“…ธรรมะ คือคน
**คนทุกคนนี่แหละ เป็นธรรมะ**
ทำนา-ทำสวน-ทำไร่-ทำการซื้อขาย ก็เป็นเรื่องของคนทำ
อันนี้แหละเป็นศีล-เป็นธรรม
เรื่อง‘คน’นี้ พ่ออาตมาเคยเล่าให้ฟัง
คนไม่มีที่พึ่ง ก็จำเป็นต้องพึ่งผี
คนยุคนั้น จึงนับถือศาสนาผี
ส่วนศาสนาพราหมณ์ พราหมณ์ก็คือคนฉลาดนั่นเอง
จึงหลอกลวง หรือพูดให้คนที่ไม่ฉลาดฟัง
คนที่ไม่ฉลาด ก็เลยต้องเชื่อตามพราหมณ์
แต่คนที่ฉลาดกว่า เขาก็ไม่ต้องเชื่อพราหมณ์
ดังนั้น เรื่องศาสนาจึงมีมาก
นอกจากนี้ ก็ยังมีศาสนาเทวดา
ซึ่งก็คือ การที่บุคคลไหว้วอนเทวดาที่อยู่บนฟ้า
เทวดาที่อยู่บนฟ้านั้น มาทำอะไรให้เราไม่ได้
เครื่องบินหรือจรวด เขาบินออกนอกไปในอวกาศ
จนเขาไปถึงดวงจันทร์แล้ว
ไม่เคยเห็นชนบ้านเรือนเทวดาพังลงมาแม้เพียงหลังเดียว
ให้เข้าใจอย่างนั้น
ทีนี้คำว่า‘นรก’ มักจะเข้าใจกันว่าต้องอยู่ใต้ดิน
เดี๋ยวนี้เขาขุดเจาะน้ำบาดาล ขุดเจาะน้ำมันกันมากแล้ว
ก็ยังไม่ไปเจอกับหม้อนรกเลย
อาตมาเคยอ่านหนังสือ เมื่อสมัยเป็นเณร
หนังสือ‘สองสัปทาน’ คือหนังสือแจกข้าว-เป็นใบลาน
กล่าวว่า‘ตักบาตรตอนเช้า-ได้อานิสงส์ ๖ กัป
ไปส่งอาหารตอนเช้า ได้ผลานิสงส์ ๕ กัป
ไปส่งเพลให้พระ-เณรตอนกลางวัน ได้อานิสงส์ ๔ กัป’
กัปหนึ่งนั้นกว้าง ๑๐๐ โยชน์ ลึก ๑๐๐ โยชน์
๑๐๐ ปีของเมืองคน จึงจะเป็นปีทิพย์ของเทวดา ๑ ปี
เทวดาจะเอาเมล็ดงาทิ้งใส่ปีละ ๑ เมล็ด-จนเต็ม ก็เรียกว่า๑ กัป
หรือจะเปรียบเทียบด้านความสูง-ความใหญ่ ก็ได้
๑ กัปนั้นกว้าง ๑๐๐ โยชน์ สูง ๑๐๐ โยชน์
๑๐๐ ปีของเมืองคน จึงจะเป็นปีทิพย์ของเทวดา ๑ ปี
เทวดาจะเอาผ้าหรือไม้กวาดอ่อน ๆ นี่แหละ มาปัดกวาด ๑ ครั้ง
เมื่อดอยที่มันสูง ๑๐๐ โยชน์นั้น ราบเรียบเสมอเหมือนหน้ากลอง
ก็เรียกว่า ๑ กัป’
อันนั้นเป็นเป็นปริศนาธรรม
มันลึกลับซับซ้อนจริง ๆ ลึกลับ-ซับซ้อนเกินไป
สมัยนั้น อาตมาก็เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ
เมื่อฟังแล้วดังนี้ ก็ให้เราใช้ปัญญาพิจารณาเอาเอง
เราลองคิดดู-คำว่า‘เมล็ดงา ๑ เมล็ด’นี่ เราต้องพิจารณาให้ดี
‘กว้าง ๑๐๐ โยชน์ ลึก ๑๐๐ โยชน์’
๑ โยชน์ มีกี่กิโลเมตร ?
ถ้า ๒ คืบ-เป็น ๑ ศอก ๔ ศอก-เป็น ๑ วา
ทีนี้ ๒๐ วา-เป็น ๑ เส้น ๒๕ เส้น-เป็น ๑ กิโลเมตร
๔๐๐ เส้น-ก็เป็น ๑ โยชน์ บัดนี้ ๑๐๐ เส้น-เป็น ๔ กิโลเมตร
๔๐๐ เส้น-เป็น ๑๖ กิโลเมตร
เราลองคิดดู เอาเพียง ๑ กิโลเมตร
แล้วเอาเมล็ดงาไปทิ้งลงทุกวัน-ทุกวัน
หรือว่าเรียงเมล็ดกันเลย จนตายมันก็ไม่เต็ม-ไม่ถึง
อันนี้แหละ ท่านผู้ฟังทั้งหลาย
**การฟังนั้นต้องใช้สติปัญญา ให้รู้แจ้ง-รู้จริง**
**‘การเจริญสติ’นี่เอง เป็น‘เมล็ดงา’
กล่าวคือ ‘เมื่อเราพลิกมือขึ้น-มีสติเข้าไปรู้’
คว่ำมือลง มีสติเข้าไปรู้
ก้ม-เงย เอียงซ้าย-เอียงขวา กะพริบตา อ้าปาก
หายใจเข้า-หายใจออก เดินหน้า-ถอยหลัง
ตลอดจนการกลืนน้ำลายผ่านลงในลำคอ
ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ในทุก ๆ อิริยาบถ
นี่แหละเปรียบ(ได้กับ)เมล็ดงา
และจิตใจมันนึกมันคิดอันใด
ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้อยู่ทุกวินาที
อันนี้แหละเรียกว่า‘ทำให้มันเต็ม’**
ไม่ใช่เต็มบ่ออย่างนั้น
*อันนี้แหละที่เราไม่เข้าใจ
จึงไม่เคยมาดูต้นตอของจิตใจ ของรูป-ของกายเรานี้
มันจึงว่างอยู่เหมือนกับทะเล*
อันนี้แหละ ที่เราเข้าใจผิด
*เมื่อเข้าใจผิด ตีความหมายก็ผิด
เมื่อเข้าใจถูก ตีความหมายก็ถูก*
ในสมัยนั้น อาตมาเข้าใจผิดจริง ๆ
แต่**เมื่อมาเจริญสติแบบนี้ จึงรู้จริง ๆ-เข้าใจจริง ๆ**
ถ้าหากมันใหญ่-มันสูงขึ้นไปจริง ๆ ทั้ง ๑๐๐ โยชน์
แล้ว ๑ ปีทิพย์ เทวดาจึงเอาไม้กวาด-หรือผ้าอ่อน ๆ มาปัดกวาด ๑ ครั้ง
ให้ดอยอันนั้นราบเรียบเป็นหน้ากลอง จึงจะเป็น ๑ กัป
อันนั้นเป็นไปไม่ได้จริง ๆ
*การทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลนั้นดีแล้ว*
แต่**เราต้องมาเจริญสติด้วย
เมื่อเราไม่มาเจริญสติ มันก็ว่างอยู่อย่างนั้นแหละ
มันคิดไปร้อยอันพันอย่าง เราไม่เคยรู้-ไม่เคยเห็น-ไม่เคยเข้าใจ**
พอไปเจริญวิปัสสนา ก็เลยไปนั่งภาวนาหรือดูลมหายใจ
ดูมันพอง-ยุบ เพื่อให้มันเต็ม…แต่มันเต็มไม่ได้
เมื่อไปทำอย่างนั้นแล้ว เราไม่รู้-ไม่เข้าใจ
ก็เลยหันกลับมาทำแต่เพียงทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลเท่านั้น
และทำจนเป็นอุปนิสัย
ซึ่งก็ดีเหมือนกัน แต่มันดีน้อย…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ