“**เรื่องความหลุดพ้น เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะเป็นสมบัติของผู้มีจิตใจสูง
หรือของมนุษย์ทุกชาติ-ทุกภาษา ทุกเพศ-ทุกวัย
การศึกษาหาทางหลุดพ้น ต้องศึกษาที่เนื้อ-ที่ตัวของเรา
อันกว้างศอก-ยาววา-หนาคืบนี้
ต้องศึกษา รู้จำ-รู้จัก-รู้แจ้ง-รู้จริงในสิ่งนั้น
จึงจะหลุดพ้นออกมาได้**
ขั้นต้น ต้องหลุดพ้นจากความงมงาย-ไร้สาระ
การศึกษาหาทางหลุดพ้นในเรื่องนี้
ต้องศึกษาหาสิ่งที่เราหลงยึดมั่น-ถือมั่น
เมื่อรู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว ก็ต้องปล่อยวางสิ่งที่สมมตินั้นได้เด็ดขาด
หากเป็นฆราวาส-ญาติโยม ก็เรียกว่า‘เป็นพระอริยบุคคล’
ถ้าหากบวชเป็นพระภิกษุ ก็เรียกว่า‘พระอริยสงฆ์’
คำว่า‘อาสวะ’ คือกิเลสที่หมักดอง
เหมือนตมเลนที่หมักดองอยู่กับน้ำ และไหลอยู่ไม่ขาดสาย
ผู้ที่ตัดขาด หรือผู้ที่หลุดพ้นออกมาได้
ก็เรียกว่า‘พระอริยบุคคล-อริยสงฆ์สาวก’
ตัวอย่างเช่น คนที่เคยเคี้ยวหมาก-สูบบุหรี่
แล้วเลิกละสิ่งเหลานั้นได้โดยเด็ดขาด ก็เรียกว่า‘หลุดพ้น’
คนเคยดื่มสุรา-เล่นการพนัน-ดูการละเล่น-เที่ยวกลางคืน-คบคนชั่ว
ต่อเมื่อรู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว
ก็งดเว้นจากสิ่งเหล่านั้น เลิกละได้เด็ดขาด-ไม่ทำสิ่งนั้นอีก
ก็เรียกว่า‘หลุดพ้นจากสิ่งนั้น’
เคยดูฤกษ์-ดูยาม เคยติดเครื่องราง-ของขลังศักดิ์สิทธิ์
**เมื่อรู้สึกตัวว่าเป็นสิ่งสมมติ ก็เลิกละได้เด็ดขาด
ไม่ยึดติด-ไม่ข้องแวะกับสิ่งเหล่านั้นอีก ก็เรียกว่า‘หลุดพ้น’**
นี้เป็นการให้ข้อคิดสะกิดใจ
เรื่องหลุดพ้นมีมาก
เช่น มโหสบคบงันต่าง ๆ ถ้าเลิกละได้-ก็เรียกว่า‘หลุดพ้น’
การกลัวผี-เทวดาก็เหมือนกัน เป็นเรื่องสมมติ
เงิน-ทอง-เพชรนิลจินดา ก็ยังเป็นสมมมติ
**ต้องศึกษาให้รู้แจ้ง-รู้จริงในหน้าที่ของสมมติ
คือให้เราอยู่เหนือสมมติ แต่ทำตามสมมติให้ถูกต้อง**
เช่น การสมมติว่าสวย-ว่างาม ว่าดี-ว่าชั่ว
ตลอดจนการให้ทาน-รักษาศีล ก็ยังเรียกว่า‘สมมติ’
**หากรู้แจ้ง-รู้จริง ก็ไม่ควรยึดมั่น-ถือมั่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น**
เพราะว่ายังละความโกรธ-ความโลภ-ความหลงไม่ได้
การกระทำสิ่งใดก็ตาม แม้ส่วนดีจะมีอยู่มาก
แต่ถ้าหากเราเลิกละจากความงมงายไม่ได้
ก็เรียกว่า‘ปุถุชน’ เพราะจิตใจยังต่ำ
ตรงกันข้าม หากเลิกละได้-ก็เรียกว่า‘มนุษย์ผู้มีใจสูง’
*ที่เราว่าดี-ว่าชั่วนั้น มันเกิดจากกิเลสที่หมักดองอยู่
แล้วยึดมั่น-ถือมั่น เรียกว่า‘อุปาทาน’
เป็นทุกข์ทรมานสำหรับผู้ที่โง่เขลา*
**พุทธศาสนาจึงสอนให้เจริญสติ-เจริญปัญญา
ให้เกิดการรู้แจ้ง-รู้จริง แล้วก็หลุดพ้นได้จริง ๆ
ไม่ว่ายุคใด-สมัยใด ทุกคนสามารถเป็นพระได้ทางจิต-ทางใจ
ไม่ว่าชนชาติไหน-ภาษาใด นับถือศาสนาไหน
นุ่งห่มผ้าสีอะไร ผู้หญิง-ผู้ชาย เด็ก-ผู้ใหญ่
เพราะความหลุดพ้นนั้นมีอยู่แล้ว
ชีวิต-จิตใจของทุกคนมีความสะอาด-ความสว่าง-ความสงบอยู่แล้ว
เพียงแต่เขาผู้นั้นจะมาศึกษาถึงความหลุดพ้นหรือไม่เท่านั้นเอง**
แม้ท่านจะมีเงินร้อยล้าน-พันล้าน ก็หาซื้อไม่ได้
เพราะไม่มีบริษัทห้างร้านที่ไหนขายชีวิต-จิตใจ
**เมื่อท่านเป็นมนุษย์แล้ว จงอย่าให้ชีวิตขาดทุน
ทางหลุดพ้นจริง ๆ ต้องมาเจริญสติ-มีความรู้สึกตัว
จึงจะสงบ จึงจะหลุดพ้นจากโทสะ-โมหะ-โลภะ
หลุดพ้นจากกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรมต่าง ๆ
ความไม่ยึดมั่น-ไม่ถือมั่น มีอยู่แล้ว
ต้องแสวงหาให้รู้แจ้ง-รู้จริง**
ความหลุดพ้นในทุก ๆ ศาสนา มี ๔ อย่าง-หรือ ๔ ระดับ
การรู้แจ้ง-รู้จริง ก็มี ๔ ระดับ
การตรัสรู้ ก็มี ๔ ระดับ
คือ พระโสดาบัน-พระสกิทาคามี-พระอนาคามี
และพระอรหันต์”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ