DM-0134 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-17

“…การปฏิบัติทางจิต-ทางใจในขั้นถัดมานี้ ก็ยังคงให้ทำจังหวะเหมือนเดิม


**เรื่องจิต-เรื่องใจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจิตใจไม่เป็นตน-ไม่เป็นตัว**


มองไม่เห็นด้วยตา จับต้องไม่ได้ด้วยมือ


คนไม่มีญาณปัญญา จะมองไม่เห็นอะไร


**คนมีญาณปัญญา จึงจะมองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง


การมีสติดูจิต-ดูใจตนเองอยู่ตลอดเวลานี้ จะทำให้คนไม่ลืมตัว


ทำให้เป็นคนตื่นตัวอยู่เสมอ


ญาณปัญญาอันจะทำให้เป็นผู้มองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง


ที่มีอยู่ในโลกนั้น-มีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน


และไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนสมัยไหน-ยุคไหน หรือชนชาติใด ๆ


ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก หญิงหรือชาย


ถ้าหากฝึกเจริญสติได้สมบูรณ์แล้ว ก็จะเห็นได้-รู้ได้-เข้าใจได้เช่นเดียวกัน**


ธรรมชาติแห่งพุทธะในตัวคนแต่ละคน


อาจเปรียบได้กับผลไม้แต่ละผล หรือเมล็ดข้าวเปลือก


ถ้าหากได้ลงเอาเพาะในดินที่ชุ่ม-ที่เย็น มีเงื่อนไขต่าง ๆ พอเหมาะ


ก็จะงอกขึ้นมาเป็นต้น ให้ดอก-ออกผลได้เช่นกัน


ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของข้าวเมล็ดนั้น ๆ เป็นเหตุปัจจัย


*สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอีกประการหนึ่งในการปฏิบัติธรรม


ก็คือเรื่องของความสงบ


เพราะหากเข้าใจผิด-อาจทำให้สะดุด-หยุด เสียเวลา-และไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน*


ความสงบมีอยู่ ๒ แบบ


คือ*สงบแบบสมถะกรรมฐาน เป็นความสงบแบบไม่รู้


เพราะไม่มีญาณปัญญา เป็นการสงบอยู่ใต้โมหะ*


อีกแบบหนึ่ง เป็น**สงบแบบวิปัสสนา


เป็นแบบรู้แจ้ง-รู้จริง เห็นแจ้ง-เห็นจริง


จึงเป็นการเคลื่อนไหว ทำการงานอะไรก็ได้ทุกอย่าง


ไม่ต้องนั่งนิ่ง แต่ให้ดูการเคลื่อนไหวของกายและให้ตื่นตัวอยู่เสมอ


แล้วให้ดูการเคลื่อนไหวของจิต-ของใจ ให้เฝ้าตามรู้-ตามเห็นการทำงานของจิตใจ


หากคิดขึ้นมาปุ๊บ-ให้รู้ปั๊บ…ให้รู้เท่า-รู้ทัน และรู้กัน-รู้แก้


เมื่อปฏิบัติจนสมบูรณ์แล้ว จะมีญาณปัญญาเกิดขึ้น


จะเห็น-รู้-เข้าใจปรากฎการณ์ของวัตถุ และอาการของปรมัตถ์


และจะเห็น-รู้-เข้าใจอาการ หรือปรากฏการณ์ของโทสะ-โมหะและโลภะ


ตลอดไปจนถึงอาการของเวทนา-สัญญา-สังขาร และวิญญาณ


และตรงนี้เอง ที่จิตใจของผู้เจริญสติ-เจริญญาณปัญญาจะเปลี่ยนแปลง


เพราะอวิชาจะหายไป และปัญญาจะเกิดขึ้นมาแทน คือความโง่หายไป


ความฉลาดเกิดขึ้นทันที-ทันใดนั้น ความหนักอก-หนักใจก็หายไป


ความเบาอก-เบาใจจะเกิดขึ้นแทนที่ ความมืดอก-มืดใจก็หายไป


ความสว่างจิต-สว่างใจก็เกิดขึ้นเข้ามาแทน ความเป็นเปรต-เป็นผีก็หายไป


ความเป็นเทวะ-ความเป็นพระก็จะเกิดขึ้นเข้ามาแทนที่**


*แต่คนที่ไม่มีญาณปัญญา จะมองไม่เห็นตรงนี้*


อาจเปรียบด้วยอุปมาทางกายภาพได้ว่า เหมือนขวดที่ว่างเปล่า


มีอากาศอยู่ภายใน แต่เรามองอากาศนั้นไม่เห็นด้วยตาและจับต้องด้วยมือก็ไม่ได้


แต่ถ้าหากเราเอาน้ำเทเข้าไปในขวด อากาศจะไหลหนีเอง-ไม่ต้องทำอะไร


**เพียงเราเจริญสติ-เจริญปัญญาให้สมบูรณ์


โทสะ-โมหะ-และโลภะก็จะไหลหนีเอง


และคนผู้นั้นก็ยังคงมีเวทนา หากแต่ไม่เป็นทุกข์


มีสัญญาไม่ทุกข์ มีสังขารไม่ทุกข์ มีวิญญาณไม่ทุกข์


และสามารถดำรงชีวิตอย่างคนสามัญ ทำการ-ทำงานตามหน้าที่


กิน-เดิน-นั่ง-นอนอย่างคนทั่ว ๆ ไป


จะเป็นฆราวาสก็ได้ ก็ถือว่าเป็นพระอริยบุคคล


หากเป็นสงฆ์ ก็เรียกว่าเป็นพระอริยสงฆ์


ผู้ปฏิบัติเจริญสติไม่ขาดวัน-เวลา


โดยปฏิบัติให้ต่อเนื่อง-ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่


โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เพียง ๑ ปี-ก็จะเกิดญาณปัญญาขึ้น


จะเกิดความรู้ขึ้นจากธรรมชาติจริง ไม่มียกเว้น


หรือในบางท่าน อาจต้องใช้เวลา ๓ ปี


แต่หากทำจริง ต้องรู้ทุกคน**


สมัยยังเป็นเด็ก พ่อของข้าพเจ้าเล่าให้ฟังว่า


เมื่อพุทธศาสนามีอายุล่วงไปได้ ๑,๐๐๐ ปี จะเสื่อมลงทีละน้อย-ทีละน้อย


และเมื่อพุทธศาสนาล่วงไปได้ ๒,๐๐๐ ปี ก็จะเสื่อมลงมาก


เมื่อ ๓,๐๐๐ ปีล่วงไป จะเสื่อมมากลงไปอีก


จนล่วงถึง ๕,๐๐๐ ปี จะเสื่อมจนถึงที่สุด


ดวงอาทิตย์จะไม่ส่องสว่าง โลกจะมืด ๗ วัน ๗ คืน


เมื่อไม่มีแสงสว่าง…คนในโลกไปไหน-มาไหน ก็จะชนต่อ ตกคู-ตกคลอง


ลูกไม่รู้จักพ่อ-ไม่รู้จักแม่ พ่อ-แม่ก็ไม่รู้จักลูก


สามี-ภรรยาก็ไม่รู้จักกันว่าใครเป็นใคร เมื่อหิวอาหาร-ก็จะกัดกินกันเอง


เป็นคราวที่มนุษย์จะพบความพินาศ ล่มจมถึงที่สุด


เทวดา-อินทร์-พรหม ก็ช่วยอะไรไม่ได้


เมื่อถึงยุค ๕,๐๐๐ ปีนี้เอง ที่พระพุทธรูปหรือรูปธาตุที่มีอยู่ในโลก


จะเป็นพระพุทธรูป-อิฐ-หิน-ดิน-ปูน-โลหะ หรือพระไม้อะไรก็ตาม


จะเหาะมาประชุมกันเข้าที่ใด-ที่หนึ่ง


แล้วรูปธาตุ-รูปพระทั้งหมดนั้นก็จะร้อนเหมือนกองไฟ


แล้วรูปธาตุ-รูปพระเหล่านั้น ก็จะแตกสลายเป็นธุลีไปหมด


ส่วนดวงจิตวิญญาณของธาตุของรูปพระทั้งหมดนั้น


จะรวมตัวกันเข้าเป็นรูปของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร


เกิดขึ้นเป็นพระพุทธเจ้า เกิดมาเพื่อเปิดดวงอาทิตย์


ขับไล่ความมืดออกไป แล้วเปิดความสว่างขึ้น


พร้อมกับแสดงธรรมโปรดผู้คน ผู้ที่ได้ฟังธรรมของพระองค์


บางคนก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน


บางคนได้เป็นพระสกิทาคามี บางคนเป็นพระอนาคามี


และบางคนเป็นพระอรหันต์ ซึ่งขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละคน


ตำนานหรือคำทำนายเขาว่าไว้อย่างนี้


ตัวข้าพเจ้ามีความรู้สึกเกิดขึ้นว่า อันองค์พระพุทธรูปอิฐ-หิน-ดิน-ทราย


หรือโลหะบรรดามีนั้น จะเหาะไปไหน-มาไหนไม่ได้


ข้าพเจ้าเห็นว่าตัวคนทุกคนนี่แหละเป็นรูปธาตุ-เป็นพระพุทธรูป


ตัวสติปัญญาของทุกคนนี่แหละ คือดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า


ยุคใด-สมัยใดที่เกิดความมืดขึ้นในโลก


เกิดการทะเลาะวิวาท รบรา-ฆ่าฟันกัน…เกิดความทุกข์เข็ญขึ้นในโลก


**หากผู้ใดระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า


ได้เจริญสติ-เจริญปัญญา ได้รู้-ได้เห็น-ได้เข้าใจความสงบ


ด้วยญาณของปัญญา เห็นสัจจะด้วยญาณของปัญญาแล้ว


เอาไปสอนให้คนได้รู้-ได้เข้าใจ เรียกว่า‘เปิดโลก’


หากผู้ใดไม่ติดอยู่กับพิธีรีตอง


ไม่ข้องเกี่ยวอยู่กับตำรับ-ตำรา ไม่ติดครู-ติดอาจารย์


ได้เจริญสติ-เจริญปัญญาอย่างถูกต้อง


ปฏิบัติติดต่อกันเหมือนลูกโซ่


ทำเช่นนี้ อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี


อานิสงส์ใด ๆ นั้น ไม่ต้องกล่าวถึงเลย**


**วิถีทางดับทุกข์ของพระพุทธเจ้ามีมาก!


ให้รู้จักเลือกเอาด้วยสติปัญญา**”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive