“…**การเจริญสติแบบที่อาตมาพูดมานี้ ไม่ต้องนั่งหลับตา
ไปไหน ก็ให้มีสติตามรู้การทำการ-ทำงาน
ขุดดิน-ฟันไม้ ก็มีสติกำหนดรู้
ไม่ต้องนั่งหลับตาก็ได้ จะถือศีลก็ได้
‘ศีล’ แปลว่าปกติ
คำว่า‘ปกติ’ในที่นี้ คือปกติกาย-ปกติวาจา-ปกติใจ**
ถ้ากายนี้ซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ก็ต้องไม่ลักขโมยของใคร
หรือถ้าวาจาเป็นปกติแล้ว ก็ต้องไม่โกหก-พูดเท็จ
อันนี้แปลว่า‘ปกติ’
**จิตใจมันนึก-มันคิดขึ้นมา เราก็ต้องเห็น-ต้องรู้
เมื่อมันผิดปกติ เราต้องรู้ทันที**
กายเรามันจะเคลื่อนไหว
กายไปทำทุจริต ลักของพี่-ของน้อง
หรือจะไปชก-ไปต่อย-ไปตีอะไร นั่นมันผิดปกติแล้ว
หรือจะไปกราบ-ไปไหว้อะไรก็ดี
อันส่วนทำดีนั้น-ก็ดี แต่ส่วนไปทำชั่ว-ก็มีมาก
มันเป็นอย่างนั้น
*กายกับวาจานี้ ก่อนจะทำอะไรลงไป-ต้องใจเป็นตัวสั่ง*
ตอนนี้แหละท่านผู้ฟังทั้งหลาย
เราจำเป็นต้องพูดถึงจิตใจ
*จิตใจมันนึก-มันคิดขึ้นมา
คิดดีก็ผิดปกติแล้ว คิดชั่วก็ผิดปกติแล้ว*
ผิดปกติทางดี เรียกว่า‘มืดสีขาว’
ผิดปกติทางชั่ว เรียกว่า‘มืดสีดำ’
**อัน‘ปกติ’นั้น มันมีอยู่แล้วในทุกคน-ไม่ยกเว้น**
คำว่า‘ปกติ’ในที่นี้ เราเรียกว่า‘ศีล’
ศีลนั้น ไม่ได้หมายถึง ศีล ๕ ศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๗
ศีลเหล่านั้น ไม่ต้องพูดถึงก็ได้
เพราะท่านทั้งหลายได้ตั้งจิตใจแล้วว่า
จะ**มาเจริญสติ มาเจริญวิปัสสนา
เพื่อเอาไปใช้กับชีวิตประจำวันของเรา
ไม่ให้ชีวิตของเราเป็นทุกข์
คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น
ไม่ได้เป็นพิธีรีตอง
ไม่ได้เป็นเครื่องราง-ของขลังอะไรทั้งหมดเลย
เป็นแต่เพียงสอนให้เรามาศึกษาให้รู้
แล้วนำไปใช้กับชีวิตประจำวันของเราเพื่อแก้ทุกข์เท่านั้น
ถ้าเราแก้ทุกข์ได้น้อย
ความทุกข์ของเราก็มีเหลือไม่ถึง ๑๐๐ %
คือ มีความสุขขึ้นมาแทน
ถ้าหากเราแก้ทุกข์ได้มาก ๆ
ความทุกข์ก็ลดน้อยลง-น้อยลง
เราก็มีความสุขมากขึ้น
ถ้าเราแก้ทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีทุกข์แล้ว
อันนี้แหละถูกต้องจริง ๆ
เรียกว่า‘เต็มสมบูรณ์’จริง ๆ** …”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ