DM-0142 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-25

“ผู้เขียนเป็นคนไทยแท้ พ่อก็เป็นคนไทย-แม่ก็เป็นคนไทย


ตัวเองก็เกิดในเมืองไทย จึงเป็นคนไทยแท้ ๑๐๐%


พ่อก็เป็นชาวพุทธ แม่ก็เป็นชาวพุทธ


ตัวเองเกิดมาก็ต้องเป็นชาวพุทธ ๑๐๐%


เมื่อเป็นเด็ก พ่อ-แม่ก็ต้องสอนให้กราบพระ


พอเติบโตขึ้นมาหน่อย พ่อ-แม่ก็สอนให้ตักบาตรพระตอนเช้า


แล้วสอนให้เอาจังหันไปส่งพระ-เณรในวัดตอนเช้า


ตอนกลางวัน พระ-เณรตีกลองเพล


พ่อ-แม่ก็สอนให้เอาอาหารเพลไปส่งพระ-เณรที่วัดอีก


ตอนเย็น พ่อก็นำไปอาบน้ำกับพระ-ตักน้ำให้พระด้วย


แล้วก็เก็บดอกไม้ให้พระบูชาพระพุทธรูปในวัด


เอามาบูชาที่บ้านด้วย การเด็ดเอาดอกไม้-ก็มีคำขอ


พ่อสอนให้ว่า ‘เอกะเอกา-ขอมาลานำต้นเจ้า แต่ต้นเจ้าให้บุญสู่คน’


ว่าแล้วก็เอาดอกไม้


พ่อตายจากแต่เมื่อยังเป็นเด็ก จำคำสอนของพ่อได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง


เมื่อพอจะเป็นเณรได้ ก็มีผู้เอาบวชเป็นเณร


ได้เรียนหนังสือธรรม-หนังสือลาวที่เขียนไว้เป็นใบลาน


พอเขียนได้-อ่านออก และยังได้เรียนกรรมฐานด้วย


เมื่อมีโยมมาทำบุญ-ทำทาน ก็เอาหนังสือที่เรียนนั่นแหละไปแสดง


ไปอ่าน-ไปสอนให้ญาติโยมฟังตามธรรมเนียมของพระ-เณร


เป็นเณรอยู่ ๑ ปี ๖ เดือน แล้วก็สึกออกมาทำนา-ทำสวน


เมื่อมีการทำบุญ-ทำทาน ก็ไปฟังธรรมะจากพระ-เณร


พระ-เณรก็อ่านหนังสือให้ฟังอีก


พออายุ ๒๐ ปี ก็บวชเป็นพระอีก ๖ เดือน


เมื่อญาติโยมมาทำบุญ-ทำทาน


ก็เอาหนังสือใบลานไปอ่าน-ไปสอนให้ญาติโยมฟังเหมือนเดิม


แล้วก็สึกออกมาทำนา-ทำสวน


เมื่อมีการทำบุญ-ทำทาน ก็ไปเป็นผู้นำไหว้พระ-รับศีล


ฟังพระ-เณรอ่านหนังสือให้ฟังอีก กลับไป-กลับมา


รู้จำ-รู้จัก ทำตามกันมาอย่างนั้น


มีการทำบุญเดือน ๕ เดือน ๖ ประจำปี


ทำบุญมหาชาติ-ชาดกเรื่องเวชสันดรบ้าง-ทำบุญสังฮอมธาตุบ้าง


มีดอกไม้เงิน-ดอกไม้(ทอง)คำเป็นค่ากัณฑ์เทศน์แสดงธรรม


ถือว่ามีอานิสงส์มาก ทำอะไรก็ทำเพื่อเอาอานิสงส์ทั้งนั้น


สิ่งเหล่านั้น-ได้ทำมาแล้ว นอกจากนั้นยังได้บวชพระ


สร้างถาวรวัตถุบางอย่าง เช่น โบสถ์-วิหาร ศาลาการเปรียญ


สร้างสะพาน ทำถนนหนทางเพื่อเอาบุญทั้งนั้น


สร้างกองกฐิน-ทอดผ้าป่า บังสกุล…*มีแต่จะเอาบุญทั้งนั้น


แต่ก็ไม่รู้ว่าบุญคืออะไร-อยู่ที่ไหน…ไม่รู้


ความไม่รู้จริงนั่นแหละ คนโบราณท่านสอนเอาไว้ว่า


เหมือนคนตาบอดคลำช้าง*


คนตาบอด ๘ คน


คนหนึ่งคลำหางช้าง ว่าตัวช้างคือไม้กวาด


คนคลำขาช้าง ว่าตัวช้างคือสูบ(เสาเรือน)


คนคลำท้องช้าง ว่าตัวช้างคือเพดาน


คนคลำด้านข้างลำตัว ก็ว่าช้างเหมือนฝาเรือน


คนคลำหูช้าง ว่าช้างคือกระด้งฝัดข้าว


คนคลำหลังช้าง ว่าตัวช้างคือแปเรือน(หลังคาเรือน)


คนคลำงวงช้าง ว่าตัวช้างคือปลิง


คนคลำงาช้าง ว่าตัวช้างคือสากตำข้าว


คนทั้ง ๘ นั้น พูดไม่เหมือนกัน


ก็ชวนกันไปทำความเข้าใจกันให้ได้ที่ใต้ต้นมะตูม


ขณะที่ประชุมกันอยู่นั้น ผลมะตูมหล่นลงมาถูกหลัง


ก็เลยเป็นเหตุให้ทะเลาะกัน ชกต่อยกัน


ฉะนั้น คนตาบอดจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง


เมื่อมีคนตาดีมาพูดให้ฟัง ก็ยังไม่ฟังเสียงอีก


*ทุกวันนี้การนับถือศาสนาทุกศาสนา ที่กำลังเป็นอยู่-มีอยู่


เหมือนคนตาบอดคลำช้าง ศาสนาจึงมีมากในเมืองไทย


มีแบบผี แบบพราหมณ์ แบบคริสต์-อิสลาม


แล้วยังแยกเป็นพุทธไทย-พุทธจีน-พุทธพม่า-พุทธลังกา-พุทธอินเดียอีก


ที่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่รู้จริง*


**ผู้รู้ธรรม-เห็นธรรม จะกล่าวถึงสิ่งเดียวเท่านั้น


คือชีวิตจิตใจของคน ซึ่งเหมือนกันทุกชาติ-ทุกภาษา


ถ้าไม่พูดถึงชีวิตจิตใจของคนแล้ว คำสอนนั้นเป็นโมฆะ


ผู้รู้ธรรม-เห็นธรรม อาจจะใช้กุศโลบายหรือวิธีการแตกต่างกัน


แต่ก็เพื่อสอนคนให้ฉลาดขึ้น…ให้รู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้


รู้จักเอาชนะความคิดปรุงแต่งของตนเองได้


ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่


นุ่งผ้าสีอะไร ก็เหมือนกัน


ผู้เขียนแน่ใจว่า คนทุกข์เพราะไม่รู้จริง


ทุกข์เพราะถูกความโลภ-ความโกรธ-ความหลง มันตบหน้าเอาเสียจริง ๆ**”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive