DM-0149 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-02

“…สำหรับวันนี้ หลวงพ่อจะพูดถึงสิ่งที่เราเข้าใจกันน้อย


สิ่งที่คนเราพากันหลงลืม คือ


**ที่จริง เรามีของดีไว้ในตัวกันอยู่แล้วทุกคน**


*แต่พวกเราพากันหลงลืมของดีอันนี้กันเสียสนิทเลย


เมื่อลืมแล้ว ก็เที่ยวไปหาของที่ไม่จริง-ไม่จัง


ว่าเป็นของจริง-ของแท้ เป็นสรณะ-เป็นที่พึ่ง…ก็หากันเรื่อยไป


เมื่อมีอะไรแปลกใหม่ เราก็จับฉวยเอาสิ่งนั้น-สิ่งนี้


นึกเอาว่าสิ่งนี้แหละ ที่เราหา-เราต้องการ


แต่ความจริง สิ่งนั้นมันไม่จริง


เป็นเพียงเราสร้างมันขึ้นมาใหม่ ตามความคิด-ความเชื่อของเรา


เมื่อสร้างกันขึ้นมา ก็ถือเอาว่า-อันนี้แหละเป็นสัจจะความจริง


เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสรณะ


เป็นที่พึ่ง-ที่ปกป้องคุ้มภัยให้กับชีวิตของเราได้


เมื่อยึดถือ-พึ่งพิงสิ่งเหล่านั้นกันแล้ว ก็เลยหลงตัว-ลืมตน


ลืมความดีงามของตนเองไป


นี่เรียกว่า‘ของดีมีอยู่แล้ว-แต่เราพากันละทิ้งมันเสีย


ไม่ศึกษา-ไม่ปฏิบัติ (ไม่)พัฒนาความดีงามในตนเองให้เติบใหญ่’*


เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว ก็จะพูดให้ท่านทั้งหลายฟังเอาไว้


คือเรื่องศาสนานี้ เราเข้าใจกันว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมา


เราเข้าใจกันมาอย่างนั้น


แต่ส่วนที่หลวงพ่อจะพูดนี้ ไม่ได้พูดอย่างนั้น


คนเราชอบเชื่อตาม ๆ กันมา ไม่ชอบพิจารณาแยกแยะ-ไม่เข้าใจ


ว่าศาสนานั้นเป็นอย่างนั้น-ศาสนานี้เป็นอย่างนี้


ทุกอย่างที่เชื่อ ๆ กัน ถือว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า


อย่างการรู้จักให้ทาน-รักษาศีล-ทำกรรมฐาน


ก็ถือว่าเป็นพุทธศาสนาแล้ว คนเราเข้าใจกันอย่างนั้นจริง ๆ


ตัวหลวงพ่อเองก็เคยเข้าใจอย่างนั้น


แต่ความจริง อันนั้นเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์


‘พราหมณ์’ แปลว่าคนฉลาด-ค้นคว้าหาทางดับทุกข์หรือทางพ้นทุกข์


ศาสนาพราหมณ์กับศาสนาฮินดูนี่ มันเป็นอันเดียวกัน


เป็นศาสนาเก่าแก่ที่มีมาก่อนพระพุทธศาสนา


ทีนี้คนเราเกิดมา ไม่มีที่พึ่งพิงอาศัยทางจิตใจ


บุคคลที่ฉลาด ก็เลยออกไปแสวงทำกรรมฐานในป่าเขา


หรือออกจากบ้านไป ก็พวกพราหมณ์นั่นเอง


ไปอยู่ในป่า-ในถ้ำ หรือที่ที่มันสงบสงัด-หัดบำเพ็ญตัวเอง


บัดนี้คนที่มีความทุกข์ ยังไม่มีที่พึ่ง


ก็ถือว่าคนพวกนั้นเป็นผู้วิเศษ สามารถติดต่อกับผี-เทวดาได้


ก็พากันไปตามหาพวกพราหมณ์ที่นั่งเข้าฌานทำสมาบัติ


หรือนั่งทำความสงบอยู่ในถ้ำ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นคนฉลาด


เมื่อชาวบ้านเดือดร้อน ไปถามปัญหา-ไปขอความช่วยเหลือ


เช่น เจ็บหัว-ปวดท้อง


คนฉลาดพวกนั้นก็ว่า ‘นี่เป็นเพราะผีเจ้าป่า-เจ้าเขา


เป็นเพราะเทวดาลงโทษ พวกเจ้าไปผิดผี-ลบลู่เทวดา’


เมื่อเป็นเช่นนั้น คนที่ไม่รู้เรื่อง-รู้ราวอะไร


พอคนฉลาดไปชี้อย่างนั้น เป็นพราหมณ์ซะด้วย


ก็เลยเชื่อไปตามนั้น นี่เขาเรียกว่าเชื่อตามผู้รู้สอน


สมมติให้ท่านฟังต่อไป


พราหมณ์เหล่านั้นที่อยู่ป่า-อยู่ถ้ำ บำเพ็ญตบะ


พวกชาวบ้านมีปัญหา-มีความทุกข์ มาหาที่พึ่ง


ก็บอกว่า นี้เป็นเพราะผีทำ-เทวดาทำ


ถึงได้เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างนั้น-อย่างนี้


และในขณะที่คนฉลาดเหล่านี้ไม่ได้ทำมาหากินอะไร


มัวแต่นั่งบำเพ็ญตบะ ก็เลยหันมาหากินเอากับคนที่ไม่ฉลาด


คือชาวบ้านนั่นเอง พอตนอยากกินเป็ด-กินไก่


ก็ต้องบอกว่าผีทำ ต้องบวงสรวงผี-ขอขมา


ต้องเอาหมู-เอาไก่ไปให้พวกนั้น พวกนั้นก็เอาไปให้ผีกิน


เพราะคนเหล่านั้นติดต่อกับผีได้ พูดกับผีได้


คนไม่ฉลาดก็เลยไปเลี้ยงผี และเลี้ยงคนฉลาด


ต่อมา-โรคมันหายไป บางครั้งเป็นเพราะกำลังใจของเราเอง


ต่อมา กลับมาเจ็บหัว-ปวดท้องอีกแล้ว


ทีนี้ก็ว่าเทวดาทำให้เป็นอย่างนี้ ต้องเลี้ยงเทวดาด้วยของหวาน


ด้วยน้ำอ้อย-น้ำตาล ชาวบ้านก็จัดการแต่งหวานไปเลี้ยงเทวดา


ก็เป็นอยู่อย่างนี้


ที่จริง…ผีกับเทวดา-มันอยู่ด้วยกัน เพราะเราไม่รู้นั่นเอง


อันนี้ไม่ใช่สอนนะ พูดให้ฟัง


คนมีปัญญาต้องรู้จักคิด ต้องพิจารณาเอาเอง


ผีมันชอบกินคาว-กินเป็ด-กินไก่ เทวดาชอบกินของหวาน-กินน้ำอ้อย-น้ำตาล


พวกคนฉลาดเหล่านั้นบอกว่า ติดต่อกับผี-เทวดาได้


เพราะตนบำเพ็ญตบะ มีฤทธิ์-มีเดช


แต่ความจริง คนเหล่านั้นนั่นแหละหลอกกิน


มันอยากกินเป็ด-กินไก่ ก็ว่าผีทำซิ


พออยากกินข้าวต้ม-ขนมหวาน มันก็ว่าเทวดามาทำให้เจ็บหัว-ปวดท้อง


ที่ผีกับเทวดามันมี เพราะเราไม่รู้-ไม่เข้าใจ


ผีคืออะไร-ไม่รู้ เทวดาอยู่ที่ไหน-ไม่รู้…เชื่ออยู่แต่ว่ามีผี-มีเทวดา


บัดนี้อยู่นาน ๆ มา


ชาวบ้านพากันมาถามพวกพราหมณ์-คนฉลาดอีกแล้วว่า


‘คนตายแล้วจะไปเกิดไหม ตายแล้วจะไปไหน ?’


ถูกถามอย่างนี้ พวกคนฉลาดเหล่านั้นก็มาประชุมกัน


เอ-มีคนมาถามวันนี้ ‘ตายแล้วเกิดไหม ?’


เราจะตอบยังไง นั่งปรึกษาหารือกันในหมู่คณะคนฉลาดด้วยกัน


อ้อ-ต้องตอบว่า ‘ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดา


บุคคลใดทำดี ต้องไปเกิดเป็นเทวดา-บุคคลใดทำชั่วก็ไปเกิดเป็นผี’


นี่-ต้องตอบกันไปแบบนี้


พอพราหมณ์ตอบกันมาอย่างนี้ ชาวบ้านก็เชื่อกันไปตามนั้น


ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญ-ทำทาน เพื่อจะไปเกิดเป็นเทวดา


*เชื่อหมุนวนเวียนกันอยู่อย่างนี้-เพราะไม่รู้*


อันนี้หลวงพ่อพูดให้ฟังเพียงคร่าว ๆ


*พวกท่านที่เคยศึกษาเล่าเรียนประวัติศาสตร์กันมา


บางทียิ่งเรียน-ยิ่งไม่รู้ความจริง เพราะเราไปเรียน-ไปจำเอาตามหนังสือ


ไม่รู้จักใช้สติปัญญาพิจารณาความเป็นจริง*


ที่จริง **จะเรียนอะไรก็ตาม-เราต้องรู้จักพิจารณาความจริง


อย่าเชื่อตาม ๆ กันไป


อย่างในหนังสือกาลามสูตรบอกว่า ‘อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตาม ๆ กันมา


อย่าเชื่อถือเพราะเห็นว่าเขาทำตาม ๆ กันมา


อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูของเรา


อย่าเชื่อว่าเพราะมันมีคำสอนอยู่ในพระคัมภีร์


อย่าเชื่อเพราะอะไรต่าง ๆ นานา ๑๐ ประการด้วยกัน’


สรุปแล้ว อย่าเป็นคนเชื่ออะไรง่าย ๆ ถ้ายังไม่พิจารณาความเป็นจริง


ท่านสอนให้เรารู้จักใช้สติปัญญา**


แต่ชาวพุทธเรา ก็ยังเชื่อถือความเชื่อต่าง ๆ นานามากมาย


เชื่อกันชนิดหัวชนฝากันเลย…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive