“*จุดเบื้องต้นชีวิตจิตใจของคนเรา ที่ได้มาจากบิดา-มารดาของตนนั้น
เป็นชีวิตจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์
ต่อมาจึงได้รับเอาสิ่งดี-ชั่วต่าง ๆ เข้ามานี้
เป็นชีวิตจิตใจธรรมดาของคนและสัตว์ที่ยังไม่พัฒนา
ยังไม่ได้เรียนรู้ภายในใจและกาย*
ต่อมาเมื่อเข้ามาบวชเรียนเขียนอ่าน
ไหว้พระ-ภาวนา เจริญกรรมฐาน-วิปัสสนา
แล้วลาสิกขาบทออกมาเป็นฆราวาส
ก็ให้ทาน-รักษาศีลตามธรรมเนียมที่ถือกันมา
และได้สร้างถาวรวัตถุขึ้นหลายอย่าง
แต่ก็ยังไม่รู้เรื่องที่เป็นของชาวพุทธแท้
ชีวิตจิตใจของคนทุกคน ดีก็มี-ชั่วก็มี
และเพราะความไม่รู้ จึงทำให้คนมืดบอด
เหมือนตกอยู่ในถ้ำที่มืด พอจุดไฟขึ้น-ก็สว่าง
ไฟดับก็มืดอีก เอาจริง-เอาจังอะไรไม่ได้
บัดนี้เรามาดูว่า จุดเริ่มต้นของชีวิตจิตใจใหม่ของผู้รู้
ของคนที่ได้พัฒนาแล้วเป็นอย่างไร ?
ฟังดู ต่อเมื่อเขาได้มาเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว
และได้วินิจฉัยเรื่องนี้แล้วอย่างแจ่มแจ้ง ได้เป็นอิสระแล้ว
เราจะเกิดความเชื่อมั่นในใจของตัวเอง
สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในความรู้-ความสามารถของตน
ด้วยความมั่นใจแน่วแน่อย่างยิ่งจริง ๆ
ไม่ว่าจะมีใครมาอยู่เบื้องหน้า-อยู่เบื้องหลัง หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม
เพราะ**เมื่อได้ทำความรู้แจ้ง-รู้จริงในเรื่องชีวิตจิตใจแล้ว
เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ก็รับรองคำสอนของพุทธศาสนาได้
ท่านลงมือกระทำดูสิ**
การเรียนรู้มาจากโรงเรียนนั้น…ยังไม่รู้รสหวาน-รสเปรี้ยว เย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง
ดังนั้นก็**ต้องลองทำดู ตัวของท่านอาจจะรู้แจ่มแจ้งได้จริง ๆ
แล้วท่านก็เป็นอิสระ ได้เป็นเจ้าของความรู้ในแรงงานของตน
ไม่ว่าใครที่ไหนก็ตาม ถ้าหากรู้เรื่องนี้ครั้งเดียวเท่านั้น
ก็สามารถยืนหยัดรับรองความรู้ของตนเองได้
การศึกษาเรียนรู้ในตนเองนี้ มีพลังสำคัญอย่างมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่**
และไม่ต้องลงทุนเรียนด้วยเงินตราภาษีอากรใด ๆ ทั้งสิ้น
ไม่ว่าท่านจะเป็นคนเชื้อชาติใด ก็เรียนรู้ในตัวของท่านเองได้เหมือนกัน
**มาลองทำดู พุทธศาสนานี้จะได้เป็นเพื่อนที่รัก-ที่พึ่งของท่านได้จริง ๆ
ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผัน**
ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะชี้ให้เห็นถึงตัวอุบาทว์-ที่เป็นตัวปัญหาที่สำคัญอันดับแรก
*ชีวิตจิตใจที่มันมืดบอดอยู่ เปรียบเหมือนกับเราอยู่ในถ้ำ
ไม่มีแสงสว่างให้รู้ว่าทางไหนออก-ทางไหนเข้า
เรามีเพียงไม้ขีดไฟและเทียนไขอยู่ในมือ
เราจุดไฟขึ้น ความสว่างเล็กน้อยก็มีมา
เมื่อเอาไฟไปด้านหลัง-ความมืดก็มาด้านหน้า เมื่อเอาไฟมาด้านหน้า-ความมืดก็ไปด้านหลัง
เพราะความมืดมันอยู่ที่ตัวเรา เราก็ยังอยู่ในที่มืดนั้น
ได้ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะจิตใจเศร้าหมอง-จิตใจเร่าร้อนขุ่นมัว*
**ต่อเมื่อได้มาเรียนรู้เรื่องของชีวิตจิตใจนี้แล้ว
จะพบว่าความโลภ-ความโกรธ-ความหลง ไม่ได้มีอยู่แล้วแต่เดิมในจิตใจของเรา**
แต่เราไปสำคัญมั่นหมาย-จดจำฝังหัวไว้
กับสิ่งที่เราเรียนรู้มาจากโรงเรียน ที่ผู้คนสอนว่ามันมีอยู่
ทีนี้**เราต้องเรียนรู้ใหม่ในตัวของเราเอง
ที่กว้างศอก-ยาววา-หนาคืบนี้ มีให้เราเรียนได้ทุก ๆ อย่าง
เรื่องของชีวิตจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญกว่าทุกสิ่ง-ทุกอย่าง
ความเร็วของจิตใจ ไวยิ่งกว่าแสงฟ้าแลบ
มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเอาชนะได้
คือการเฝ้าดูให้รู้เท่าทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้**
เหมือนเราอยู่ในที่มืด แล้วเราเปิดสวิทซ์ไฟ
ไฟฟ้ามันก็ไปทำความสว่างที่หลอดไฟ
หรือทำเหมือนแมวตะครุบหนูอย่างแรง
การฝึกหัดทั้งหมดนี้ ต้องทำเหมือนกับนักมวย
ขึ้นไปบนเวทีชกมวยแล้ว-ต้องชก
**ต้องทำบ่อย ๆ ค่อยเป็น-ค่อยไป
หัดละ-หัดปล่อย-หัดวาง อย่ายึดมั่น-ถือมั่น**
ให้ทำเหมือนลูกบอลที่อยู่กลางสนามหญ้า
เมื่อเขาไม่หยุดเตะ ลูกบอลก็ต้องกลิ้งไปตามสนามหญ้า
เขาหยุดเตะ-ลูกบอลก็หยุดนิ่งเอง ไม่ต้องสู้และไม่ต้องหนี
การเรียนรู้การเป็นพระทางจิต-ทางใจนี้
เป็นได้ทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย เด็ก-ผู้ใหญ่…ไม่จำกัดเชื้อชาติ-ศาสนา
**คำสอนของพุทธศาสนานี้ เป็นคำสอนในทางพ้นทุกข์ **
ไม่เหมือนคำสอนในศาสนาไหน ๆ
คำสอนนี้มีค่า-มีคุณมากมายมหาศาล ประมาณค่ามิได้เลย
เป็นคำสอนที่ถูกต้อง-ถูกตรง และเคร่งครัดที่สุด-รัดกุมที่สุด
ครบถ้วนบริบูรณ์ทุกอย่าง และให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติได้สมบูรณ์
ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นใด
*วิธีนำมาปฏิบัตินี้ เป็นวิธีการเจริญสติอย่างถูกต้อง
เป็นคำสอนที่สืบเนื่องติดต่อกันตามทำนองคลองธรรมของผู้รู้
และเป็นผลงานของมนุษย์ผู้ที่เจริญสติสร้างขึ้น
ย่อมได้รับผลตามธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา
ไม่เคยมีคำว่าผู้ปฏิบัติไม่ได้รับผล และคำว่าหลงผิดก็ไม่มี**
คำสอนของพระพุทธศาสนานี้ ไม่เคยประนีประนอม
ไม่เคยช่วยเหลือบุคคลผู้เกียจคร้าน เพราะความเกียจคร้านเป็นอุปสรรคขัดแย้ง
เข้ามาโต้-มาเถียงเสียสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ตรงกันข้ามกับ**ความขยันทางสติปัญญา
จะคุ้มครองป้องกันความผิดพลาด สติปัญญาเป็นผู้พิทักษ์รักษา
และสนับสนุนพระพุทธศาสนานี้ตลอดมา
และได้ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ผู้ปฏิบัติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลของธรรมะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ทุกชั้น-ทุกวัยที่ปฏิบัติได้จนรู้
เป็นผลที่ผู้ปฏิบัติได้ จะพบเห็นสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเกิดและมีตามธรรมชาติ
และการแปรเปลี่ยนของวัตถุธาตุได้ พิสูจน์ให้เห็นจริงอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นความมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่**
ความรับรู้ของคนเรา เป็นผลสะท้อนของโลก-เป็นธรรมชาติซึ่งดำรงอยู่
การตรัสรู้ของคนเรานั้น ก็คือการพัฒนา
ในทำนองเดียวกัน คำสอนของพุทธศาสนานี้-มักถูกโจมตีอย่างหนักเสมอมา
ตราบใดที่คนเรายังไม่รู้แจ้ง
ประโยชน์ของพุทธศาสนานี้ ก็ยังไม่เปิดเผยออกมาให้เห็น
คนผู้นั้นก็ต้องเป็นคนโง่ ยังต้องถูกหลอกลวง
และตกเป็นแพะ ได้รับกรรมที่เขาปรุงแต่ง
**อดีตที่ผ่านไปแล้ว แก้ไขไม่ได้
และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำอะไรให้มัน-ก็ไม่ได้
พุทธศาสนาสอนให้แก้ทุกข์ในปัจจุบันขณะนี้**
คำสอนของพุทธศาสนานี้ถูกปิด ก็ต้องถูกเปิดได้เหมือนกัน
**พุทธศาสนานี้ไม่ต้องเรียนอะไรให้มาก ๆ อย่างนั้น
เพียงแต่ดูความคิด-รู้ความคิด ออกจากความคิด-ก็ใช้ได้
ไม่มีทุกข์ เพราะไม่ให้ปรุงแต่ง**
*ส่วนโทสะ-โมหะ-โลภะ เราไม่ต้องสงสัย
หากยังไม่พ้นไปจากสิ่งเหล่านั้น
ก็ไม่ใช่ศาสนา(ที่)ถูกต้องกับคำสอนของพระพุทธศาสนา*”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ