“ผู้เขียนเป็นคนไทยแท้ พ่อก็เป็นคนไทย-แม่ก็เป็นคนไทย
ตัวเองก็เกิดในเมืองไทย จึงเป็นคนไทยแท้ ๑๐๐%
พ่อก็เป็นชาวพุทธ แม่ก็เป็นชาวพุทธ
ตัวเองเกิดมาก็ต้องเป็นชาวพุทธ ๑๐๐%
เมื่อเป็นเด็ก พ่อ-แม่ก็ต้องสอนให้กราบพระ
พอเติบโตขึ้นมาหน่อย พ่อ-แม่ก็สอนให้ตักบาตรพระตอนเช้า
แล้วสอนให้เอาจังหันไปส่งพระ-เณรในวัดตอนเช้า
ตอนกลางวัน พระ-เณรตีกลองเพล
พ่อ-แม่ก็สอนให้เอาอาหารเพลไปส่งพระ-เณรที่วัดอีก
ตอนเย็น พ่อก็นำไปอาบน้ำกับพระ-ตักน้ำให้พระด้วย
แล้วก็เก็บดอกไม้ให้พระบูชาพระพุทธรูปในวัด
เอามาบูชาที่บ้านด้วย การเด็ดเอาดอกไม้-ก็มีคำขอ
พ่อสอนให้ว่า ‘เอกะเอกา-ขอมาลานำต้นเจ้า แต่ต้นเจ้าให้บุญสู่คน’
ว่าแล้วก็เอาดอกไม้
พ่อตายจากแต่เมื่อยังเป็นเด็ก จำคำสอนของพ่อได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง
เมื่อพอจะเป็นเณรได้ ก็มีผู้เอาบวชเป็นเณร
ได้เรียนหนังสือธรรม-หนังสือลาวที่เขียนไว้เป็นใบลาน
พอเขียนได้-อ่านออก และยังได้เรียนกรรมฐานด้วย
เมื่อมีโยมมาทำบุญ-ทำทาน ก็เอาหนังสือที่เรียนนั่นแหละไปแสดง
ไปอ่าน-ไปสอนให้ญาติโยมฟังตามธรรมเนียมของพระ-เณร
เป็นเณรอยู่ ๑ ปี ๖ เดือน แล้วก็สึกออกมาทำนา-ทำสวน
เมื่อมีการทำบุญ-ทำทาน ก็ไปฟังธรรมะจากพระ-เณร
พระ-เณรก็อ่านหนังสือให้ฟังอีก
พออายุ ๒๐ ปี ก็บวชเป็นพระอีก ๖ เดือน
เมื่อญาติโยมมาทำบุญ-ทำทาน
ก็เอาหนังสือใบลานไปอ่าน-ไปสอนให้ญาติโยมฟังเหมือนเดิม
แล้วก็สึกออกมาทำนา-ทำสวน
เมื่อมีการทำบุญ-ทำทาน ก็ไปเป็นผู้นำไหว้พระ-รับศีล
ฟังพระ-เณรอ่านหนังสือให้ฟังอีก กลับไป-กลับมา
รู้จำ-รู้จัก ทำตามกันมาอย่างนั้น
มีการทำบุญเดือน ๕ เดือน ๖ ประจำปี
ทำบุญมหาชาติ-ชาดกเรื่องเวชสันดรบ้าง-ทำบุญสังฮอมธาตุบ้าง
มีดอกไม้เงิน-ดอกไม้(ทอง)คำเป็นค่ากัณฑ์เทศน์แสดงธรรม
ถือว่ามีอานิสงส์มาก ทำอะไรก็ทำเพื่อเอาอานิสงส์ทั้งนั้น
สิ่งเหล่านั้น-ได้ทำมาแล้ว นอกจากนั้นยังได้บวชพระ
สร้างถาวรวัตถุบางอย่าง เช่น โบสถ์-วิหาร ศาลาการเปรียญ
สร้างสะพาน ทำถนนหนทางเพื่อเอาบุญทั้งนั้น
สร้างกองกฐิน-ทอดผ้าป่า บังสกุล…*มีแต่จะเอาบุญทั้งนั้น
แต่ก็ไม่รู้ว่าบุญคืออะไร-อยู่ที่ไหน…ไม่รู้
ความไม่รู้จริงนั่นแหละ คนโบราณท่านสอนเอาไว้ว่า
เหมือนคนตาบอดคลำช้าง*
คนตาบอด ๘ คน
คนหนึ่งคลำหางช้าง ว่าตัวช้างคือไม้กวาด
คนคลำขาช้าง ว่าตัวช้างคือสูบ(เสาเรือน)
คนคลำท้องช้าง ว่าตัวช้างคือเพดาน
คนคลำด้านข้างลำตัว ก็ว่าช้างเหมือนฝาเรือน
คนคลำหูช้าง ว่าช้างคือกระด้งฝัดข้าว
คนคลำหลังช้าง ว่าตัวช้างคือแปเรือน(หลังคาเรือน)
คนคลำงวงช้าง ว่าตัวช้างคือปลิง
คนคลำงาช้าง ว่าตัวช้างคือสากตำข้าว
คนทั้ง ๘ นั้น พูดไม่เหมือนกัน
ก็ชวนกันไปทำความเข้าใจกันให้ได้ที่ใต้ต้นมะตูม
ขณะที่ประชุมกันอยู่นั้น ผลมะตูมหล่นลงมาถูกหลัง
ก็เลยเป็นเหตุให้ทะเลาะกัน ชกต่อยกัน
ฉะนั้น คนตาบอดจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง
เมื่อมีคนตาดีมาพูดให้ฟัง ก็ยังไม่ฟังเสียงอีก
*ทุกวันนี้การนับถือศาสนาทุกศาสนา ที่กำลังเป็นอยู่-มีอยู่
เหมือนคนตาบอดคลำช้าง ศาสนาจึงมีมากในเมืองไทย
มีแบบผี แบบพราหมณ์ แบบคริสต์-อิสลาม
แล้วยังแยกเป็นพุทธไทย-พุทธจีน-พุทธพม่า-พุทธลังกา-พุทธอินเดียอีก
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่รู้จริง*
**ผู้รู้ธรรม-เห็นธรรม จะกล่าวถึงสิ่งเดียวเท่านั้น
คือชีวิตจิตใจของคน ซึ่งเหมือนกันทุกชาติ-ทุกภาษา
ถ้าไม่พูดถึงชีวิตจิตใจของคนแล้ว คำสอนนั้นเป็นโมฆะ
ผู้รู้ธรรม-เห็นธรรม อาจจะใช้กุศโลบายหรือวิธีการแตกต่างกัน
แต่ก็เพื่อสอนคนให้ฉลาดขึ้น…ให้รู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้
รู้จักเอาชนะความคิดปรุงแต่งของตนเองได้
ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่
นุ่งผ้าสีอะไร ก็เหมือนกัน
ผู้เขียนแน่ใจว่า คนทุกข์เพราะไม่รู้จริง
ทุกข์เพราะถูกความโลภ-ความโกรธ-ความหลง มันตบหน้าเอาเสียจริง ๆ**”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ