“…บุคคลที่ไม่เห็นธรรมะ ไม่เข้าใจธรรมะนั้น
เราเคยพูดกันว่า‘ผู้ที่เป็นอนันตริยกรรม ๕ อย่าง
คือฆ่าบิดา-มารดา…หลายเรื่อง เรามาพูดกันเพียงย่อ ๆ
เรื่องภิกษุ ภิกษุผู้เป็นอาบัติปาราชิกแล้ว-อุปสมบทไม่ขึ้น
หรือเจริญวิปัสสนา (ก็)ไม่สามารถที่จะเห็นธรรมได้’
ในตำรับ-ตำราบอกว่า‘บุคคล-ภิกษุที่เป็นอาบัติปาราชิก
คือเสพเมถุน ๑ ลักของเขา ๑ ฆ่าสัตว์ ๑
พูด(อวด)อุตริมนุสธรรม คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์
(ที่)ไม่มีในตน ๑ อันนี้เป็นอาบัติปาราชิก’
ถ้าหากเป็นภิกษุอยู่-ก็ต้องสึก
เพราะเจริญวิปัสสนาไม่ได้
และธรรม(ใน)เรื่องบรรพชิตไม่เจริญ ว่าอย่างนั้น
ฉะนั้น ข้อนี้มันมีในตำรา
แต่(ถ้า)เรามามองดูกัน (ก็สามารถ)เห็นด้วยสายตา
บุคคลที่บวชมา ๒ ปี-๓ ปี-๔ ปี จนถึง ๕๐ ปี-๖๐ ปี
(บวช)จนตายก็มี (แต่)ยังไม่เข้าใจธรรมะ
*เมื่อไม่เข้าใจธรรมะ-ไม่เห็นธรรมะ
ก็ต้องเป็นปาราชิกอยู่นั่นเอง
คำว่า‘ปาราชิก’ ก็หมายถึงความมืดบอดนั่นเอง*
เราเคยสวดกันเรื่องอเสวนา ที่เป็นมงคล ๓๘
ว่า‘อะเสวะนา จะ พาลานัง’
แปลเป็นใจความว่า เราจะไม่เสพคนพาลเป็นเด็ดขาด
‘ปัญฑิตานัญ จะ เสวะนา’ เราจักเสพหรืออยู่ด้วยบัณฑิต
ว่าอย่างนั้น
ฉะนั้น เมื่อเราจะหาบัณฑิตนอกตัว
การศึกษาเล่าเรียนนั้น เราก็ศึกษาเล่าเรียนมามากพอสมควร
และผู้ที่เป็นคนพาลนั้น เราก็หนีได้
แต่บัณฑิตที่เป็นนักปราชญ์ศึกษา-เล่าเรียน
ถ้าหากว่าเราไม่ศึกษา-เล่าเรียนเอง
เราจะไปอยู่กับท่าน ท่านผู้เรียนมามากนั้น
ก็คงจะอยู่(ด้วย)นานไม่ได้
สำหรับบัณฑิตนักปราชญ์ที่ศึกษา-เล่าเรียน…คนอื่น(นั่น)นะ
เราไปอยู่กับท่านไม่เกินปี-๒ ปี-หรือ ๔ ปี ก็มีการแยกย้ายกันไป
ถ้าเป็นคนพาลนั้น ถ้าเขาเป็นคนเกเร-เสเพล
กินเหล้า-เมาสุรา สูบกัญชา-เฮโรอีน เล่นการพนันเหล่านี้
เราก็แยกย้าย-หนีไปได้ อึดใจเดียวเท่านั้น
แต่*คนพาลภายในจิตใจของเรานี้ เราจะทำอย่างไร ?!!
จิตใจที่มันสกปรกนี่ อันนี้แหละเรียกว่า‘คนพาล’
คนพาล คือบุคคลที่มีโมหะนั่นเอง*
**บัณฑิต ก็คือคนที่ทำลายโมหะได้นั่นเอง**
เราเคยสวดกันเป็นภาษาบาลี
ญาติโยมเคยทำบุญ ภิกษุ-สามเณรไปสวดปริตมงคล
ข้อแรกว่า‘โย จักขุมา โมหะมาลาปะกัฏโฐ’
เมื่อแปลเป็นใจความแล้ว คือบุคคลผู้ทำลายโมหะเสียแล้ว
ว่าอย่างนั้น
แต่เราก็ไปสวดกันอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เห็นเป็นสิริมงคล
เรียกว่า… อย่างที่เราพูดกันว่า‘เอตัมมังคะละมุตตะมัง’
ว่าเป็นสิริมงคลแก่บุคคลผู้ทำ อันนี้ก็คล้ายคือกันว่า
*เมื่อเรายังทำลายโมหะ-โทสะ-โลภะไม่ได้
ก็ยังเป็นคนพาลอยู่นั่นเอง (เพราะ)ทำลายโมหะยังไม่ได้*
ฉะนั้น เมื่อมาคำนึงถึงอย่างนี้
ความเป็น‘อาบัติปาราชิก’นั้น คงจะอยู่ลึก
เป็นผู้มีสายตาแหลมคม และเป็นผู้มีปัญญาแหลมคม
มิใช่ว่าจะเป็นเพียงตาเนื้อ มองเห็นตัวหนังสือเท่านั้น
และมิใช่จะมีปัญญาเพียงจดจำเอากับตำรับ-ตำราเท่านั้น
ดังนั้น เราเคยได้ยินว่า*‘การเจริญสมถกรรมฐาน
เป็นอุบายให้สงบจิตชั่วครั้ง-ชั่วคราวเท่านั้น’*
**ผู้ที่เจริญวิปัสสนา เป็นเครื่องเรืองของปัญญา
คือเห็นแจ้งด้วยปัญญา
คำว่า‘วิปัสสนา’ แปลว่าการเห็นแจ้ง
เรียกว่า‘การเห็นแจ้งด้วยสติปัญญา
เห็นแจ้งด้วยจิต-ด้วยใจจริง ๆ’**
ฉะนั้นเมื่อพูดอย่างนี้ อย่าเพิ่งกล่าวว่า
ผมเป็นการพูดนอกแนว หรือพูดไปนอกตำรับ-ตำรา
อย่าเข้าใจอย่างนั้น
เราต้องพิจารณา-ขบคิดให้มันแตกฉาน…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ