“…อาการเกิดดับของนามรูป ไม่เหมือนอาการเกิดดับของรูป-นาม
คือ**อาการเกิดดับของนามรูปนั้น ดับครั้งเดียว
เป็นการดับวูบลงทางจิต-ทางใจ และจืดจางไปทั้งตัว**
อุปมาเหมือนสำลีที่เปียกชุ่มน้ำอยู่ แล้วเราไปหยิบสำลีขึ้นจากน้ำ
แล้วบีบเอาน้ำออกจากสำลีให้หมดเพียงครั้งเดียว เสร็จสิ้นแล้ว
หรืออาจอุปมาเหมือนน้ำสีที่เต็มกระป๋อง และไม่มีคุณภาพเพราะเสื่อมเสียแล้ว
แม้เอาผ้าลงไปย้อมสี-จะไม่ติดเนื้อผ้า ฉันใด-ก็ฉันนั้น
**อาการเกิดดับที่วูบลงด้วยญาณของการเจริญสติ-เจริญปัญญาแบบการเคลื่อนไหว
และจับความรู้สึกให้มีสติ รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา
ตามที่พระพุทธเจ้าค้นพบและนำมาสอนนี้ มีผลทางจิตใจได้จริง ๆ
สามารถทำให้เข้าสู่ที่สุดของทุกข์ได้จริง ๆ
และจะประจักษ์ได้ก็ด้วยการเข้าไปเห็น-เข้าไปรู้ หรือสัมผัสได้ด้วยตนเองจริง ๆ
อาการเช่นนี้จะรู้ล่วงหน้าไม่ได้ จะคาดคิดเอาเองก็ไม่ได้
ต้องปฏิบัติให้มันเป็นเองก่อน จึงจะเห็นแจ้งได้เอง
จะรู้เอง-เห็นเอง เข้าใจเองได้ด้วยตนเองจริง ๆ
การรู้การเกิดดับได้เช่นนี้ มีอานิสงส์มากเหลือเกิน
การพยายามเจริญสติ-เจริญปัญญา เอาจิตดูจิต-หรือเอาสติดูจิตใจนี้
เมื่อสมบูรณ์แล้ว จะเป็นของมันเอง-จิตใจจะเปลี่ยนของมันเอง**
การปฏิบัติขั้นรู้รูป-นามนั้น ใช้เวลาภายใน ๑ วัน ถึง ๙๐ วัน
ขั้นปรมัตถ์ ลดละโทสะ-โมหะ-โลภะใช้เวลาภายใน ๑ ปี ถึง ๓ ปี
ขั้นรู้อาการเกิดดับ ๓ ปี ถึง ๖ ปี
**ถ้าปฏิบัติจริงจังต่อเนื่องกัน ข้าพเจ้ารับรองว่าต้องได้ผลทุกคน**
ด้านอานิสงส์จะเป็นเช่นไรนั้น อยากจะกล่าวว่า
*‘คนผู้เกิดมา ๑๐๐ ปี ถ้าหากไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เข้าใจเรื่องนี้
ต้องนับว่าชีวิตของบุคคลผู้นั้นเป็นหมัน*
**บุคคลผู้เกิดมาเพียงวันเดียว หากรู้-เห็น-เข้าใจการเกิดดับของชีวิตจริง ๆ
ต้องนับว่าดีกว่าผู้เป็นอยู่ มีอายุถึง ๑๐๐ ปีนั้นเสียอีก**
*สงฆ์ผู้บวชมา ๑๐๐ พรรษา หากไม่รู้เห็นเรื่องนี้
ไม่เข้าใจการเกิดดับของชีวิตได้อย่างถูกต้อง
ตรงกับความจริงโดยประจักษ์ด้วยจิตใจของตนเองแล้ว
ต้องถือว่า การบวชของบุคคลผู้นั้นเป็นโมฆะ
และเขาผู้นั้นต้องกลายเป็นโมฆะบุคคลไปเสีย*
ตรงกันข้าม ผู้รู้กล่าวไว้ว่า
**‘ผู้บวช-แม้เพียงวันเดียว หากรู้-หากเข้าใจเรื่องการเกิดดับของชีวิตได้จริง
และถูกตรง เพราะประจักษ์ได้ด้วยจิตของตนเอง
ท่านว่าน่าชม-น่าสรรเสริญ
และชีวิตมีค่า-มีความหมายกว่าสงฆ์ผู้บวชมา ๑๐๐ พรรษาเสียอีก’**
คำกล่าวนี้มีเป็นหลักฐานอยู่ใน(บทสวด)ทำวัตรเช้า-เย็น ดังที่เราทั้งหลายรู้ ๆ กันอยู่
**ข้อสำคัญคือ ต้องลงมือปฏิบัติให้รู้เอง-เห็นเอง-ประจักษ์เองจริง ๆ
กล่าวคือ ข้าพเจ้าขอชี้ชวน-และขอยืนยันให้ลองเจริญสติ
ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้-ได้ชี้แนะไว้อย่างจริงจังและต่อเนื่องดู
การเจริญสติตามวิธีนี้ เมื่อสมบูรณ์แล้ว-จะเกิดญาณปัญญา**
ความรู้เรื่องอริยสัจจ์นั้น-สัจจะทางปัญญา
ต้องมีอารมณ์อย่างนี้ คือรู้รูป-รู้นาม รู้รูปทำ-รู้นามทำ
รู้รูปโรค-รู้นามโรค กล่าวคือโรคมี ๒ อย่าง
คือมีโรคทางกาย หรือทางเนื้อหนัง
ซึ่งการรักษา จะทำได้ก็โดยไปหาหมอที่โรงพยาบาล
หมอที่มีความรู้-ความชำนาญ จะวินิจฉัยโรค-และให้ยา
โรคบางอย่างก็อาจหายได้ทันที และบางอย่างอาจต้องใช้ระยะเวลานาน
และบางอย่างก็ไม่มียาใดรักษาให้หายขาดได้
ส่วนโรคอีกชนิดหนึ่งคือโรคทางจิตวิญญาณ เช่น *โทสะ-โมหะ-โลภะ
เหล่านี้ถือเป็นโรคทางจิตวิญญาณทั้งสิ้น*
**การรักษา-ต้องเจริญสติ เมื่อเจริญสติได้ระดับพอดี
จะเกิดญาณปัญญาจนเกิดการรู้แจ้ง-รู้จริง
เป็นการรู้ที่เกิดจากตนรู้เอง หรือเรียกว่า‘เป็นการตรัสรู้’
ไม่ใช่รู้แบบที่จำมาจากตำรา หากแต่เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจริง ๆ
และการรู้เช่นนี้ จะเป็นการรู้อนิจจัง-การรู้ทุกข์-รู้อนัตตา
แล้วจะเป็นรู้สมมติทุกอย่างจนครบ-จบถ้วน
การรู้ได้เช่นนี้ หรือได้บรรลุภาวะเช่นนี้เท่านั้น
จึงเรียกได้ว่า‘เป็นมนุษย์ใจสูง’ ซึ่งตรงกันข้ามกับเมื่อยังไม่รู้เช่นนี้
เพราะจิตใจอาจยังต่ำอยู่**
การรู้ศาสนา หรือรู้พุทธศาสนา
ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้อง ให้ตรงกับความเป็นจริง
คำว่า‘ศาสนา’ แปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้
ใครรู้เรื่องอะไร ก็ต้องนำเอาเรื่องนั้นมาสอน-แปลกันเช่นนี้
เรื่องของศาสนาจึงมีมาก เช่น ศาสนาผี-ศาสนาพราหมณ์
ศาสนาเทวดา และพุทธศาสนา
เราควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี จะได้ไม่เหลวไหลไร้สาระ-และไม่ผิดพลาด
อันที่จริงแล้ว ตัวศาสนาจริง ๆ นั้น
ก็คือตัวคนทุกคนนี่เอง คนเรานี่แหละเป็นตัวศาสนา
ในความเห็นของข้าพเจ้า จากที่ข้าพเจ้ารู้ขึ้นมาก็คือ
‘ศาสนา’ต้องแปลว่าที่พึ่งได้ กำจัดทุกข์ได้จริง ๆ
‘พุทธศาสนา’ ก็คือตัวสติ-ตัวสมาธิ-และตัวปัญญานี้เอง
‘พุทธะ’ แปลว่าผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบานด้วยธรรม
**การเจริญสติอันเป็นฐานของการเจริญสมาธิ-เจริญปัญญา
จะทำให้ธาตุพุทธะในตัวเราแตกตัวและเบ่งบาน
พุทธะหรือโพธิจิตนี้ เมื่อได้รับการกระตุ้นระดับหนึ่ง
จะตื่นขึ้นและผลิบาน เช่นนี้จึงเรียกว่า‘ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน’
ซึ่งมนุษย์ทุกคนไปถึงได้**
เรื่องบุญ-เรื่องบาป ก็เช่นกัน
เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้
อันว่าบาปก็คือโง่-หรือมืดนั่นเอง อันเป็นเหตุให้เขาหลอกลวงเอาได้
ภาษาหนังสือที่เขาเขียนไว้ขลัง ๆ หน่อย เขาเรียกว่า‘อวิชชา’
หรือภาษาไทยนำมาแปลว่า‘ความไม่รู้’
ฉะนั้น-*บาปก็คือความไม่รู้นั่นเอง* และอนุมานได้ว่า
*เมื่อใดที่เรายังถูกครอบงำอยู่ในความไม่รู้ เมื่อนั้นชื่อได้ว่ามีบาปอยู่*
ตรงกันข้าม…**บุญกุศล-ซึ่งหมายถึงความฉลาด และคือความรู้แจ้ง-รู้จริงนี่เอง
และไม่ใช่รู้วิชา(ใน)ตำรับ-ตำรา ที่เพียงไปจดจำมาเท่านั้น
การรู้เช่นนั้นย่อมมีประโยชน์เพื่องาน-อาชีพ
แต่ประโยชน์ที่ใหญ่หลวงกว่า…คือการตรัสรู้ รู้แจ้ง-รู้จริง
และถือเป็นบุญ-เป็นกุศลที่แท้จริง
การรู้เช่นนี้ จึงเรียกได้ว่า’ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้แท้จริง-กำจัดทุกข์ได้จริง’
การตรัสรู้ คือการรู้ความจริงที่เป็นประโยชน์กับชีวิต
โดยไม่ต้องข้องแวะกับความรู้อันไร้สาระ-ไร้ประโยชน์
การตรัสรู้-คือรู้เพื่อการพ้นทุกข์ โดยไม่ต้องไปพึ่งผี-พึ่งเทวดา
หรือดูฤกษ์งาม-ยามดีอะไรที่ไหนเลย**
ในด้านการปฏิบัตินั้น เมื่อจบอารมณ์เรื่องรู้รูป-รู้นามแล้ว
ผู้ปฏิบัติต้องบำเพ็ญเพียร ปฏิบัติให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่-ไม่ขาดวันเวลา
ก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาได้ภายในไม่เกิน ๓๐ วัน
ความทุกข์อันเกิดจากการสงสัยเรื่องรูป-เรื่องนาม
เรื่องสมมติ เรื่องศาสนา เรื่องบุญ-เรื่องบาป
จะหมดไปอย่างน้อย ๖๐%
**เรื่องการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์-เพื่อการสิ้นสงสัยนี้
หากทำให้ถูก-ให้ตรงแล้ว ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเงินทอง
ให้สูญเปล่าไปอย่างมากมายแต่ประการใด
และไม่จำเป็นต้องทำของง่ายให้เป็นของยาก
ไม่จำเป็นต้องทำของสบายให้เป็นของยุ่ง-ของวุ่นวาย อย่างที่เห็น-ที่เป็นอยู่เลย
การเจริญสติ-เจริญปัญญานี้ เป็นการปฏิบัติทางจิต-ทางใจ**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ