DM-0141 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-24

“ปัญหาของคนเรานี้ สลับซับซ้อนมาก


ปัญหาแรกก็เรื่องกิน-เรื่องถ่าย เรื่องไป-เรื่องมา การยืน-เดิน-นั่ง-นอน


แล้วก็เรื่องสุข-ทุกข์ กลางวัน-กลางคืน เรื่องบาป-บุญ


และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องนรก-สวรรค์


นี่เป็นปัญหาสำคัญของคนทั่วไป


ไม่ว่าอดีตที่ผ่านมาแล้ว หรือปัจจุบัน หรืออนาคตก็ตาม


มนุษย์ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ


เพราะมนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง


ถ้าขาดความหวังเสียอย่างเดียว รสชาติของความเป็นมนุษย์ก็หมด


ฉะนั้นความสุข-ความทุกข์ที่มนุษย์ได้รับ ก็เพียงแต่มีความหวังเท่านั้น


นี่เป็นการต่ออายุของมนุษย์


หากไม่สมปรารถนาชาตินี้ ชาติหน้า-เราก็ยังมีความหวัง


นึก-คิดปั้นขึ้นมา


นรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่ จะพิสูจน์ที่ตรงไหน


ให้คนรู้ได้-เห็นได้อย่างไร ?


นี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การพิสูจน์นรก-สวรรค์นั้น


ก่อนอื่นต้องเรียนรู้สิ่งสัมผัสของมนุษย์


ตัวอย่าง ประสาทสัมผัสของคนกับตาของแมว


เฉพาะในที่มืด ตาของคนสู้ตาของแมวไม่ได้


เอาแมวไปปล่อยในที่มืด แมวสามารถมองเห็นอะไรได้หลายอย่าง


เอาคนเข้าไปในห้องมืด ไม่มีวี่แวว-ไม่มีแสงสว่างเลย


ไม่สามารถมองอะไรเห็น เหมือนคนตาบอด


นอกจากนั้น คุณสมบัติการสัมผัสของตาระยะไกล-ใกล้…ก็ไม่เหมือนกัน


การเห็นระยะไกล ตาแมวสู้ตาคนไม่ได้


ส่วนการสัมผัสทางจมูก-การดมกลิ่น(ของ)คนกับสุนัข คนก็สู้สุนัขไม่ได้อีกเหมือนกัน


ความจริงเรื่องนรก-สวรรค์นี้ แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท


ประเภทที่ ๑ สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ-นิพพานก็อยู่ที่ใจ


คนโบราณ-ท่านสอนอย่างนี้ คือเอาคุณสมบัติของใจเป็นที่ตั้ง


ทุกขเวทนาทำให้จิตใจเศร้าหมองเป็นนรก


ตรงกันข้าม สุขเวทนาทำให้จิตใจเพลิดเพลินเป็นสวรรค์นี้มีอยู่ในอารมณ์(ทาง)ทวารทั้ง ๖


เราควรตัดสินความสุข-ความทุกข์ด้วยสภาพของจิตใจ อย่าไปตัดสินทางวัตถุ


แม้มหาเศรษฐีอยู่ตึกหลังใหญ่ ๆ ถ้านอนไม่หลับ


เอามือก่ายหน้าผากนั้น ก็ได้ชื่อว่านอนอยู่ในกะทะทองแดง


อย่างนี้ก็มีกันเยอะแยะ แต่ก็ไม่เสมอไป


ตรงกันข้าม บ้านหลังเล็ก ๆ ถ้านอนไม่หลับ


ก็เป็นกะทะทองแดงได้เหมือนกัน


**พุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์-เรื่องสุข เรื่องดับทุกข์เท่านั้น**


แต่นักโทษบางคน เห็นคุกเป็นวิมานไปก็มี


คนเหล่านั้นไปทำมาหากินลำบาก


ต้องไปแก่งแย่งเขากิน ไปสมัครงานก็ไม่มีใครรับ


ลูกเต้าก็ไม่มี เมียก็มีผัวใหม่


ถ้าเป็นผู้หญิง-ก็เหมือนกัน ถ้าสมัครใจอยู่ในคุก-กินข้าวหลวง


อยู่บ้านหลวง เสื้อผ้า-หลวงก็แจก น้ำ-ไฟ…ใช้ฟรี


อย่างนั้นจะถือเป็นสวรรค์ไม่ได้


ประเภทที่ ๒ นรก-สวรรค์ที่เห็นด้วยตา


ยกตัวอย่าง มหากษัตริย์-เจ้านายผู้มีวัตถุมากมาย


มีบริวารมากมาย ก็เรียกว่า‘เทวดาโดยสมมติ’


ตรงกันข้าม คนทุกข์เข็ญใจ-ง่อยเปลี้ยเสียขา พิกลพิการ-วิปริตต่าง ๆ


เรียกว่า‘สัตว์นรก’ที่เป็นวัตถุเห็นได้ด้วยตาในชีวิตสังคมปัจจุบันนี้


ประเภทที่ ๓ นรก-สวรรค์ที่ไม่เห็นด้วยตา


บางคนเข้าใจว่าสวรรค์อยู่บนฟ้า นรกอยู่ใต้ดิน


แต่ถ้ามาพิจารณา อาศัยการศึกษาสภาพแวดล้อม


จะเห็นว่าเครื่องบินขึ้นไปบนอากาศ


ไม่เห็นชนบ้านเทวดาพังลงมาสักที


ใต้ดินเขาก็เจาะน้ำบาดาล ก็ไม่เห็นพบกะทะทองแดง


**พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติธรรม


เพื่อรู้แจ้ง-เห็นจริงด้วยญาณปัญญาของตนเอง**


การให้ทานร้อยครั้งพันหน อานิสงส์สู้การรักษาศีลครั้งเดียวไม่ได้


การรักษาศีลร้อยครั้งพันหน อานิสงส์สู้การทำกรรมฐานให้จิตใจสงบครั้งเดียวไม่ได้


การทำกรรมฐานร้อยครั้งพันหน อานิสงส์สู้การเจริญสติให้เกิดญาณปัญญาครั้งเดียวไม่ได้


หากมีคนถาม ทำไมการเจริญวิปัสสนาญาณจึงมีอานิสงส์มาก ?


ก็ตอบได้ทันทีว่า **‘พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ก็ด้วยการเจริญสติ


ญาณจึงเกิดขึ้นในพระองค์’**


*การทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีล-ทำกรรมฐานให้จิตใจสงบนั้นดี


แต่ไม่ใช่เป็นทางตรัสรู้*


เทวดาอยู่บนสวรรค์จึงตกนรกได้ เมื่อมีการทำความผิด


เพราะความไม่รู้แจ้ง-ไม่รู้จริง


**การเจริญสติเท่านั้น ช่วยให้เกิดญาณปัญญารู้แจ้ง-เห็นจริง


ไม่ใช่การเรียนรู้จำมาจากตำรา-ครูบาอาจารย์สอนให้


ต้องให้รู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง จึงเรียกว่า‘ตรัสรู้’


ก็เลยตรงกับคำว่า‘สันทิฏฐิโก’ แปลว่าอันผู้รู้จะพึงเห็นเอง


‘อะกาลิโก’ แปลว่าไม่ประกอบด้วยกาลเวลา


จะเป็นเวลาไหนก็ได้ ถ้าเจริญสติถูกทาง**


เรื่องเห็นนรก-สวรรค์-ภูตผีปีศาจ


ต้องเห็นได้ด้วยปัญญาญาณอย่างทะลุปรุโปร่ง รู้แจ้ง-รู้จริง


แมว-สุนัข มันไม่มีญาณ…มันจึงไม่รู้เรื่องนรก-สวรรค์


**หากใครขาดการเจริญสติ วิปัสสนาญาณก็ยังไม่เกิด


คนผู้นั้นก็ยังไม่สิ้นสงสัย


เพราะยังไม่มีทัศนะ-การรู้ตามความคิด**”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive