DM-0148 | ธรรมะประจำวัน 2022-12-01

“**เรื่องความหลุดพ้น เป็นเรื่องสำคัญ


เพราะเป็นสมบัติของผู้มีจิตใจสูง


หรือของมนุษย์ทุกชาติ-ทุกภาษา ทุกเพศ-ทุกวัย


การศึกษาหาทางหลุดพ้น ต้องศึกษาที่เนื้อ-ที่ตัวของเรา


อันกว้างศอก-ยาววา-หนาคืบนี้


ต้องศึกษา รู้จำ-รู้จัก-รู้แจ้ง-รู้จริงในสิ่งนั้น


จึงจะหลุดพ้นออกมาได้**


ขั้นต้น ต้องหลุดพ้นจากความงมงาย-ไร้สาระ


การศึกษาหาทางหลุดพ้นในเรื่องนี้


ต้องศึกษาหาสิ่งที่เราหลงยึดมั่น-ถือมั่น


เมื่อรู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว ก็ต้องปล่อยวางสิ่งที่สมมตินั้นได้เด็ดขาด


หากเป็นฆราวาส-ญาติโยม ก็เรียกว่า‘เป็นพระอริยบุคคล’


ถ้าหากบวชเป็นพระภิกษุ ก็เรียกว่า‘พระอริยสงฆ์’


คำว่า‘อาสวะ’ คือกิเลสที่หมักดอง


เหมือนตมเลนที่หมักดองอยู่กับน้ำ และไหลอยู่ไม่ขาดสาย


ผู้ที่ตัดขาด หรือผู้ที่หลุดพ้นออกมาได้


ก็เรียกว่า‘พระอริยบุคคล-อริยสงฆ์สาวก’


ตัวอย่างเช่น คนที่เคยเคี้ยวหมาก-สูบบุหรี่


แล้วเลิกละสิ่งเหลานั้นได้โดยเด็ดขาด ก็เรียกว่า‘หลุดพ้น’


คนเคยดื่มสุรา-เล่นการพนัน-ดูการละเล่น-เที่ยวกลางคืน-คบคนชั่ว


ต่อเมื่อรู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว


ก็งดเว้นจากสิ่งเหล่านั้น เลิกละได้เด็ดขาด-ไม่ทำสิ่งนั้นอีก


ก็เรียกว่า‘หลุดพ้นจากสิ่งนั้น’


เคยดูฤกษ์-ดูยาม เคยติดเครื่องราง-ของขลังศักดิ์สิทธิ์


**เมื่อรู้สึกตัวว่าเป็นสิ่งสมมติ ก็เลิกละได้เด็ดขาด


ไม่ยึดติด-ไม่ข้องแวะกับสิ่งเหล่านั้นอีก ก็เรียกว่า‘หลุดพ้น’**


นี้เป็นการให้ข้อคิดสะกิดใจ


เรื่องหลุดพ้นมีมาก


เช่น มโหสบคบงันต่าง ๆ ถ้าเลิกละได้-ก็เรียกว่า‘หลุดพ้น’


การกลัวผี-เทวดาก็เหมือนกัน เป็นเรื่องสมมติ


เงิน-ทอง-เพชรนิลจินดา ก็ยังเป็นสมมมติ


**ต้องศึกษาให้รู้แจ้ง-รู้จริงในหน้าที่ของสมมติ


คือให้เราอยู่เหนือสมมติ แต่ทำตามสมมติให้ถูกต้อง**


เช่น การสมมติว่าสวย-ว่างาม ว่าดี-ว่าชั่ว


ตลอดจนการให้ทาน-รักษาศีล ก็ยังเรียกว่า‘สมมติ’


**หากรู้แจ้ง-รู้จริง ก็ไม่ควรยึดมั่น-ถือมั่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น**


เพราะว่ายังละความโกรธ-ความโลภ-ความหลงไม่ได้


การกระทำสิ่งใดก็ตาม แม้ส่วนดีจะมีอยู่มาก


แต่ถ้าหากเราเลิกละจากความงมงายไม่ได้


ก็เรียกว่า‘ปุถุชน’ เพราะจิตใจยังต่ำ


ตรงกันข้าม หากเลิกละได้-ก็เรียกว่า‘มนุษย์ผู้มีใจสูง’


*ที่เราว่าดี-ว่าชั่วนั้น มันเกิดจากกิเลสที่หมักดองอยู่


แล้วยึดมั่น-ถือมั่น เรียกว่า‘อุปาทาน’


เป็นทุกข์ทรมานสำหรับผู้ที่โง่เขลา*


**พุทธศาสนาจึงสอนให้เจริญสติ-เจริญปัญญา


ให้เกิดการรู้แจ้ง-รู้จริง แล้วก็หลุดพ้นได้จริง ๆ


ไม่ว่ายุคใด-สมัยใด ทุกคนสามารถเป็นพระได้ทางจิต-ทางใจ


ไม่ว่าชนชาติไหน-ภาษาใด นับถือศาสนาไหน


นุ่งห่มผ้าสีอะไร ผู้หญิง-ผู้ชาย เด็ก-ผู้ใหญ่


เพราะความหลุดพ้นนั้นมีอยู่แล้ว


ชีวิต-จิตใจของทุกคนมีความสะอาด-ความสว่าง-ความสงบอยู่แล้ว


เพียงแต่เขาผู้นั้นจะมาศึกษาถึงความหลุดพ้นหรือไม่เท่านั้นเอง**


แม้ท่านจะมีเงินร้อยล้าน-พันล้าน ก็หาซื้อไม่ได้


เพราะไม่มีบริษัทห้างร้านที่ไหนขายชีวิต-จิตใจ


**เมื่อท่านเป็นมนุษย์แล้ว จงอย่าให้ชีวิตขาดทุน


ทางหลุดพ้นจริง ๆ ต้องมาเจริญสติ-มีความรู้สึกตัว


จึงจะสงบ จึงจะหลุดพ้นจากโทสะ-โมหะ-โลภะ


หลุดพ้นจากกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรมต่าง ๆ


ความไม่ยึดมั่น-ไม่ถือมั่น มีอยู่แล้ว


ต้องแสวงหาให้รู้แจ้ง-รู้จริง**


ความหลุดพ้นในทุก ๆ ศาสนา มี ๔ อย่าง-หรือ ๔ ระดับ


การรู้แจ้ง-รู้จริง ก็มี ๔ ระดับ


การตรัสรู้ ก็มี ๔ ระดับ


คือ พระโสดาบัน-พระสกิทาคามี-พระอนาคามี


และพระอรหันต์”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive