“ปัญหาของคนเรานี้ สลับซับซ้อนมาก
ปัญหาแรกก็เรื่องกิน-เรื่องถ่าย เรื่องไป-เรื่องมา การยืน-เดิน-นั่ง-นอน
แล้วก็เรื่องสุข-ทุกข์ กลางวัน-กลางคืน เรื่องบาป-บุญ
และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องนรก-สวรรค์
นี่เป็นปัญหาสำคัญของคนทั่วไป
ไม่ว่าอดีตที่ผ่านมาแล้ว หรือปัจจุบัน หรืออนาคตก็ตาม
มนุษย์ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ
เพราะมนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง
ถ้าขาดความหวังเสียอย่างเดียว รสชาติของความเป็นมนุษย์ก็หมด
ฉะนั้นความสุข-ความทุกข์ที่มนุษย์ได้รับ ก็เพียงแต่มีความหวังเท่านั้น
นี่เป็นการต่ออายุของมนุษย์
หากไม่สมปรารถนาชาตินี้ ชาติหน้า-เราก็ยังมีความหวัง
นึก-คิดปั้นขึ้นมา
นรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่ จะพิสูจน์ที่ตรงไหน
ให้คนรู้ได้-เห็นได้อย่างไร ?
นี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การพิสูจน์นรก-สวรรค์นั้น
ก่อนอื่นต้องเรียนรู้สิ่งสัมผัสของมนุษย์
ตัวอย่าง ประสาทสัมผัสของคนกับตาของแมว
เฉพาะในที่มืด ตาของคนสู้ตาของแมวไม่ได้
เอาแมวไปปล่อยในที่มืด แมวสามารถมองเห็นอะไรได้หลายอย่าง
เอาคนเข้าไปในห้องมืด ไม่มีวี่แวว-ไม่มีแสงสว่างเลย
ไม่สามารถมองอะไรเห็น เหมือนคนตาบอด
นอกจากนั้น คุณสมบัติการสัมผัสของตาระยะไกล-ใกล้…ก็ไม่เหมือนกัน
การเห็นระยะไกล ตาแมวสู้ตาคนไม่ได้
ส่วนการสัมผัสทางจมูก-การดมกลิ่น(ของ)คนกับสุนัข คนก็สู้สุนัขไม่ได้อีกเหมือนกัน
ความจริงเรื่องนรก-สวรรค์นี้ แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท
ประเภทที่ ๑ สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ-นิพพานก็อยู่ที่ใจ
คนโบราณ-ท่านสอนอย่างนี้ คือเอาคุณสมบัติของใจเป็นที่ตั้ง
ทุกขเวทนาทำให้จิตใจเศร้าหมองเป็นนรก
ตรงกันข้าม สุขเวทนาทำให้จิตใจเพลิดเพลินเป็นสวรรค์นี้มีอยู่ในอารมณ์(ทาง)ทวารทั้ง ๖
เราควรตัดสินความสุข-ความทุกข์ด้วยสภาพของจิตใจ อย่าไปตัดสินทางวัตถุ
แม้มหาเศรษฐีอยู่ตึกหลังใหญ่ ๆ ถ้านอนไม่หลับ
เอามือก่ายหน้าผากนั้น ก็ได้ชื่อว่านอนอยู่ในกะทะทองแดง
อย่างนี้ก็มีกันเยอะแยะ แต่ก็ไม่เสมอไป
ตรงกันข้าม บ้านหลังเล็ก ๆ ถ้านอนไม่หลับ
ก็เป็นกะทะทองแดงได้เหมือนกัน
**พุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์-เรื่องสุข เรื่องดับทุกข์เท่านั้น**
แต่นักโทษบางคน เห็นคุกเป็นวิมานไปก็มี
คนเหล่านั้นไปทำมาหากินลำบาก
ต้องไปแก่งแย่งเขากิน ไปสมัครงานก็ไม่มีใครรับ
ลูกเต้าก็ไม่มี เมียก็มีผัวใหม่
ถ้าเป็นผู้หญิง-ก็เหมือนกัน ถ้าสมัครใจอยู่ในคุก-กินข้าวหลวง
อยู่บ้านหลวง เสื้อผ้า-หลวงก็แจก น้ำ-ไฟ…ใช้ฟรี
อย่างนั้นจะถือเป็นสวรรค์ไม่ได้
ประเภทที่ ๒ นรก-สวรรค์ที่เห็นด้วยตา
ยกตัวอย่าง มหากษัตริย์-เจ้านายผู้มีวัตถุมากมาย
มีบริวารมากมาย ก็เรียกว่า‘เทวดาโดยสมมติ’
ตรงกันข้าม คนทุกข์เข็ญใจ-ง่อยเปลี้ยเสียขา พิกลพิการ-วิปริตต่าง ๆ
เรียกว่า‘สัตว์นรก’ที่เป็นวัตถุเห็นได้ด้วยตาในชีวิตสังคมปัจจุบันนี้
ประเภทที่ ๓ นรก-สวรรค์ที่ไม่เห็นด้วยตา
บางคนเข้าใจว่าสวรรค์อยู่บนฟ้า นรกอยู่ใต้ดิน
แต่ถ้ามาพิจารณา อาศัยการศึกษาสภาพแวดล้อม
จะเห็นว่าเครื่องบินขึ้นไปบนอากาศ
ไม่เห็นชนบ้านเทวดาพังลงมาสักที
ใต้ดินเขาก็เจาะน้ำบาดาล ก็ไม่เห็นพบกะทะทองแดง
**พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติธรรม
เพื่อรู้แจ้ง-เห็นจริงด้วยญาณปัญญาของตนเอง**
การให้ทานร้อยครั้งพันหน อานิสงส์สู้การรักษาศีลครั้งเดียวไม่ได้
การรักษาศีลร้อยครั้งพันหน อานิสงส์สู้การทำกรรมฐานให้จิตใจสงบครั้งเดียวไม่ได้
การทำกรรมฐานร้อยครั้งพันหน อานิสงส์สู้การเจริญสติให้เกิดญาณปัญญาครั้งเดียวไม่ได้
หากมีคนถาม ทำไมการเจริญวิปัสสนาญาณจึงมีอานิสงส์มาก ?
ก็ตอบได้ทันทีว่า **‘พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ก็ด้วยการเจริญสติ
ญาณจึงเกิดขึ้นในพระองค์’**
*การทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีล-ทำกรรมฐานให้จิตใจสงบนั้นดี
แต่ไม่ใช่เป็นทางตรัสรู้*
เทวดาอยู่บนสวรรค์จึงตกนรกได้ เมื่อมีการทำความผิด
เพราะความไม่รู้แจ้ง-ไม่รู้จริง
**การเจริญสติเท่านั้น ช่วยให้เกิดญาณปัญญารู้แจ้ง-เห็นจริง
ไม่ใช่การเรียนรู้จำมาจากตำรา-ครูบาอาจารย์สอนให้
ต้องให้รู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง จึงเรียกว่า‘ตรัสรู้’
ก็เลยตรงกับคำว่า‘สันทิฏฐิโก’ แปลว่าอันผู้รู้จะพึงเห็นเอง
‘อะกาลิโก’ แปลว่าไม่ประกอบด้วยกาลเวลา
จะเป็นเวลาไหนก็ได้ ถ้าเจริญสติถูกทาง**
เรื่องเห็นนรก-สวรรค์-ภูตผีปีศาจ
ต้องเห็นได้ด้วยปัญญาญาณอย่างทะลุปรุโปร่ง รู้แจ้ง-รู้จริง
แมว-สุนัข มันไม่มีญาณ…มันจึงไม่รู้เรื่องนรก-สวรรค์
**หากใครขาดการเจริญสติ วิปัสสนาญาณก็ยังไม่เกิด
คนผู้นั้นก็ยังไม่สิ้นสงสัย
เพราะยังไม่มีทัศนะ-การรู้ตามความคิด**”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ