DM-0135 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-18

“*จุดเบื้องต้นชีวิตจิตใจของคนเรา ที่ได้มาจากบิดา-มารดาของตนนั้น


เป็นชีวิตจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์


ต่อมาจึงได้รับเอาสิ่งดี-ชั่วต่าง ๆ เข้ามานี้


เป็นชีวิตจิตใจธรรมดาของคนและสัตว์ที่ยังไม่พัฒนา


ยังไม่ได้เรียนรู้ภายในใจและกาย*


ต่อมาเมื่อเข้ามาบวชเรียนเขียนอ่าน


ไหว้พระ-ภาวนา เจริญกรรมฐาน-วิปัสสนา


แล้วลาสิกขาบทออกมาเป็นฆราวาส


ก็ให้ทาน-รักษาศีลตามธรรมเนียมที่ถือกันมา


และได้สร้างถาวรวัตถุขึ้นหลายอย่าง


แต่ก็ยังไม่รู้เรื่องที่เป็นของชาวพุทธแท้


ชีวิตจิตใจของคนทุกคน ดีก็มี-ชั่วก็มี


และเพราะความไม่รู้ จึงทำให้คนมืดบอด


เหมือนตกอยู่ในถ้ำที่มืด พอจุดไฟขึ้น-ก็สว่าง


ไฟดับก็มืดอีก เอาจริง-เอาจังอะไรไม่ได้


บัดนี้เรามาดูว่า จุดเริ่มต้นของชีวิตจิตใจใหม่ของผู้รู้


ของคนที่ได้พัฒนาแล้วเป็นอย่างไร ?


ฟังดู ต่อเมื่อเขาได้มาเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว


และได้วินิจฉัยเรื่องนี้แล้วอย่างแจ่มแจ้ง ได้เป็นอิสระแล้ว


เราจะเกิดความเชื่อมั่นในใจของตัวเอง


สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในความรู้-ความสามารถของตน


ด้วยความมั่นใจแน่วแน่อย่างยิ่งจริง ๆ


ไม่ว่าจะมีใครมาอยู่เบื้องหน้า-อยู่เบื้องหลัง หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม


เพราะ**เมื่อได้ทำความรู้แจ้ง-รู้จริงในเรื่องชีวิตจิตใจแล้ว


เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ก็รับรองคำสอนของพุทธศาสนาได้


ท่านลงมือกระทำดูสิ**


การเรียนรู้มาจากโรงเรียนนั้น…ยังไม่รู้รสหวาน-รสเปรี้ยว เย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง


ดังนั้นก็**ต้องลองทำดู ตัวของท่านอาจจะรู้แจ่มแจ้งได้จริง ๆ


แล้วท่านก็เป็นอิสระ ได้เป็นเจ้าของความรู้ในแรงงานของตน


ไม่ว่าใครที่ไหนก็ตาม ถ้าหากรู้เรื่องนี้ครั้งเดียวเท่านั้น


ก็สามารถยืนหยัดรับรองความรู้ของตนเองได้


การศึกษาเรียนรู้ในตนเองนี้ มีพลังสำคัญอย่างมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่**


และไม่ต้องลงทุนเรียนด้วยเงินตราภาษีอากรใด ๆ ทั้งสิ้น


ไม่ว่าท่านจะเป็นคนเชื้อชาติใด ก็เรียนรู้ในตัวของท่านเองได้เหมือนกัน


**มาลองทำดู พุทธศาสนานี้จะได้เป็นเพื่อนที่รัก-ที่พึ่งของท่านได้จริง ๆ


ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผัน**


ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะชี้ให้เห็นถึงตัวอุบาทว์-ที่เป็นตัวปัญหาที่สำคัญอันดับแรก


*ชีวิตจิตใจที่มันมืดบอดอยู่ เปรียบเหมือนกับเราอยู่ในถ้ำ


ไม่มีแสงสว่างให้รู้ว่าทางไหนออก-ทางไหนเข้า


เรามีเพียงไม้ขีดไฟและเทียนไขอยู่ในมือ


เราจุดไฟขึ้น ความสว่างเล็กน้อยก็มีมา


เมื่อเอาไฟไปด้านหลัง-ความมืดก็มาด้านหน้า เมื่อเอาไฟมาด้านหน้า-ความมืดก็ไปด้านหลัง


เพราะความมืดมันอยู่ที่ตัวเรา เราก็ยังอยู่ในที่มืดนั้น


ได้ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะจิตใจเศร้าหมอง-จิตใจเร่าร้อนขุ่นมัว*


**ต่อเมื่อได้มาเรียนรู้เรื่องของชีวิตจิตใจนี้แล้ว


จะพบว่าความโลภ-ความโกรธ-ความหลง ไม่ได้มีอยู่แล้วแต่เดิมในจิตใจของเรา**


แต่เราไปสำคัญมั่นหมาย-จดจำฝังหัวไว้


กับสิ่งที่เราเรียนรู้มาจากโรงเรียน ที่ผู้คนสอนว่ามันมีอยู่


ทีนี้**เราต้องเรียนรู้ใหม่ในตัวของเราเอง


ที่กว้างศอก-ยาววา-หนาคืบนี้ มีให้เราเรียนได้ทุก ๆ อย่าง


เรื่องของชีวิตจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญกว่าทุกสิ่ง-ทุกอย่าง


ความเร็วของจิตใจ ไวยิ่งกว่าแสงฟ้าแลบ


มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเอาชนะได้


คือการเฝ้าดูให้รู้เท่าทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้**


เหมือนเราอยู่ในที่มืด แล้วเราเปิดสวิทซ์ไฟ


ไฟฟ้ามันก็ไปทำความสว่างที่หลอดไฟ


หรือทำเหมือนแมวตะครุบหนูอย่างแรง


การฝึกหัดทั้งหมดนี้ ต้องทำเหมือนกับนักมวย


ขึ้นไปบนเวทีชกมวยแล้ว-ต้องชก


**ต้องทำบ่อย ๆ ค่อยเป็น-ค่อยไป


หัดละ-หัดปล่อย-หัดวาง อย่ายึดมั่น-ถือมั่น**


ให้ทำเหมือนลูกบอลที่อยู่กลางสนามหญ้า


เมื่อเขาไม่หยุดเตะ ลูกบอลก็ต้องกลิ้งไปตามสนามหญ้า


เขาหยุดเตะ-ลูกบอลก็หยุดนิ่งเอง ไม่ต้องสู้และไม่ต้องหนี


การเรียนรู้การเป็นพระทางจิต-ทางใจนี้


เป็นได้ทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย เด็ก-ผู้ใหญ่…ไม่จำกัดเชื้อชาติ-ศาสนา


**คำสอนของพุทธศาสนานี้ เป็นคำสอนในทางพ้นทุกข์ **


ไม่เหมือนคำสอนในศาสนาไหน ๆ


คำสอนนี้มีค่า-มีคุณมากมายมหาศาล ประมาณค่ามิได้เลย


เป็นคำสอนที่ถูกต้อง-ถูกตรง และเคร่งครัดที่สุด-รัดกุมที่สุด


ครบถ้วนบริบูรณ์ทุกอย่าง และให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติได้สมบูรณ์


ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นใด


*วิธีนำมาปฏิบัตินี้ เป็นวิธีการเจริญสติอย่างถูกต้อง


เป็นคำสอนที่สืบเนื่องติดต่อกันตามทำนองคลองธรรมของผู้รู้


และเป็นผลงานของมนุษย์ผู้ที่เจริญสติสร้างขึ้น


ย่อมได้รับผลตามธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา


ไม่เคยมีคำว่าผู้ปฏิบัติไม่ได้รับผล และคำว่าหลงผิดก็ไม่มี**


คำสอนของพระพุทธศาสนานี้ ไม่เคยประนีประนอม


ไม่เคยช่วยเหลือบุคคลผู้เกียจคร้าน เพราะความเกียจคร้านเป็นอุปสรรคขัดแย้ง


เข้ามาโต้-มาเถียงเสียสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม


ตรงกันข้ามกับ**ความขยันทางสติปัญญา


จะคุ้มครองป้องกันความผิดพลาด สติปัญญาเป็นผู้พิทักษ์รักษา


และสนับสนุนพระพุทธศาสนานี้ตลอดมา


และได้ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ผู้ปฏิบัติ


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลของธรรมะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ทุกชั้น-ทุกวัยที่ปฏิบัติได้จนรู้


เป็นผลที่ผู้ปฏิบัติได้ จะพบเห็นสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเกิดและมีตามธรรมชาติ


และการแปรเปลี่ยนของวัตถุธาตุได้ พิสูจน์ให้เห็นจริงอย่างแจ่มแจ้ง


เป็นความมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่**


ความรับรู้ของคนเรา เป็นผลสะท้อนของโลก-เป็นธรรมชาติซึ่งดำรงอยู่


การตรัสรู้ของคนเรานั้น ก็คือการพัฒนา


ในทำนองเดียวกัน คำสอนของพุทธศาสนานี้-มักถูกโจมตีอย่างหนักเสมอมา


ตราบใดที่คนเรายังไม่รู้แจ้ง


ประโยชน์ของพุทธศาสนานี้ ก็ยังไม่เปิดเผยออกมาให้เห็น


คนผู้นั้นก็ต้องเป็นคนโง่ ยังต้องถูกหลอกลวง


และตกเป็นแพะ ได้รับกรรมที่เขาปรุงแต่ง


**อดีตที่ผ่านไปแล้ว แก้ไขไม่ได้


และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำอะไรให้มัน-ก็ไม่ได้


พุทธศาสนาสอนให้แก้ทุกข์ในปัจจุบันขณะนี้**


คำสอนของพุทธศาสนานี้ถูกปิด ก็ต้องถูกเปิดได้เหมือนกัน


**พุทธศาสนานี้ไม่ต้องเรียนอะไรให้มาก ๆ อย่างนั้น


เพียงแต่ดูความคิด-รู้ความคิด ออกจากความคิด-ก็ใช้ได้


ไม่มีทุกข์ เพราะไม่ให้ปรุงแต่ง**


*ส่วนโทสะ-โมหะ-โลภะ เราไม่ต้องสงสัย


หากยังไม่พ้นไปจากสิ่งเหล่านั้น


ก็ไม่ใช่ศาสนา(ที่)ถูกต้องกับคำสอนของพระพุทธศาสนา*”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive