DM-0136 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-19

“…(บุคคล-ภิกษุที่เป็นอาบัติปาราชิกตามตำรานั้น)


คำว่า‘เสพเมถุน ๑’ ในตำรับ-ตำราบอกว่าเพศตรงกันข้าม


จะเป็นเพศอะไรก็ตาม คำว่า‘เพศตรงข้าม’


‘ลักของเขา (๑)’ หมายถึง (ของ)ราคา ๕ มาสก


เมื่อราคา ๕ มาสก มาสกหนึ่ง(เท่ากับ) ๒๐ สตางค์


๕ มาสก-(ก็) ๑๐๐ สตางค์ ขาดจากความเป็นภิกษุ


เจริญธรรมะไม่ได้ หรือเจริญวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า


ไม่สามารถที่จะเห็นธรรมได้ ว่าอย่างนี้


‘ฆ่าสัตว์ ๑’ หมายถึงจะเป็นสัตว์เดรัจฉานผู้ที่มีคุณ


เช่น วัว-ควาย ช้าง-ม้า กระบือต่าง ๆ เหล่านั้นแหละ


หรือว่าฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์ ว่าอย่างนี้ก็ได้


ถ้าพูดสั้น ๆ ก็เรียกว่า‘ฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์’


ว่าอย่างนี้


คนจำพวกที่ฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์นั้น


ก็เป็นอาบัติปาราชิก เจริญวิปัสสนาไม่ได้


‘พูด(อวด)อุตริมนุสธรรม (๑)’


คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตน


อันนี้ก็เป็นอาบัติปาราชิก เจริญวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า


หรือไม่เข้าใจธรรมะนั้นเอง


ถ้าเพียงแค่นี้ มันก็ยังไม่พอ


คำว่า‘เสพเมถุน ๑’นี้ มันจะนอกตำรา


แต่เมื่อท่านฟัง ก็ต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง


หมายถึง‘บุคคลผู้ยังมีอวิชชา’


*มีโมหะ…หลง-ไม่รู้จริง คือไม่เห็นชีวิต


ไม่เห็นจิตใจของเราที่ปรากฏ กำลังนึกคิดขึ้นมานั้นเอง


เรียกว่า‘เสพเมถุน’


คืออยู่กับปัญญาที่เลวทราม อยู่กับโมหะนั่นเอง


ไม่ได้อยู่กับสติ-สมาธิ-ปัญญา*


มันจึงตรงกันข้ามกับ(คำ)ว่า‘อยู่กับบัณฑิต’


(เพราะ)อยู่กับคนพาล


**ถ้าอยู่กับบัณฑิต ก็ต้องอยู่ด้วยสติ-สมาธิ-ปัญญา


เห็นแจ้งอยู่ทุกขณะจิต* อันนี้เรียกว่า‘อยู่กับบัณฑิต’


*ถ้าหากอยู่กับคนพาล ก็อยู่ด้วยโมหะ-โทสะ-โลภะนี้*


เรียกว่า‘เสพเมถุน’


‘ลักของเขา ๑’ หมายถึงการทรงจำจากตำรับ-ตำรา


หรือทรงจำจากคำพูดของคนอื่น


ได้ยิน-ได้ฟัง แล้วจำมาเล่า ๆ กันไป


เพราะธรรมเหล่านั้นยังไม่ปรากฏขึ้นมา


ภายในจิตใจของเรา เรายังไม่เห็นธรรม


เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าพูดกับพระวักกลินั่นเอง


ต่อเมื่อเราเห็นธรรมะแล้ว เข้าใจธรรมะแล้ว


จึงจะไม่เป็น(การ)ลักของคนอื่นมาพูด


*เราต้องเอาธรรมะที่เรากำลังเห็น-กำลังนึก-กำลังคิด


ประสบพบเห็นได้นั้น มาเล่าให้คนอื่นฟัง


จึงจะไม่เป็นการลักของคนอื่น*


‘ฆ่าสัตว์ ๑’ ไม่ได้หมายเฉพาะแต่อย่างเดียว


คือฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์


*ฆ่าสัตว์ หมายถึงการฆ่าตัวเอง*


**มรรคผลนิพพาน-ความไม่มีทุกข์


ชีวิตของเราไม่เกลือกกลั้วด้วยความสกปรก


ชีวิตของเรามันมีความสะอาด-สว่าง มีความสงบ


เต็มดวงอยู่เหมือนกับพระอาทิตย์


หรือพระจันทร์-ดวงดาวเหล่านั้น


ที่เราไม่เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์-ดวงดาวเหล่านั้น


เพราะเมฆหมอก หรือเมฆหมอกอย่างนี้แหละมาเกลือกกลั้ว**


การพูดของผมนั้น ผมพูดภาษากลางไม่ค่อยเป็น


แต่จำเป็น ก็นำมาพูดให้พวกท่านฟัง


เพราะพวกท่านต้องการฟังภาษากลาง


ที่ผมพูดนี้ ผมเป็นคนไทย ๑๐๐%


แต่ผมก็พูดภาษากลางไม่เป็น หรือ(ใช้)ภาษาไทยไม่ถูกต้อง


เพราะผมไม่เคยเรียนหนังสือไทย เป็นอย่างนั้น


ฉะนั้นจึงว่า *‘การฆ่าสัตว์นั้นหมายถึงการฆ่าตัวเอง’


คือผูกมัดตัวเองไว้ในกรงขัง


ไม่เอาตัวออกจากตำรับ-ตำรา* เหมือนกันกับรังไหม


ตามปกติ รังไหม-ตัวหม่อนหรือตัวอะไร


ที่มันทำเป็นยุ้ง-เป็นไหมน่ะ


มันเอาตัวของมันซุกเข้าไปในตัวมันแล้ว


มันก็ทำรังรอบนอกของมัน เอาใยพันตัวของมันเข้าไว้ในรัง


ผลที่สุด-มันก็ออกไม่ได้ ก็ต้องตายในรัง


ฉะนั้นการเชื่อตำรับ-ตำรานั้น


ก็อย่าเพิ่งเอาหัวถลำเข้าไปในตำรับ-ตำรามากเกินไป


**เราต้องวิจัยในสติปัญญาของเรา


ต้องเจริญสติปัญญาของเราให้เห็นแจ้ง-รู้จริงตามสภาวธรรม


ที่มันมีจริงอยู่ในคนทุก ๆ คน จะยกเว้นไม่ได้-ธรรมที่พูดนี้**


ฉะนั้นข้อต่อไปว่า


พูด(อวด)อุตริมนุสธรรม (๑)


คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่ไม่มีในตน)


แต่ธรรมที่ว่ารู้ธรรม-เห็นธรรม รู้ชีวิตนี้ รู้จิต-รู้ใจนี่


*ปุถุชน-คนธรรมดาไม่สามารถที่จะเห็นชีวิตตัวเอง


ไม่สามารถเห็นจิตใจตัวเอง เราไปเห็นมายา


คือความคิดที่มันถูกปรุงไปนั้น


เราก็เลยไปจดจำเอาความคิดที่มันถูกปรุงไปนั้น ไปพูด


อันนี้เรียกว่า เป็นการพูดอวดอุตริมนุสธรรม


คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตน*


หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เราเห็นสี-เห็นแสง


เห็นผี-เห็นเทวดา เห็นนรก-เห็นสวรรค์


หรือเราไปพูด-ไปคุยกับเทวดา


หรือไปพูด-ไปคุยกับพระพุทธเจ้าอย่างนี้


อันนั้นมันไม่มีในตัว-มันไม่มีในคน มันไม่สามารถที่จะเห็นได้


เรียกว่า‘เป็นการโกหก-พูดเท็จ’ก็ได้ หรือบางทีอาจจะเป็นมายา


*บุคคลที่ไม่รู้จักมายา-บุคคลที่ไม่รู้จักกิเลส กิเลสมันตบหน้าเอา


มันเป็นมายา-มันหลอกลวงเรา


เราไม่เห็นแจ้ง-ไม่รู้จริงในขณะที่จิตใจของเรากำลังปรากฏ


มันเป็นมายาหลอกลวงให้เราหลง เพ้อฝันไปเช่นนั้น*


ฉะนั้นจึงว่า การพูดอวดอุตริมนุสธรรม


คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตนนั้น


ว่าเป็นอาบัติปาราชิก


ถ้าหากว่าเขามี(ธรรมอันยิ่งของมนุษย์)ในตัวเขาแล้ว


ในตำราหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี


(หนังสือ)นวโกวาทว่า‘พูดอวดอุตริมนุสธรรม’


คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ต่ออนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์เท่านั้น


การที่ต้องปาจิตตีย์นั้น คือบุคคลนั้นไม่เข้าใจ


พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง-ไม่เข้าใจ


‘อาบัติ’ ก็หมายถึงคำตำหนิ-ติเตียน


ของบุคคลผู้ที่ไม่เข้าใจนั่นเอง…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive