“…สำหรับวันนี้ หลวงพ่อจะพูดถึงสิ่งที่เราเข้าใจกันน้อย
สิ่งที่คนเราพากันหลงลืม คือ
**ที่จริง เรามีของดีไว้ในตัวกันอยู่แล้วทุกคน**
*แต่พวกเราพากันหลงลืมของดีอันนี้กันเสียสนิทเลย
เมื่อลืมแล้ว ก็เที่ยวไปหาของที่ไม่จริง-ไม่จัง
ว่าเป็นของจริง-ของแท้ เป็นสรณะ-เป็นที่พึ่ง…ก็หากันเรื่อยไป
เมื่อมีอะไรแปลกใหม่ เราก็จับฉวยเอาสิ่งนั้น-สิ่งนี้
นึกเอาว่าสิ่งนี้แหละ ที่เราหา-เราต้องการ
แต่ความจริง สิ่งนั้นมันไม่จริง
เป็นเพียงเราสร้างมันขึ้นมาใหม่ ตามความคิด-ความเชื่อของเรา
เมื่อสร้างกันขึ้นมา ก็ถือเอาว่า-อันนี้แหละเป็นสัจจะความจริง
เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสรณะ
เป็นที่พึ่ง-ที่ปกป้องคุ้มภัยให้กับชีวิตของเราได้
เมื่อยึดถือ-พึ่งพิงสิ่งเหล่านั้นกันแล้ว ก็เลยหลงตัว-ลืมตน
ลืมความดีงามของตนเองไป
นี่เรียกว่า‘ของดีมีอยู่แล้ว-แต่เราพากันละทิ้งมันเสีย
ไม่ศึกษา-ไม่ปฏิบัติ (ไม่)พัฒนาความดีงามในตนเองให้เติบใหญ่’*
เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว ก็จะพูดให้ท่านทั้งหลายฟังเอาไว้
คือเรื่องศาสนานี้ เราเข้าใจกันว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมา
เราเข้าใจกันมาอย่างนั้น
แต่ส่วนที่หลวงพ่อจะพูดนี้ ไม่ได้พูดอย่างนั้น
คนเราชอบเชื่อตาม ๆ กันมา ไม่ชอบพิจารณาแยกแยะ-ไม่เข้าใจ
ว่าศาสนานั้นเป็นอย่างนั้น-ศาสนานี้เป็นอย่างนี้
ทุกอย่างที่เชื่อ ๆ กัน ถือว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
อย่างการรู้จักให้ทาน-รักษาศีล-ทำกรรมฐาน
ก็ถือว่าเป็นพุทธศาสนาแล้ว คนเราเข้าใจกันอย่างนั้นจริง ๆ
ตัวหลวงพ่อเองก็เคยเข้าใจอย่างนั้น
แต่ความจริง อันนั้นเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์
‘พราหมณ์’ แปลว่าคนฉลาด-ค้นคว้าหาทางดับทุกข์หรือทางพ้นทุกข์
ศาสนาพราหมณ์กับศาสนาฮินดูนี่ มันเป็นอันเดียวกัน
เป็นศาสนาเก่าแก่ที่มีมาก่อนพระพุทธศาสนา
ทีนี้คนเราเกิดมา ไม่มีที่พึ่งพิงอาศัยทางจิตใจ
บุคคลที่ฉลาด ก็เลยออกไปแสวงทำกรรมฐานในป่าเขา
หรือออกจากบ้านไป ก็พวกพราหมณ์นั่นเอง
ไปอยู่ในป่า-ในถ้ำ หรือที่ที่มันสงบสงัด-หัดบำเพ็ญตัวเอง
บัดนี้คนที่มีความทุกข์ ยังไม่มีที่พึ่ง
ก็ถือว่าคนพวกนั้นเป็นผู้วิเศษ สามารถติดต่อกับผี-เทวดาได้
ก็พากันไปตามหาพวกพราหมณ์ที่นั่งเข้าฌานทำสมาบัติ
หรือนั่งทำความสงบอยู่ในถ้ำ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นคนฉลาด
เมื่อชาวบ้านเดือดร้อน ไปถามปัญหา-ไปขอความช่วยเหลือ
เช่น เจ็บหัว-ปวดท้อง
คนฉลาดพวกนั้นก็ว่า ‘นี่เป็นเพราะผีเจ้าป่า-เจ้าเขา
เป็นเพราะเทวดาลงโทษ พวกเจ้าไปผิดผี-ลบลู่เทวดา’
เมื่อเป็นเช่นนั้น คนที่ไม่รู้เรื่อง-รู้ราวอะไร
พอคนฉลาดไปชี้อย่างนั้น เป็นพราหมณ์ซะด้วย
ก็เลยเชื่อไปตามนั้น นี่เขาเรียกว่าเชื่อตามผู้รู้สอน
สมมติให้ท่านฟังต่อไป
พราหมณ์เหล่านั้นที่อยู่ป่า-อยู่ถ้ำ บำเพ็ญตบะ
พวกชาวบ้านมีปัญหา-มีความทุกข์ มาหาที่พึ่ง
ก็บอกว่า นี้เป็นเพราะผีทำ-เทวดาทำ
ถึงได้เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างนั้น-อย่างนี้
และในขณะที่คนฉลาดเหล่านี้ไม่ได้ทำมาหากินอะไร
มัวแต่นั่งบำเพ็ญตบะ ก็เลยหันมาหากินเอากับคนที่ไม่ฉลาด
คือชาวบ้านนั่นเอง พอตนอยากกินเป็ด-กินไก่
ก็ต้องบอกว่าผีทำ ต้องบวงสรวงผี-ขอขมา
ต้องเอาหมู-เอาไก่ไปให้พวกนั้น พวกนั้นก็เอาไปให้ผีกิน
เพราะคนเหล่านั้นติดต่อกับผีได้ พูดกับผีได้
คนไม่ฉลาดก็เลยไปเลี้ยงผี และเลี้ยงคนฉลาด
ต่อมา-โรคมันหายไป บางครั้งเป็นเพราะกำลังใจของเราเอง
ต่อมา กลับมาเจ็บหัว-ปวดท้องอีกแล้ว
ทีนี้ก็ว่าเทวดาทำให้เป็นอย่างนี้ ต้องเลี้ยงเทวดาด้วยของหวาน
ด้วยน้ำอ้อย-น้ำตาล ชาวบ้านก็จัดการแต่งหวานไปเลี้ยงเทวดา
ก็เป็นอยู่อย่างนี้
ที่จริง…ผีกับเทวดา-มันอยู่ด้วยกัน เพราะเราไม่รู้นั่นเอง
อันนี้ไม่ใช่สอนนะ พูดให้ฟัง
คนมีปัญญาต้องรู้จักคิด ต้องพิจารณาเอาเอง
ผีมันชอบกินคาว-กินเป็ด-กินไก่ เทวดาชอบกินของหวาน-กินน้ำอ้อย-น้ำตาล
พวกคนฉลาดเหล่านั้นบอกว่า ติดต่อกับผี-เทวดาได้
เพราะตนบำเพ็ญตบะ มีฤทธิ์-มีเดช
แต่ความจริง คนเหล่านั้นนั่นแหละหลอกกิน
มันอยากกินเป็ด-กินไก่ ก็ว่าผีทำซิ
พออยากกินข้าวต้ม-ขนมหวาน มันก็ว่าเทวดามาทำให้เจ็บหัว-ปวดท้อง
ที่ผีกับเทวดามันมี เพราะเราไม่รู้-ไม่เข้าใจ
ผีคืออะไร-ไม่รู้ เทวดาอยู่ที่ไหน-ไม่รู้…เชื่ออยู่แต่ว่ามีผี-มีเทวดา
บัดนี้อยู่นาน ๆ มา
ชาวบ้านพากันมาถามพวกพราหมณ์-คนฉลาดอีกแล้วว่า
‘คนตายแล้วจะไปเกิดไหม ตายแล้วจะไปไหน ?’
ถูกถามอย่างนี้ พวกคนฉลาดเหล่านั้นก็มาประชุมกัน
เอ-มีคนมาถามวันนี้ ‘ตายแล้วเกิดไหม ?’
เราจะตอบยังไง นั่งปรึกษาหารือกันในหมู่คณะคนฉลาดด้วยกัน
อ้อ-ต้องตอบว่า ‘ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดา
บุคคลใดทำดี ต้องไปเกิดเป็นเทวดา-บุคคลใดทำชั่วก็ไปเกิดเป็นผี’
นี่-ต้องตอบกันไปแบบนี้
พอพราหมณ์ตอบกันมาอย่างนี้ ชาวบ้านก็เชื่อกันไปตามนั้น
ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญ-ทำทาน เพื่อจะไปเกิดเป็นเทวดา
*เชื่อหมุนวนเวียนกันอยู่อย่างนี้-เพราะไม่รู้*
อันนี้หลวงพ่อพูดให้ฟังเพียงคร่าว ๆ
*พวกท่านที่เคยศึกษาเล่าเรียนประวัติศาสตร์กันมา
บางทียิ่งเรียน-ยิ่งไม่รู้ความจริง เพราะเราไปเรียน-ไปจำเอาตามหนังสือ
ไม่รู้จักใช้สติปัญญาพิจารณาความเป็นจริง*
ที่จริง **จะเรียนอะไรก็ตาม-เราต้องรู้จักพิจารณาความจริง
อย่าเชื่อตาม ๆ กันไป
อย่างในหนังสือกาลามสูตรบอกว่า ‘อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตาม ๆ กันมา
อย่าเชื่อถือเพราะเห็นว่าเขาทำตาม ๆ กันมา
อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูของเรา
อย่าเชื่อว่าเพราะมันมีคำสอนอยู่ในพระคัมภีร์
อย่าเชื่อเพราะอะไรต่าง ๆ นานา ๑๐ ประการด้วยกัน’
สรุปแล้ว อย่าเป็นคนเชื่ออะไรง่าย ๆ ถ้ายังไม่พิจารณาความเป็นจริง
ท่านสอนให้เรารู้จักใช้สติปัญญา**
แต่ชาวพุทธเรา ก็ยังเชื่อถือความเชื่อต่าง ๆ นานามากมาย
เชื่อกันชนิดหัวชนฝากันเลย…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ