่เคยหันมาดูต้นตอของชีวิตจิตใจ*


ดังนั้นจึงกล่าวว่า


**‘ความโกรธ-ความโลภ-ความหลงนั้น ก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว**


*ที่มีโกรธขึ้นมานั้น เพราะเราไม่รู้-เราไม่เห็น


เราไม่เข้าใจต้นตอของชีวิตจิตใจเราจริง ๆ นั่นเอง’*…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive