DM-0133 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-16

“…บุคคลที่ไม่เห็นธรรมะ ไม่เข้าใจธรรมะนั้น


เราเคยพูดกันว่า‘ผู้ที่เป็นอนันตริยกรรม ๕ อย่าง


คือฆ่าบิดา-มารดา…หลายเรื่อง เรามาพูดกันเพียงย่อ ๆ


เรื่องภิกษุ ภิกษุผู้เป็นอาบัติปาราชิกแล้ว-อุปสมบทไม่ขึ้น


หรือเจริญวิปัสสนา (ก็)ไม่สามารถที่จะเห็นธรรมได้’


ในตำรับ-ตำราบอกว่า‘บุคคล-ภิกษุที่เป็นอาบัติปาราชิก


คือเสพเมถุน ๑ ลักของเขา ๑ ฆ่าสัตว์ ๑


พูด(อวด)อุตริมนุสธรรม คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์


(ที่)ไม่มีในตน ๑ อันนี้เป็นอาบัติปาราชิก’


ถ้าหากเป็นภิกษุอยู่-ก็ต้องสึก


เพราะเจริญวิปัสสนาไม่ได้


และธรรม(ใน)เรื่องบรรพชิตไม่เจริญ ว่าอย่างนั้น


ฉะนั้น ข้อนี้มันมีในตำรา


แต่(ถ้า)เรามามองดูกัน (ก็สามารถ)เห็นด้วยสายตา


บุคคลที่บวชมา ๒ ปี-๓ ปี-๔ ปี จนถึง ๕๐ ปี-๖๐ ปี


(บวช)จนตายก็มี (แต่)ยังไม่เข้าใจธรรมะ


*เมื่อไม่เข้าใจธรรมะ-ไม่เห็นธรรมะ


ก็ต้องเป็นปาราชิกอยู่นั่นเอง


คำว่า‘ปาราชิก’ ก็หมายถึงความมืดบอดนั่นเอง*


เราเคยสวดกันเรื่องอเสวนา ที่เป็นมงคล ๓๘


ว่า‘อะเสวะนา จะ พาลานัง’


แปลเป็นใจความว่า เราจะไม่เสพคนพาลเป็นเด็ดขาด


‘ปัญฑิตานัญ จะ เสวะนา’ เราจักเสพหรืออยู่ด้วยบัณฑิต


ว่าอย่างนั้น


ฉะนั้น เมื่อเราจะหาบัณฑิตนอกตัว


การศึกษาเล่าเรียนนั้น เราก็ศึกษาเล่าเรียนมามากพอสมควร


และผู้ที่เป็นคนพาลนั้น เราก็หนีได้


แต่บัณฑิตที่เป็นนักปราชญ์ศึกษา-เล่าเรียน


ถ้าหากว่าเราไม่ศึกษา-เล่าเรียนเอง


เราจะไปอยู่กับท่าน ท่านผู้เรียนมามากนั้น


ก็คงจะอยู่(ด้วย)นานไม่ได้


สำหรับบัณฑิตนักปราชญ์ที่ศึกษา-เล่าเรียน…คนอื่น(นั่น)นะ


เราไปอยู่กับท่านไม่เกินปี-๒ ปี-หรือ ๔ ปี ก็มีการแยกย้ายกันไป


ถ้าเป็นคนพาลนั้น ถ้าเขาเป็นคนเกเร-เสเพล


กินเหล้า-เมาสุรา สูบกัญชา-เฮโรอีน เล่นการพนันเหล่านี้


เราก็แยกย้าย-หนีไปได้ อึดใจเดียวเท่านั้น


แต่*คนพาลภายในจิตใจของเรานี้ เราจะทำอย่างไร ?!!


จิตใจที่มันสกปรกนี่ อันนี้แหละเรียกว่า‘คนพาล’


คนพาล คือบุคคลที่มีโมหะนั่นเอง*


**บัณฑิต ก็คือคนที่ทำลายโมหะได้นั่นเอง**


เราเคยสวดกันเป็นภาษาบาลี


ญาติโยมเคยทำบุญ ภิกษุ-สามเณรไปสวดปริตมงคล


ข้อแรกว่า‘โย จักขุมา โมหะมาลาปะกัฏโฐ’


เมื่อแปลเป็นใจความแล้ว คือบุคคลผู้ทำลายโมหะเสียแล้ว


ว่าอย่างนั้น


แต่เราก็ไปสวดกันอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เห็นเป็นสิริมงคล


เรียกว่า… อย่างที่เราพูดกันว่า‘เอตัมมังคะละมุตตะมัง’


ว่าเป็นสิริมงคลแก่บุคคลผู้ทำ อันนี้ก็คล้ายคือกันว่า


*เมื่อเรายังทำลายโมหะ-โทสะ-โลภะไม่ได้


ก็ยังเป็นคนพาลอยู่นั่นเอง (เพราะ)ทำลายโมหะยังไม่ได้*


ฉะนั้น เมื่อมาคำนึงถึงอย่างนี้


ความเป็น‘อาบัติปาราชิก’นั้น คงจะอยู่ลึก


เป็นผู้มีสายตาแหลมคม และเป็นผู้มีปัญญาแหลมคม


มิใช่ว่าจะเป็นเพียงตาเนื้อ มองเห็นตัวหนังสือเท่านั้น


และมิใช่จะมีปัญญาเพียงจดจำเอากับตำรับ-ตำราเท่านั้น


ดังนั้น เราเคยได้ยินว่า*‘การเจริญสมถกรรมฐาน


เป็นอุบายให้สงบจิตชั่วครั้ง-ชั่วคราวเท่านั้น’*


**ผู้ที่เจริญวิปัสสนา เป็นเครื่องเรืองของปัญญา


คือเห็นแจ้งด้วยปัญญา


คำว่า‘วิปัสสนา’ แปลว่าการเห็นแจ้ง


เรียกว่า‘การเห็นแจ้งด้วยสติปัญญา


เห็นแจ้งด้วยจิต-ด้วยใจจริง ๆ’**


ฉะนั้นเมื่อพูดอย่างนี้ อย่าเพิ่งกล่าวว่า


ผมเป็นการพูดนอกแนว หรือพูดไปนอกตำรับ-ตำรา


อย่าเข้าใจอย่างนั้น


เราต้องพิจารณา-ขบคิดให้มันแตกฉาน…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive