“…อาตมาได้รับจดหมายให้มาแสดงธรรมเรื่องนี้
(เรื่อง)‘วิปัสสนา’
ก็จะพูดเรื่องวิปัสสนาเลยทีเดียว
คำว่า‘วิปัสสนา’นั้น เป็นเพียงชื่อเท่านั้นเอง
แต่ตัวจริงของวิปัสสนานั้น ตามตัวหนังสือแปลว่า
‘รู้แจ้ง-รู้จริง ต่างเก่าล่วงภาวะเดิม’ ว่าอย่างนั้น
ถ้าหากรู้แจ้ง-รู้จริง เราจะไปเสียเคราะห์
ดูฤกษ์งาม-ยามดีกันทำไม จะไปไหว้เทวดากันทำไม ?
ถ้าหากรู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวฤกษ์งาม-ยามดี
เพราะว่ามันทำอะไรให้เราไม่ได้
จึงไปตรงเข้ากับคำที่พ่อแม่เราสอนเอาไว้ว่า‘ให้ทำดี’
ไม่ใช่ทำดี-ได้ดี ทำชั่ว-ได้ชั่ว
แต่ทำดี-มันดี…ไม่ใช่ได้ดี ทำชั่ว-มันชั่ว
คนใจดี-จึงทำดีได้ คนใจชั่วแล้ว-จะทำดีไม่ได้
(คนใจชั่ว)ทำดีได้ ก็เพราะอด(ทน)เอาเท่านั้นเอง
ดังนั้น ในวันนี้ขอให้ผู้ฟังทั้งหลายจงตั้งใจฟัง
ทำตัวของท่านผู้ฟังเอาไว้ให้เหมือนกับดอกไม้
ซึ่งท่านอุปมาไว้‘เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า’ ว่า
‘เหล่า(ที่) ๑ นั้น พ้นน้ำขึ้นมาแล้ว-ตั้งช่อรอรับแสงแดด
พอแสงแดดออกมา ก็บานได้ทันที
เหล่าที่ ๒ พ้นน้ำขึ้นมาแล้ว-เพียงตั้งดอกตูมไว้
ยังไม่เต็ม หรือยังไม่อัดแน่นภายใน
แดดออกมาหลายมื้อ-หลายวัน ก็บานได้
เหล่าที่ ๓ ปริ่มน้ำอยู่
เมื่อแดดออกมา-น้ำลดลงไป บัวสูงขึ้น-สูงขึ้น
หลายวัน(เข้า) ดอกบัวก็บานได้
เหล่าที่ ๔ ยังแตกตุ่มอยู่ที่โคน-ที่เหง้า
ยังเป็นอาหารของเต่า ของปู-ของปลาอยู่’
อาตมาเข้าใจว่า
ท่านทั้งหลายที่พากันมาที่นี่ เป็นดอกไม้ที่พ้นน้ำแล้วทุกคน
บางคนก็เสียเงิน ๙-๑๐ บาท เดินทางมา
เพราะเป็นคนต่างบ้าน-ต่างตำบล ต่างอำเภอ-ต่างจังหวัด
ที่มารวมกันที่นี่ มาเจริญวิปัสสนา
วิปัสสนานั้น อาตมาทำวิธีเคลื่อนไหว
ท่านที่มาที่นี่ บางคนอาจจะเคยทำวิธีเคลื่อนไหวมาก็มี
บางคนก็ได้ทำพุท-โธมาก็มี
บางคนก็ได้ทำสัมมา-อะระหังมาก็มี
บางคนก็ได้ทำพอง-ยุบมาก็มี
บางคนก็เคยทำอานาปานสติมาก็มี
อันนั้นมันเป็นวิธีการ ไม่ใช่เป็นวิปัสสนา
**‘วิปัสสนา’ คือการเห็นแจ้ง-รู้จริง
เห็นอะไร ?
ก็เห็นตัวเองนี่เองกำลังนั่งอยู่ พูดอยู่ในขณะนี้
เห็นจิตใจมันนึกคิดอยู่เดี๋ยวนี้
อันนี้แหละเป็นวิปัสสนาจริง ๆ
รู้เข้ามาที่ตรงนี้**
จึงจะสมกับที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระวักกลิว่า
‘ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา
แม้จับชายจีวร หรือจับนิ้วมือเราอยู่
ก็ไม่ชื่อว่าเห็นเราตถาคต เพราะไม่เห็นธรรม’
คำว่า‘เห็นธรรม’นั้น
ครูบาอาจารย์บางคน ท่านสอนว่า
‘ต้องเห็นสี-เห็นแสง เห็นดวงแก้ว เห็นพระพุทธรูป
ตลอดจนเห็นผี-เห็นเทวดา และอื่น ๆ อีกจิปาถะ’
เห็นอย่างนี้ ท่านว่า‘เห็นธรรม’
*อันนั้นไม่ใช่จริง ๆ
อันนั้นแหละเป็นเรื่องของคนที่ไม่รู้ (แล้ว)มาสอน
มันก็เลยไม่รู้*
ส่วนคนที่รู้(แล้ว)มาสอน ก็ต้องรู้ได้ทันที
รับรองได้
คนที่มีปัญญาฟังอาตมาพูดนี้ รู้ทันที…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ