“…(บุคคล-ภิกษุที่เป็นอาบัติปาราชิกตามตำรานั้น)
คำว่า‘เสพเมถุน ๑’ ในตำรับ-ตำราบอกว่าเพศตรงกันข้าม
จะเป็นเพศอะไรก็ตาม คำว่า‘เพศตรงข้าม’
‘ลักของเขา (๑)’ หมายถึง (ของ)ราคา ๕ มาสก
เมื่อราคา ๕ มาสก มาสกหนึ่ง(เท่ากับ) ๒๐ สตางค์
๕ มาสก-(ก็) ๑๐๐ สตางค์ ขาดจากความเป็นภิกษุ
เจริญธรรมะไม่ได้ หรือเจริญวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า
ไม่สามารถที่จะเห็นธรรมได้ ว่าอย่างนี้
‘ฆ่าสัตว์ ๑’ หมายถึงจะเป็นสัตว์เดรัจฉานผู้ที่มีคุณ
เช่น วัว-ควาย ช้าง-ม้า กระบือต่าง ๆ เหล่านั้นแหละ
หรือว่าฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์ ว่าอย่างนี้ก็ได้
ถ้าพูดสั้น ๆ ก็เรียกว่า‘ฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์’
ว่าอย่างนี้
คนจำพวกที่ฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์นั้น
ก็เป็นอาบัติปาราชิก เจริญวิปัสสนาไม่ได้
‘พูด(อวด)อุตริมนุสธรรม (๑)’
คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตน
อันนี้ก็เป็นอาบัติปาราชิก เจริญวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า
หรือไม่เข้าใจธรรมะนั้นเอง
ถ้าเพียงแค่นี้ มันก็ยังไม่พอ
คำว่า‘เสพเมถุน ๑’นี้ มันจะนอกตำรา
แต่เมื่อท่านฟัง ก็ต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
หมายถึง‘บุคคลผู้ยังมีอวิชชา’
*มีโมหะ…หลง-ไม่รู้จริง คือไม่เห็นชีวิต
ไม่เห็นจิตใจของเราที่ปรากฏ กำลังนึกคิดขึ้นมานั้นเอง
เรียกว่า‘เสพเมถุน’
คืออยู่กับปัญญาที่เลวทราม อยู่กับโมหะนั่นเอง
ไม่ได้อยู่กับสติ-สมาธิ-ปัญญา*
มันจึงตรงกันข้ามกับ(คำ)ว่า‘อยู่กับบัณฑิต’
(เพราะ)อยู่กับคนพาล
**ถ้าอยู่กับบัณฑิต ก็ต้องอยู่ด้วยสติ-สมาธิ-ปัญญา
เห็นแจ้งอยู่ทุกขณะจิต* อันนี้เรียกว่า‘อยู่กับบัณฑิต’
*ถ้าหากอยู่กับคนพาล ก็อยู่ด้วยโมหะ-โทสะ-โลภะนี้*
เรียกว่า‘เสพเมถุน’
‘ลักของเขา ๑’ หมายถึงการทรงจำจากตำรับ-ตำรา
หรือทรงจำจากคำพูดของคนอื่น
ได้ยิน-ได้ฟัง แล้วจำมาเล่า ๆ กันไป
เพราะธรรมเหล่านั้นยังไม่ปรากฏขึ้นมา
ภายในจิตใจของเรา เรายังไม่เห็นธรรม
เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าพูดกับพระวักกลินั่นเอง
ต่อเมื่อเราเห็นธรรมะแล้ว เข้าใจธรรมะแล้ว
จึงจะไม่เป็น(การ)ลักของคนอื่นมาพูด
*เราต้องเอาธรรมะที่เรากำลังเห็น-กำลังนึก-กำลังคิด
ประสบพบเห็นได้นั้น มาเล่าให้คนอื่นฟัง
จึงจะไม่เป็นการลักของคนอื่น*
‘ฆ่าสัตว์ ๑’ ไม่ได้หมายเฉพาะแต่อย่างเดียว
คือฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์
*ฆ่าสัตว์ หมายถึงการฆ่าตัวเอง*
**มรรคผลนิพพาน-ความไม่มีทุกข์
ชีวิตของเราไม่เกลือกกลั้วด้วยความสกปรก
ชีวิตของเรามันมีความสะอาด-สว่าง มีความสงบ
เต็มดวงอยู่เหมือนกับพระอาทิตย์
หรือพระจันทร์-ดวงดาวเหล่านั้น
ที่เราไม่เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์-ดวงดาวเหล่านั้น
เพราะเมฆหมอก หรือเมฆหมอกอย่างนี้แหละมาเกลือกกลั้ว**
การพูดของผมนั้น ผมพูดภาษากลางไม่ค่อยเป็น
แต่จำเป็น ก็นำมาพูดให้พวกท่านฟัง
เพราะพวกท่านต้องการฟังภาษากลาง
ที่ผมพูดนี้ ผมเป็นคนไทย ๑๐๐%
แต่ผมก็พูดภาษากลางไม่เป็น หรือ(ใช้)ภาษาไทยไม่ถูกต้อง
เพราะผมไม่เคยเรียนหนังสือไทย เป็นอย่างนั้น
ฉะนั้นจึงว่า *‘การฆ่าสัตว์นั้นหมายถึงการฆ่าตัวเอง’
คือผูกมัดตัวเองไว้ในกรงขัง
ไม่เอาตัวออกจากตำรับ-ตำรา* เหมือนกันกับรังไหม
ตามปกติ รังไหม-ตัวหม่อนหรือตัวอะไร
ที่มันทำเป็นยุ้ง-เป็นไหมน่ะ
มันเอาตัวของมันซุกเข้าไปในตัวมันแล้ว
มันก็ทำรังรอบนอกของมัน เอาใยพันตัวของมันเข้าไว้ในรัง
ผลที่สุด-มันก็ออกไม่ได้ ก็ต้องตายในรัง
ฉะนั้นการเชื่อตำรับ-ตำรานั้น
ก็อย่าเพิ่งเอาหัวถลำเข้าไปในตำรับ-ตำรามากเกินไป
**เราต้องวิจัยในสติปัญญาของเรา
ต้องเจริญสติปัญญาของเราให้เห็นแจ้ง-รู้จริงตามสภาวธรรม
ที่มันมีจริงอยู่ในคนทุก ๆ คน จะยกเว้นไม่ได้-ธรรมที่พูดนี้**
ฉะนั้นข้อต่อไปว่า
พูด(อวด)อุตริมนุสธรรม (๑)
คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่ไม่มีในตน)
แต่ธรรมที่ว่ารู้ธรรม-เห็นธรรม รู้ชีวิตนี้ รู้จิต-รู้ใจนี่
*ปุถุชน-คนธรรมดาไม่สามารถที่จะเห็นชีวิตตัวเอง
ไม่สามารถเห็นจิตใจตัวเอง เราไปเห็นมายา
คือความคิดที่มันถูกปรุงไปนั้น
เราก็เลยไปจดจำเอาความคิดที่มันถูกปรุงไปนั้น ไปพูด
อันนี้เรียกว่า เป็นการพูดอวดอุตริมนุสธรรม
คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตน*
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เราเห็นสี-เห็นแสง
เห็นผี-เห็นเทวดา เห็นนรก-เห็นสวรรค์
หรือเราไปพูด-ไปคุยกับเทวดา
หรือไปพูด-ไปคุยกับพระพุทธเจ้าอย่างนี้
อันนั้นมันไม่มีในตัว-มันไม่มีในคน มันไม่สามารถที่จะเห็นได้
เรียกว่า‘เป็นการโกหก-พูดเท็จ’ก็ได้ หรือบางทีอาจจะเป็นมายา
*บุคคลที่ไม่รู้จักมายา-บุคคลที่ไม่รู้จักกิเลส กิเลสมันตบหน้าเอา
มันเป็นมายา-มันหลอกลวงเรา
เราไม่เห็นแจ้ง-ไม่รู้จริงในขณะที่จิตใจของเรากำลังปรากฏ
มันเป็นมายาหลอกลวงให้เราหลง เพ้อฝันไปเช่นนั้น*
ฉะนั้นจึงว่า การพูดอวดอุตริมนุสธรรม
คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตนนั้น
ว่าเป็นอาบัติปาราชิก
ถ้าหากว่าเขามี(ธรรมอันยิ่งของมนุษย์)ในตัวเขาแล้ว
ในตำราหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี
(หนังสือ)นวโกวาทว่า‘พูดอวดอุตริมนุสธรรม’
คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ต่ออนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์เท่านั้น
การที่ต้องปาจิตตีย์นั้น คือบุคคลนั้นไม่เข้าใจ
พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง-ไม่เข้าใจ
‘อาบัติ’ ก็หมายถึงคำตำหนิ-ติเตียน
ของบุคคลผู้ที่ไม่เข้าใจนั่นเอง…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ