DM-0128 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-11

“…อาการเกิดดับของนามรูป ไม่เหมือนอาการเกิดดับของรูป-นาม


คือ**อาการเกิดดับของนามรูปนั้น ดับครั้งเดียว


เป็นการดับวูบลงทางจิต-ทางใจ และจืดจางไปทั้งตัว**


อุปมาเหมือนสำลีที่เปียกชุ่มน้ำอยู่ แล้วเราไปหยิบสำลีขึ้นจากน้ำ


แล้วบีบเอาน้ำออกจากสำลีให้หมดเพียงครั้งเดียว เสร็จสิ้นแล้ว


หรืออาจอุปมาเหมือนน้ำสีที่เต็มกระป๋อง และไม่มีคุณภาพเพราะเสื่อมเสียแล้ว


แม้เอาผ้าลงไปย้อมสี-จะไม่ติดเนื้อผ้า ฉันใด-ก็ฉันนั้น


**อาการเกิดดับที่วูบลงด้วยญาณของการเจริญสติ-เจริญปัญญาแบบการเคลื่อนไหว


และจับความรู้สึกให้มีสติ รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา


ตามที่พระพุทธเจ้าค้นพบและนำมาสอนนี้ มีผลทางจิตใจได้จริง ๆ


สามารถทำให้เข้าสู่ที่สุดของทุกข์ได้จริง ๆ


และจะประจักษ์ได้ก็ด้วยการเข้าไปเห็น-เข้าไปรู้ หรือสัมผัสได้ด้วยตนเองจริง ๆ


อาการเช่นนี้จะรู้ล่วงหน้าไม่ได้ จะคาดคิดเอาเองก็ไม่ได้


ต้องปฏิบัติให้มันเป็นเองก่อน จึงจะเห็นแจ้งได้เอง


จะรู้เอง-เห็นเอง เข้าใจเองได้ด้วยตนเองจริง ๆ


การรู้การเกิดดับได้เช่นนี้ มีอานิสงส์มากเหลือเกิน


การพยายามเจริญสติ-เจริญปัญญา เอาจิตดูจิต-หรือเอาสติดูจิตใจนี้


เมื่อสมบูรณ์แล้ว จะเป็นของมันเอง-จิตใจจะเปลี่ยนของมันเอง**


การปฏิบัติขั้นรู้รูป-นามนั้น ใช้เวลาภายใน ๑ วัน ถึง ๙๐ วัน


ขั้นปรมัตถ์ ลดละโทสะ-โมหะ-โลภะใช้เวลาภายใน ๑ ปี ถึง ๓ ปี


ขั้นรู้อาการเกิดดับ ๓ ปี ถึง ๖ ปี


**ถ้าปฏิบัติจริงจังต่อเนื่องกัน ข้าพเจ้ารับรองว่าต้องได้ผลทุกคน**


ด้านอานิสงส์จะเป็นเช่นไรนั้น อยากจะกล่าวว่า


*‘คนผู้เกิดมา ๑๐๐ ปี ถ้าหากไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เข้าใจเรื่องนี้


ต้องนับว่าชีวิตของบุคคลผู้นั้นเป็นหมัน*


**บุคคลผู้เกิดมาเพียงวันเดียว หากรู้-เห็น-เข้าใจการเกิดดับของชีวิตจริง ๆ


ต้องนับว่าดีกว่าผู้เป็นอยู่ มีอายุถึง ๑๐๐ ปีนั้นเสียอีก**


*สงฆ์ผู้บวชมา ๑๐๐ พรรษา หากไม่รู้เห็นเรื่องนี้


ไม่เข้าใจการเกิดดับของชีวิตได้อย่างถูกต้อง


ตรงกับความจริงโดยประจักษ์ด้วยจิตใจของตนเองแล้ว


ต้องถือว่า การบวชของบุคคลผู้นั้นเป็นโมฆะ


และเขาผู้นั้นต้องกลายเป็นโมฆะบุคคลไปเสีย*


ตรงกันข้าม ผู้รู้กล่าวไว้ว่า


**‘ผู้บวช-แม้เพียงวันเดียว หากรู้-หากเข้าใจเรื่องการเกิดดับของชีวิตได้จริง


และถูกตรง เพราะประจักษ์ได้ด้วยจิตของตนเอง


ท่านว่าน่าชม-น่าสรรเสริญ


และชีวิตมีค่า-มีความหมายกว่าสงฆ์ผู้บวชมา ๑๐๐ พรรษาเสียอีก’**


คำกล่าวนี้มีเป็นหลักฐานอยู่ใน(บทสวด)ทำวัตรเช้า-เย็น ดังที่เราทั้งหลายรู้ ๆ กันอยู่


**ข้อสำคัญคือ ต้องลงมือปฏิบัติให้รู้เอง-เห็นเอง-ประจักษ์เองจริง ๆ


กล่าวคือ ข้าพเจ้าขอชี้ชวน-และขอยืนยันให้ลองเจริญสติ


ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้-ได้ชี้แนะไว้อย่างจริงจังและต่อเนื่องดู


การเจริญสติตามวิธีนี้ เมื่อสมบูรณ์แล้ว-จะเกิดญาณปัญญา**


ความรู้เรื่องอริยสัจจ์นั้น-สัจจะทางปัญญา


ต้องมีอารมณ์อย่างนี้ คือรู้รูป-รู้นาม รู้รูปทำ-รู้นามทำ


รู้รูปโรค-รู้นามโรค กล่าวคือโรคมี ๒ อย่าง


คือมีโรคทางกาย หรือทางเนื้อหนัง


ซึ่งการรักษา จะทำได้ก็โดยไปหาหมอที่โรงพยาบาล


หมอที่มีความรู้-ความชำนาญ จะวินิจฉัยโรค-และให้ยา


โรคบางอย่างก็อาจหายได้ทันที และบางอย่างอาจต้องใช้ระยะเวลานาน


และบางอย่างก็ไม่มียาใดรักษาให้หายขาดได้


ส่วนโรคอีกชนิดหนึ่งคือโรคทางจิตวิญญาณ เช่น *โทสะ-โมหะ-โลภะ


เหล่านี้ถือเป็นโรคทางจิตวิญญาณทั้งสิ้น*


**การรักษา-ต้องเจริญสติ เมื่อเจริญสติได้ระดับพอดี


จะเกิดญาณปัญญาจนเกิดการรู้แจ้ง-รู้จริง


เป็นการรู้ที่เกิดจากตนรู้เอง หรือเรียกว่า‘เป็นการตรัสรู้’


ไม่ใช่รู้แบบที่จำมาจากตำรา หากแต่เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจริง ๆ


และการรู้เช่นนี้ จะเป็นการรู้อนิจจัง-การรู้ทุกข์-รู้อนัตตา


แล้วจะเป็นรู้สมมติทุกอย่างจนครบ-จบถ้วน


การรู้ได้เช่นนี้ หรือได้บรรลุภาวะเช่นนี้เท่านั้น


จึงเรียกได้ว่า‘เป็นมนุษย์ใจสูง’ ซึ่งตรงกันข้ามกับเมื่อยังไม่รู้เช่นนี้


เพราะจิตใจอาจยังต่ำอยู่**


การรู้ศาสนา หรือรู้พุทธศาสนา


ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้อง ให้ตรงกับความเป็นจริง


คำว่า‘ศาสนา’ แปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้


ใครรู้เรื่องอะไร ก็ต้องนำเอาเรื่องนั้นมาสอน-แปลกันเช่นนี้


เรื่องของศาสนาจึงมีมาก เช่น ศาสนาผี-ศาสนาพราหมณ์


ศาสนาเทวดา และพุทธศาสนา


เราควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี จะได้ไม่เหลวไหลไร้สาระ-และไม่ผิดพลาด


อันที่จริงแล้ว ตัวศาสนาจริง ๆ นั้น


ก็คือตัวคนทุกคนนี่เอง คนเรานี่แหละเป็นตัวศาสนา


ในความเห็นของข้าพเจ้า จากที่ข้าพเจ้ารู้ขึ้นมาก็คือ


‘ศาสนา’ต้องแปลว่าที่พึ่งได้ กำจัดทุกข์ได้จริง ๆ


‘พุทธศาสนา’ ก็คือตัวสติ-ตัวสมาธิ-และตัวปัญญานี้เอง


‘พุทธะ’ แปลว่าผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบานด้วยธรรม


**การเจริญสติอันเป็นฐานของการเจริญสมาธิ-เจริญปัญญา


จะทำให้ธาตุพุทธะในตัวเราแตกตัวและเบ่งบาน


พุทธะหรือโพธิจิตนี้ เมื่อได้รับการกระตุ้นระดับหนึ่ง


จะตื่นขึ้นและผลิบาน เช่นนี้จึงเรียกว่า‘ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน’


ซึ่งมนุษย์ทุกคนไปถึงได้**


เรื่องบุญ-เรื่องบาป ก็เช่นกัน


เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้


อันว่าบาปก็คือโง่-หรือมืดนั่นเอง อันเป็นเหตุให้เขาหลอกลวงเอาได้


ภาษาหนังสือที่เขาเขียนไว้ขลัง ๆ หน่อย เขาเรียกว่า‘อวิชชา’


หรือภาษาไทยนำมาแปลว่า‘ความไม่รู้’


ฉะนั้น-*บาปก็คือความไม่รู้นั่นเอง* และอนุมานได้ว่า


*เมื่อใดที่เรายังถูกครอบงำอยู่ในความไม่รู้ เมื่อนั้นชื่อได้ว่ามีบาปอยู่*


ตรงกันข้าม…**บุญกุศล-ซึ่งหมายถึงความฉลาด และคือความรู้แจ้ง-รู้จริงนี่เอง


และไม่ใช่รู้วิชา(ใน)ตำรับ-ตำรา ที่เพียงไปจดจำมาเท่านั้น


การรู้เช่นนั้นย่อมมีประโยชน์เพื่องาน-อาชีพ


แต่ประโยชน์ที่ใหญ่หลวงกว่า…คือการตรัสรู้ รู้แจ้ง-รู้จริง


และถือเป็นบุญ-เป็นกุศลที่แท้จริง


การรู้เช่นนี้ จึงเรียกได้ว่า’ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้แท้จริง-กำจัดทุกข์ได้จริง’


การตรัสรู้ คือการรู้ความจริงที่เป็นประโยชน์กับชีวิต


โดยไม่ต้องข้องแวะกับความรู้อันไร้สาระ-ไร้ประโยชน์


การตรัสรู้-คือรู้เพื่อการพ้นทุกข์ โดยไม่ต้องไปพึ่งผี-พึ่งเทวดา


หรือดูฤกษ์งาม-ยามดีอะไรที่ไหนเลย**


ในด้านการปฏิบัตินั้น เมื่อจบอารมณ์เรื่องรู้รูป-รู้นามแล้ว


ผู้ปฏิบัติต้องบำเพ็ญเพียร ปฏิบัติให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่-ไม่ขาดวันเวลา


ก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาได้ภายในไม่เกิน ๓๐ วัน


ความทุกข์อันเกิดจากการสงสัยเรื่องรูป-เรื่องนาม


เรื่องสมมติ เรื่องศาสนา เรื่องบุญ-เรื่องบาป


จะหมดไปอย่างน้อย ๖๐%


**เรื่องการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์-เพื่อการสิ้นสงสัยนี้


หากทำให้ถูก-ให้ตรงแล้ว ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเงินทอง


ให้สูญเปล่าไปอย่างมากมายแต่ประการใด


และไม่จำเป็นต้องทำของง่ายให้เป็นของยาก


ไม่จำเป็นต้องทำของสบายให้เป็นของยุ่ง-ของวุ่นวาย อย่างที่เห็น-ที่เป็นอยู่เลย


การเจริญสติ-เจริญปัญญานี้ เป็นการปฏิบัติทางจิต-ทางใจ**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive