DM-0145 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-28

“…**มันเป็นวิธีบวกกับลบ-เรื่องนี้**


สมมติว่าเรามีความหลง ทุกคนเป็นอย่างนั้น ๑๐๐%


เราไม่เคยเห็น จับต้นความคิดของเราไม่ได้


บัดนี้เมื่อเราได้ยิน-ได้ฟัง


พิจารณาถึงคำพูดที่พระพุทธเจ้าได้เจริญวิปัสสนาว่า


‘ได้ตรัสรู้เพราะการบำเพ็ญทางจิต’


**เรามาคอยมีสติ


คอยดูความคิดของเรา ที่คนอื่นมองไม่เห็น


จะเห็นได้เฉพาะตัวเราคนเดียวเท่านั้น


วันหนึ่ง เราเห็นความคิดของเราครั้งหนึ่ง


สมมติว่าเราไม่เคยเห็นความคิดของเรา ๑๐๐%


เราก็เห็นครั้งเดียว เห็นยาว ๆ


บัดนี้ เมื่อมันคิดเป็นเรื่อง-เป็นราว


เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจ-เราสัมผัสได้


ความคิดนั้นจะหยุดลง มันจะไม่ถูกปรุงไป


เมื่อเราเห็นมันหยุดลงแล้ว


เราก็ได้มา ๑ ครั้ง หรือ ๑% แล้ว


ที่มันมีอยู่ ๑๐๐% มันจะลดลงมา(เหลือเพียง) ๙๙%


เราได้มา ๑% แล้ว


บัดนี้เมื่อเราคอยดูอย่างนี้ เราเห็น ๒ ครั้งขึ้นมา


เราก็ได้ ๒% มากทางนี้ขึ้น


ทางนั้นก็น้อยลงมาเหลืออยู่ ๙๘(%)


สมมติบัดนี้เราเห็นความคิดของเราได้ ๑๐%


ทางนั้นก็ยังเหลืออยู่ ๙๐% เท่านั้น


เราทำบ่อย ๆ ดูบ่อย ๆ ไปไหน-มาไหน


เข้าห้องน้ำ-ห้องส้วม แม้ทำการ-ทำงานทุกวิธี


เราดูจิตใจของเรา


เราเห็นจิตใจของเราที่มันกำลังเกิดขึ้น


นึกคิดอะไร ก็ทิ้งไป


ทิ้งไป เหมือนกับวิดน้ำออกจากในบ่อนั่นเอง


ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อเราเห็นมากขึ้น-มากขึ้น


ทางนั้นก็ลดน้อยลง-ลดน้อยลง


อ้าว-สมมติว่าเราเห็น ๕๐%


ทางนั้นก็ยังเหลืออยู่ ๕๐% เท่าตัว


เมื่อเท่าตัวนั้น


คนที่มีปัญญาก็สามารถที่จะบังคับได้เล็ก ๆ น้อย ๆ


เมื่อเราเห็นถึง ๙๐% มันก็ยังเหลืออยู่เพียง ๑๐% เท่านั้น


เมื่อเราทำความเข้าใจ


ให้เห็นจิตใจของเรานึกคิดอะไร รู้เท่า-รู้ทัน


เห็นแจ้ง-เอาชนะได้ทุกครั้งทุกคราว ๑๐๐%


ความหลงผิดก็ไม่มี


อันนี้แหละเป็นวิธีการบำเพ็ญทางจิต**


ถ้าพูดอย่างนี้ อาจจะขัดใจพวกท่านที่เคยศึกษาเล่าเรียน


นักธรรมตรี-โท-เอก หรือบาลมบาลีมาก็ตาม


หรือว่าท่านศึกษาเล่าเรียนฝ่ายโลกมา


จนได้ปริญญาตรี-โท-เอกก็ตาม


คำว่า‘อวิชชา’ในปฏิจจสมุปบาท ท่านว่า‘ความไม่รู้’


‘อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร


สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ


วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนาม-รูป


นาม-รูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ


อายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ


ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา


เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา


ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน


อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ


ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ


ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์’


ว่าอย่างนั้น


แต่เมื่อมาพิจารณาสั้น ๆ ไม่ต้องเรียนปฏิจจสมุปบาทก็ได้


*‘อวิชชา’ แปลว่าความไม่รู้


(มันรู้)-แต่มันรู้ผิด มันรู้แก้ทุกข์ไม่ได้


คน-ไม่ใช่ว่าไม่รู้ มันนึก-มันคิดเป็น


แม้จะเป็นคนบ้าใบ้-เสียจริต มันก็นึก-ก็คิดเป็น


คำว่า‘อวิชชา’ ในความหมายของปฏิจจสมุปบาทนั้น


คือ ไม่เห็นจิตใจ


ไม่เห็นจิตใจของเราที่กำลังปรุงแต่งไปด้วยสังขาร


เพราะจิตใจของเรามันไหลไปตามกระแสอารมณ์


มันชอบอันใด มันต้องนึก-ต้องคิด


คนเจริญวิปัสสนา หรือเจริญกรรมฐานก็ตาม


เมื่อทำให้จิตใจสงบแล้ว


ต้องไปนึก-ไปคิด ไปตริตรอง-ขบคิดในปัญหาข้อนั้น ๆ


อันนั้นแหละเป็น‘อวิชชา’ คือไปนึก-ไปคิดขึ้นมา


เราไปสร้างขึ้นมา อันนี้แหละเราไม่เข้าใจ


คำว่า‘เห็นนิมิต’ เราไปสร้างของไม่มี-ให้มันมีขึ้นมา*…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive