“…การปฏิบัติทางจิต-ทางใจในขั้นถัดมานี้ ก็ยังคงให้ทำจังหวะเหมือนเดิม
**เรื่องจิต-เรื่องใจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจิตใจไม่เป็นตน-ไม่เป็นตัว**
มองไม่เห็นด้วยตา จับต้องไม่ได้ด้วยมือ
คนไม่มีญาณปัญญา จะมองไม่เห็นอะไร
**คนมีญาณปัญญา จึงจะมองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง
การมีสติดูจิต-ดูใจตนเองอยู่ตลอดเวลานี้ จะทำให้คนไม่ลืมตัว
ทำให้เป็นคนตื่นตัวอยู่เสมอ
ญาณปัญญาอันจะทำให้เป็นผู้มองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง
ที่มีอยู่ในโลกนั้น-มีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน
และไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนสมัยไหน-ยุคไหน หรือชนชาติใด ๆ
ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก หญิงหรือชาย
ถ้าหากฝึกเจริญสติได้สมบูรณ์แล้ว ก็จะเห็นได้-รู้ได้-เข้าใจได้เช่นเดียวกัน**
ธรรมชาติแห่งพุทธะในตัวคนแต่ละคน
อาจเปรียบได้กับผลไม้แต่ละผล หรือเมล็ดข้าวเปลือก
ถ้าหากได้ลงเอาเพาะในดินที่ชุ่ม-ที่เย็น มีเงื่อนไขต่าง ๆ พอเหมาะ
ก็จะงอกขึ้นมาเป็นต้น ให้ดอก-ออกผลได้เช่นกัน
ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของข้าวเมล็ดนั้น ๆ เป็นเหตุปัจจัย
*สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอีกประการหนึ่งในการปฏิบัติธรรม
ก็คือเรื่องของความสงบ
เพราะหากเข้าใจผิด-อาจทำให้สะดุด-หยุด เสียเวลา-และไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน*
ความสงบมีอยู่ ๒ แบบ
คือ*สงบแบบสมถะกรรมฐาน เป็นความสงบแบบไม่รู้
เพราะไม่มีญาณปัญญา เป็นการสงบอยู่ใต้โมหะ*
อีกแบบหนึ่ง เป็น**สงบแบบวิปัสสนา
เป็นแบบรู้แจ้ง-รู้จริง เห็นแจ้ง-เห็นจริง
จึงเป็นการเคลื่อนไหว ทำการงานอะไรก็ได้ทุกอย่าง
ไม่ต้องนั่งนิ่ง แต่ให้ดูการเคลื่อนไหวของกายและให้ตื่นตัวอยู่เสมอ
แล้วให้ดูการเคลื่อนไหวของจิต-ของใจ ให้เฝ้าตามรู้-ตามเห็นการทำงานของจิตใจ
หากคิดขึ้นมาปุ๊บ-ให้รู้ปั๊บ…ให้รู้เท่า-รู้ทัน และรู้กัน-รู้แก้
เมื่อปฏิบัติจนสมบูรณ์แล้ว จะมีญาณปัญญาเกิดขึ้น
จะเห็น-รู้-เข้าใจปรากฎการณ์ของวัตถุ และอาการของปรมัตถ์
และจะเห็น-รู้-เข้าใจอาการ หรือปรากฏการณ์ของโทสะ-โมหะและโลภะ
ตลอดไปจนถึงอาการของเวทนา-สัญญา-สังขาร และวิญญาณ
และตรงนี้เอง ที่จิตใจของผู้เจริญสติ-เจริญญาณปัญญาจะเปลี่ยนแปลง
เพราะอวิชาจะหายไป และปัญญาจะเกิดขึ้นมาแทน คือความโง่หายไป
ความฉลาดเกิดขึ้นทันที-ทันใดนั้น ความหนักอก-หนักใจก็หายไป
ความเบาอก-เบาใจจะเกิดขึ้นแทนที่ ความมืดอก-มืดใจก็หายไป
ความสว่างจิต-สว่างใจก็เกิดขึ้นเข้ามาแทน ความเป็นเปรต-เป็นผีก็หายไป
ความเป็นเทวะ-ความเป็นพระก็จะเกิดขึ้นเข้ามาแทนที่**
*แต่คนที่ไม่มีญาณปัญญา จะมองไม่เห็นตรงนี้*
อาจเปรียบด้วยอุปมาทางกายภาพได้ว่า เหมือนขวดที่ว่างเปล่า
มีอากาศอยู่ภายใน แต่เรามองอากาศนั้นไม่เห็นด้วยตาและจับต้องด้วยมือก็ไม่ได้
แต่ถ้าหากเราเอาน้ำเทเข้าไปในขวด อากาศจะไหลหนีเอง-ไม่ต้องทำอะไร
**เพียงเราเจริญสติ-เจริญปัญญาให้สมบูรณ์
โทสะ-โมหะ-และโลภะก็จะไหลหนีเอง
และคนผู้นั้นก็ยังคงมีเวทนา หากแต่ไม่เป็นทุกข์
มีสัญญาไม่ทุกข์ มีสังขารไม่ทุกข์ มีวิญญาณไม่ทุกข์
และสามารถดำรงชีวิตอย่างคนสามัญ ทำการ-ทำงานตามหน้าที่
กิน-เดิน-นั่ง-นอนอย่างคนทั่ว ๆ ไป
จะเป็นฆราวาสก็ได้ ก็ถือว่าเป็นพระอริยบุคคล
หากเป็นสงฆ์ ก็เรียกว่าเป็นพระอริยสงฆ์
ผู้ปฏิบัติเจริญสติไม่ขาดวัน-เวลา
โดยปฏิบัติให้ต่อเนื่อง-ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่
โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เพียง ๑ ปี-ก็จะเกิดญาณปัญญาขึ้น
จะเกิดความรู้ขึ้นจากธรรมชาติจริง ไม่มียกเว้น
หรือในบางท่าน อาจต้องใช้เวลา ๓ ปี
แต่หากทำจริง ต้องรู้ทุกคน**
สมัยยังเป็นเด็ก พ่อของข้าพเจ้าเล่าให้ฟังว่า
เมื่อพุทธศาสนามีอายุล่วงไปได้ ๑,๐๐๐ ปี จะเสื่อมลงทีละน้อย-ทีละน้อย
และเมื่อพุทธศาสนาล่วงไปได้ ๒,๐๐๐ ปี ก็จะเสื่อมลงมาก
เมื่อ ๓,๐๐๐ ปีล่วงไป จะเสื่อมมากลงไปอีก
จนล่วงถึง ๕,๐๐๐ ปี จะเสื่อมจนถึงที่สุด
ดวงอาทิตย์จะไม่ส่องสว่าง โลกจะมืด ๗ วัน ๗ คืน
เมื่อไม่มีแสงสว่าง…คนในโลกไปไหน-มาไหน ก็จะชนต่อ ตกคู-ตกคลอง
ลูกไม่รู้จักพ่อ-ไม่รู้จักแม่ พ่อ-แม่ก็ไม่รู้จักลูก
สามี-ภรรยาก็ไม่รู้จักกันว่าใครเป็นใคร เมื่อหิวอาหาร-ก็จะกัดกินกันเอง
เป็นคราวที่มนุษย์จะพบความพินาศ ล่มจมถึงที่สุด
เทวดา-อินทร์-พรหม ก็ช่วยอะไรไม่ได้
เมื่อถึงยุค ๕,๐๐๐ ปีนี้เอง ที่พระพุทธรูปหรือรูปธาตุที่มีอยู่ในโลก
จะเป็นพระพุทธรูป-อิฐ-หิน-ดิน-ปูน-โลหะ หรือพระไม้อะไรก็ตาม
จะเหาะมาประชุมกันเข้าที่ใด-ที่หนึ่ง
แล้วรูปธาตุ-รูปพระทั้งหมดนั้นก็จะร้อนเหมือนกองไฟ
แล้วรูปธาตุ-รูปพระเหล่านั้น ก็จะแตกสลายเป็นธุลีไปหมด
ส่วนดวงจิตวิญญาณของธาตุของรูปพระทั้งหมดนั้น
จะรวมตัวกันเข้าเป็นรูปของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร
เกิดขึ้นเป็นพระพุทธเจ้า เกิดมาเพื่อเปิดดวงอาทิตย์
ขับไล่ความมืดออกไป แล้วเปิดความสว่างขึ้น
พร้อมกับแสดงธรรมโปรดผู้คน ผู้ที่ได้ฟังธรรมของพระองค์
บางคนก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน
บางคนได้เป็นพระสกิทาคามี บางคนเป็นพระอนาคามี
และบางคนเป็นพระอรหันต์ ซึ่งขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละคน
ตำนานหรือคำทำนายเขาว่าไว้อย่างนี้
ตัวข้าพเจ้ามีความรู้สึกเกิดขึ้นว่า อันองค์พระพุทธรูปอิฐ-หิน-ดิน-ทราย
หรือโลหะบรรดามีนั้น จะเหาะไปไหน-มาไหนไม่ได้
ข้าพเจ้าเห็นว่าตัวคนทุกคนนี่แหละเป็นรูปธาตุ-เป็นพระพุทธรูป
ตัวสติปัญญาของทุกคนนี่แหละ คือดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า
ยุคใด-สมัยใดที่เกิดความมืดขึ้นในโลก
เกิดการทะเลาะวิวาท รบรา-ฆ่าฟันกัน…เกิดความทุกข์เข็ญขึ้นในโลก
**หากผู้ใดระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ได้เจริญสติ-เจริญปัญญา ได้รู้-ได้เห็น-ได้เข้าใจความสงบ
ด้วยญาณของปัญญา เห็นสัจจะด้วยญาณของปัญญาแล้ว
เอาไปสอนให้คนได้รู้-ได้เข้าใจ เรียกว่า‘เปิดโลก’
หากผู้ใดไม่ติดอยู่กับพิธีรีตอง
ไม่ข้องเกี่ยวอยู่กับตำรับ-ตำรา ไม่ติดครู-ติดอาจารย์
ได้เจริญสติ-เจริญปัญญาอย่างถูกต้อง
ปฏิบัติติดต่อกันเหมือนลูกโซ่
ทำเช่นนี้ อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี
อานิสงส์ใด ๆ นั้น ไม่ต้องกล่าวถึงเลย**
**วิถีทางดับทุกข์ของพระพุทธเจ้ามีมาก!
ให้รู้จักเลือกเอาด้วยสติปัญญา**”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ