“นี่เป็นอีกโอกาสหนึ่ง ที่เรามาประชุมกันเพื่อฟังธรรม
เรื่องธรรมะนี่-พูดกันมากแล้ว ต่างคนต่างคิด-ต่างเห็นกันไป
ซึ่งต่างก็ถือว่าคำสอน-คำเทศน์จากความคิด-ความเห็นเหล่านั้นเป็นธรรมะ
ข้าพเจ้าจะไม่วิพากษ์-วิจารณ์อะไรในที่นี้
และจะหลีกเว้นการสอนธรรมะในส่วนอื่น ๆ อันเป็นความคิดเห็นปลีกย่อย
ซึ่งแต่ละคนอาจรู้-อาจเข้าใจสถานภาพของตน-ของตนได้ดีกว่า
หากเขาเข้าใจเรื่องชีวิต หรือตัวชีวิตแท้ ๆ ของเขาเป็นอย่างดี
อย่างถูกตรง และถ่องแท้แล้ว
ฉะนั้น-**สิ่งที่ข้าพเจ้ามุ่งเน้น ชี้ชวนให้เห็น-ให้ทำความเข้าใจเสมอมา
คือเรื่องชีวิต-หรือการพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา
หรือแม้แต่ศาสนาที่ได้ชื่อ-ได้นามอื่น ๆ ก็ตาม
เรื่องชีวิตและเรื่องของการเกิดดับนั้น จำเป็นต้องรู้**
คำว่าอาการเกิดดับนี้ มีอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน
คืออาการเกิดดับของรูป-นามอย่างหนึ่ง
และอาการเกิดดับของนามรูป อีกอย่างหนึ่ง
คนที่เจริญสมถกัมมัฏฐาน
หรือเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ยังไม่ถึงที่สุดของทุกข์
มักถือเอาอาการเกิดดับของรูป-นามเป็นเรื่องสนุก
มักชอบเอามาพูดคุยโอ้อวดกัน เอาของต่ำเป็นของสูง
เช่นนี้ เพราะขาดญาณปัญญา-ขาดความเข้าใจที่ถูกตรง
ซึ่ง**เรื่องเหล่านี้จะรู้ได้ ต้องเจริญสติ-เจริญปัญญา
ให้เกิดญาณปัญญารู้แจ้ง-รู้จริง สามารถออกจากทุกข์ได้จริง
เพราะมีอยู่ในตัวแล้ว เป็นแล้ว-เห็นแล้ว-เข้าใจแล้ว
เรื่องทางจิต-ทางใจเป็นเรื่องที่ทำให้คนอื่นรู้-เห็น-เข้าใจได้ยาก
แต่ใช่ว่าเป็นเรื่อง(ที่)รู้ไม่ได้เสียเลย
พระพุทธเจ้าได้สอน-ได้ชี้วิธีปฏิบัติให้แล้ว คือให้เจริญสติ-เจริญปัญญา**
หากว่าถึงประสบการณ์ทางด้านการปฏิบัตินั้น
ข้าพเจ้าเคยทำมาแล้วหลายวิธี แต่ไม่ทำให้เกิดผลสมบูรณ์
ซึ่งอาจนำมาเล่า-บอกกล่าวให้เป็นที่รู้กันบ้างก็ได้
และขอให้ถือเป็นการเตือนจิตสะกิดใจของพวกเราก็ดี
ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติโดยวิธีทำพุท-โธ
โดยนั่งสมาธิให้ตัวตรง-แล้วหลับตา โดยได้รับคำสอนว่าไม่ต้องหลับตาสนิท
ให้มองออกไปเห็นเป็นแสงเรือง ๆ แล้วหายใจเข้าว่า‘พุทธ’-หายใจออกว่า‘โธ’
ให้นึกภาวนาอยู่ในใจ ไม่ต้องออกเสียง
บางครั้งก็หลับไป และเป็นความสงบไปในตัว-แต่ไม่ได้รับผลอะไรเท่าที่ควร
วิธีที่ ๒ ก็นั่งสมาธิเช่นเดียวกัน แต่ให้กำหนดภาวนาเป็นตัวเลข
คือเมื่อหายใจเข้าก็ให้ว่า‘๑’ หายใจออกให้ว่า‘๒’
หายใจเข้าให้ว่า‘๓’ หายใจออกให้ว่า‘๔’…เรื่อยไปเช่นนี้จนถึง ๑๐ จึงหยุด
แล้วย้อนกลับลงมาเป็น ๙ เป็น ๘ จนถึง ๑…แล้วนับขึ้นไปถึง ๒๐
แล้วจากนั้นย้อนกลับลงมาถึง ๑ ใหม่ อะไรเช่นนี้
*วิธีนี้ อาจารย์ว่าขลัง-ศักดิ์สิทธิ์
ผลที่ได้รับก็คือความสงบชั่วครู่ยาม และหลับไปโดยไม่รู้สึกตัว
กล่าวคือ ข้าพเจ้าไม่อาจไปถึงที่สุดทุกข์โดยวิธีนี้-เห็นว่ายังไม่สมบูรณ์*
วิธีที่ ๓ เป็นวิธีสัมมา-อรหัง
หายใจเข้าให้ว่า‘สัมมา’ หายใจออกให้ว่า‘อรหัง’
ซึ่งเห็นว่าไม่ต่างไปจากการนับตัวเลขเลย แท้จริงก็คืออันเดียวกันนั่นเอง
วิธีที่ ๔ เป็นวิธีพองยุบ
หายใจเข้าว่า‘พองหนอ’ หายใจออกให้ว่า‘ยุบหนอ’
หรือถ้าหากเดินจงกรมก็ว่า‘ซ้ายย่างหนอ’ ‘ขวาย่างหนอ’
‘ยกส้นหนอ’ ‘ยกหนอ’ ‘ไปหนอ’ ‘ลงหนอ’ ‘ถูกหนอ’ ‘กดหนอ’
ซึ่งแท้จริงก็คือการสร้างปราการปิดกั้นความคิด หรือมโนทัศน์ต่าง ๆ
และสำรวมสติให้มาอยู่กับอิริยาบถต่าง ๆ นั่นเอง
แต่วิธีนี้ก็ยังไม่พ้นที่ต้องมีกลุ่มความคิดหรือมโนทัศน์ ที่นำมาใช้ภาวนานั่นเอง
และเป็นการฝืนธรรมชาติแท้จริงของจิตใจ
และอาจพลาดที่จะมองให้เห็นการเคลื่อนไหว หรือการทำงานของจิตใจ
เป็นแต่เพียงกดมันไว้เท่านั้นเอง
วิธีที่ ๕ เป็นวิธีอานาปานสติ คือการกำหนดรู้ลมหายใจ
หายใจเข้าสั้นก็ให้รู้ หายใจออกยาวให้รู้ หายใจเข้ายาวก็ให้รู้
หายใจออกสั้นก็ให้รู้ ลมหยาบ-ลมละเอียดก็ให้รู้
แต่วิธีนี้ เมื่อทำไปนาน ๆ อาจหลงต้นลม-หรือหลงปลายลม
เพราะมักจะเข้าไปในความสงบตามความเคยชิน
เพราะไม่รู้จักความสงบที่แท้จริง
ความสงบจึงมี ๒ อย่าง คือ
ความสงบแบบสมถกัมมัฏฐานอย่างหนึ่ง
กับความสงบแบบวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกอย่างหนึ่ง
*ความสงบแบบสมถกัมมัฏฐานนั้น เป็นความสงบแบบไม่รู้สึกตัว*
ส่วน**ความสงบแบบวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น เป็นความสงบที่รู้สึกตัวอยู่เสมอ**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ