“…**ท่านที่นั่งอยู่ในขณะนี้นี่ จิตใจของท่านเป็นปกติใช่ไหม ?
ไม่มีความโกรธ-ไม่มีความโลภ-ไม่มีความหลงเลย
มันเฉย ๆ ไม่ดี-ไม่ชั่ว ไม่ทุกข์-ไม่สุขเลย
ลักษณะนี้ท่านว่า ‘มีในคนทุกคนแล้ว-ไม่ยกเว้น’**
ท่านเรียกว่า‘จิตเป็นอุเบกขา’
‘อุเบกขา’ แปลว่าวางเฉย
‘วางเฉย’นี้ ไม่ใช่หมายความว่าปล่อยให้เขามาด่า-มาว่าเรา
ไม่ทำการ-ทำงาน ไม่ทำมาหากิน…วางเฉย
ถ้านอนอยู่บนบ้าน…ไก่ขึ้นมาบนบ้าน ก็วางเฉย-ไม่ไล่
อันนั้นมันเข้าใจผิด อย่าไปเข้าใจอย่างนั้น
**จิตใจของเราวางเฉย คือจิตใจที่ไม่ยึดมั่น-ถือมั่น
มันมีแล้วในจิตใจของคนทุกคน ไม่ยกเว้น
เป็นผู้หญิง-ผู้ชาย หรือภิกษุ-สามเณร
บวชก็เหมือนกัน ไม่บวชก็เหมือนกัน
อันนี้แหละที่เราจะต้องมาศึกษาหลักของพระพุทธศาสนา
ให้ถูกต้อง**
*ทั้งนี้ เพราะเราไม่เข้าใจเรื่องนี้นี่เอง*
คำว่า‘จิตใจวางเฉย
ใครจะมาพูดให้เราเสีย ๆ หาย ๆ ก็วางเฉย’
อันนั้นเป็นคำพูด
บางคนเข้าใจว่า
เมื่อเจริญวิปัสสนาแล้ว ใครเขาจะมาเอาอะไร-ก็วางเฉย
ถ้าอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องมีกฎหมายบ้านเมือง
คนมีปัญญาแล้ว มันต้องเฉยได้
แต่ถ้าใครทำผิดกฎหมาย ก็ต้องว่าตามตัวบทกฎหมาย
ขึ้นโรงขึ้นศาลก็ได้ โดยจิตใจสบาย ๆ นี่แหละ
แม้ว่าจะไปให้การในศาล ก็ไปด้วยจิตใจสบาย ๆ
ไม่ต้องเดือดร้อน-วุ่นวายไปด้วยใจเย็น-พูดด้วยใจเย็น
เมื่อเขามาตีหัวเรา (ใจ)มันเฉยได้
แต่เราจะต้องไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
เช่น ผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน หรือตำรวจ-ทหาร
ให้เขาดำเนินคดี
เช่น เขามาลักของเรา ก็แจ้งให้จับได้
อันนั้นเป็นเรื่องกฎหมาย
อย่าได้เข้าใจลึกจนเกินไป
ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว บ้านเมืองจะเดือดร้อน-คนพาลจะมีมาก
ถ้าหากเจริญวิปัสสนาแล้ว-ไม่ทำมาหากิน ใครจะเลี้ยงเราได้
ท่านให้รู้จักทำมาหาเลี้ยงปาก-เลี้ยงท้อง
โดยไม่ไปเบียดเบียนคนนั้น-คนนี้
ท่านให้รู้จักอย่างนี้
ให้รู้จักรักกัน กลมเกลียวกัน
นี่ ! วิปัสสนา-มันต้องรู้จักเรื่องนี้
รู้จักหา-รู้จักกิน-รู้จักใช้
อย่ากินเกินประมาณ อย่าใช้จ่ายเกินประมาณ
กินให้พอเหมาะพอดี ใช้จ่ายให้พอเหมาะพอดี
ดังนั้น **ท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
เพื่อความเข้าใจในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ
ท่านสอนให้เราประพฤติปฏิบัติเพื่อทำลายความหลงผิด**
*ความหลงผิดเกิดขึ้นนั้น ท่านว่า‘เป็นทุกข์’
ทุกข์เพราะเรามีความโกรธ ทุกข์เพราะเรามีความโลภ
ทุกข์เพราะเรามีความหลง
ถ้าเราไม่มีความโกรธ-ไม่มีความโลภ-ไม่มีความหลงแล้ว
เราก็ไม่ต้องมีทุกข์
ทำการ-ทำงานอะไร ก็ไม่ต้องมีทุกข์
จะเป็นพ่อบ้าน-แม่เรือน ก็ต้องทำการ-ทำงานตามหน้าที่
เป็นลูก ก็ต้องทำการ-ทำงานตามหน้าที่ของลูก
เป็นครู ก็ต้องทำหน้าที่ของครู
เป็นตำรวจ-ทหาร ผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน
ก็ต้องทำงาน-ทำการตามหน้าที่
แม้กระทั่งรัฐมนตรี ก็ต้องทำการ-ทำงานตามหน้าที่
อันนี้ชื่อว่า‘ไม่มีทุกข์’
บ้านเมืองก็จะได้อยู่เย็นเป็นสุข**
*ถ้าหากว่าเรามีทุกข์แล้ว มันเดือดร้อน
ความทุกข์มันอยู่ที่เรา
เมื่อเราเข้าไปในสังคม ถ้าเรามีทุกข์
เราก็เอาความทุกข์ของเรานี่แหละไปเผยแพร่
ให้บุคคลที่อยู่ใกล้เคียงเรามีทุกข์ไปด้วย*
ตรงกันข้าม **เมื่อเราไม่มีความทุกข์แล้ว
เราจะไปในสังคมไหนก็ตาม
ถึงสังคมกำลังเดือดร้อนอยู่ เราเข้าไปก็ทำเย็น ๆ
คนที่อยู่ใกล้เราก็พลอยเย็นไปด้วย
คนที่มีความทุกข์ ก็พลอยหมดทุกข์ไปด้วย**
ดังนั้นเมื่อพูดถึงตอนนี้ ก็อยากจะถามญาติโยม
และเพื่อนภิกษุ-สามเณรที่กำลังฟังอยู่ว่า
**ขณะนี้ท่านมีความโกรธไหม-ท่านมีความโลภไหม ?
ไม่มีเลย**
*แต่ความหลงอาจมี เพราะไม่เคยหันมาดูต้นตอของชีวิตจิตใจ*
ดังนั้นจึงกล่าวว่า
**‘ความโกรธ-ความโลภ-ความหลงนั้น ก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว**
*ที่มีโกรธขึ้นมานั้น เพราะเราไม่รู้-เราไม่เห็น
เราไม่เข้าใจต้นตอของชีวิตจิตใจเราจริง ๆ นั่นเอง’*…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ