DM-0127 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-10

“นี่เป็นอีกโอกาสหนึ่ง ที่เรามาประชุมกันเพื่อฟังธรรม


เรื่องธรรมะนี่-พูดกันมากแล้ว ต่างคนต่างคิด-ต่างเห็นกันไป


ซึ่งต่างก็ถือว่าคำสอน-คำเทศน์จากความคิด-ความเห็นเหล่านั้นเป็นธรรมะ


ข้าพเจ้าจะไม่วิพากษ์-วิจารณ์อะไรในที่นี้


และจะหลีกเว้นการสอนธรรมะในส่วนอื่น ๆ อันเป็นความคิดเห็นปลีกย่อย


ซึ่งแต่ละคนอาจรู้-อาจเข้าใจสถานภาพของตน-ของตนได้ดีกว่า


หากเขาเข้าใจเรื่องชีวิต หรือตัวชีวิตแท้ ๆ ของเขาเป็นอย่างดี


อย่างถูกตรง และถ่องแท้แล้ว


ฉะนั้น-**สิ่งที่ข้าพเจ้ามุ่งเน้น ชี้ชวนให้เห็น-ให้ทำความเข้าใจเสมอมา


คือเรื่องชีวิต-หรือการพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา


หรือแม้แต่ศาสนาที่ได้ชื่อ-ได้นามอื่น ๆ ก็ตาม


เรื่องชีวิตและเรื่องของการเกิดดับนั้น จำเป็นต้องรู้**


คำว่าอาการเกิดดับนี้ มีอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน


คืออาการเกิดดับของรูป-นามอย่างหนึ่ง


และอาการเกิดดับของนามรูป อีกอย่างหนึ่ง


คนที่เจริญสมถกัมมัฏฐาน


หรือเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ยังไม่ถึงที่สุดของทุกข์


มักถือเอาอาการเกิดดับของรูป-นามเป็นเรื่องสนุก


มักชอบเอามาพูดคุยโอ้อวดกัน เอาของต่ำเป็นของสูง


เช่นนี้ เพราะขาดญาณปัญญา-ขาดความเข้าใจที่ถูกตรง


ซึ่ง**เรื่องเหล่านี้จะรู้ได้ ต้องเจริญสติ-เจริญปัญญา


ให้เกิดญาณปัญญารู้แจ้ง-รู้จริง สามารถออกจากทุกข์ได้จริง


เพราะมีอยู่ในตัวแล้ว เป็นแล้ว-เห็นแล้ว-เข้าใจแล้ว


เรื่องทางจิต-ทางใจเป็นเรื่องที่ทำให้คนอื่นรู้-เห็น-เข้าใจได้ยาก


แต่ใช่ว่าเป็นเรื่อง(ที่)รู้ไม่ได้เสียเลย


พระพุทธเจ้าได้สอน-ได้ชี้วิธีปฏิบัติให้แล้ว คือให้เจริญสติ-เจริญปัญญา**


หากว่าถึงประสบการณ์ทางด้านการปฏิบัตินั้น


ข้าพเจ้าเคยทำมาแล้วหลายวิธี แต่ไม่ทำให้เกิดผลสมบูรณ์


ซึ่งอาจนำมาเล่า-บอกกล่าวให้เป็นที่รู้กันบ้างก็ได้


และขอให้ถือเป็นการเตือนจิตสะกิดใจของพวกเราก็ดี


ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติโดยวิธีทำพุท-โธ


โดยนั่งสมาธิให้ตัวตรง-แล้วหลับตา โดยได้รับคำสอนว่าไม่ต้องหลับตาสนิท


ให้มองออกไปเห็นเป็นแสงเรือง ๆ แล้วหายใจเข้าว่า‘พุทธ’-หายใจออกว่า‘โธ’


ให้นึกภาวนาอยู่ในใจ ไม่ต้องออกเสียง


บางครั้งก็หลับไป และเป็นความสงบไปในตัว-แต่ไม่ได้รับผลอะไรเท่าที่ควร


วิธีที่ ๒ ก็นั่งสมาธิเช่นเดียวกัน แต่ให้กำหนดภาวนาเป็นตัวเลข


คือเมื่อหายใจเข้าก็ให้ว่า‘๑’ หายใจออกให้ว่า‘๒’


หายใจเข้าให้ว่า‘๓’ หายใจออกให้ว่า‘๔’…เรื่อยไปเช่นนี้จนถึง ๑๐ จึงหยุด


แล้วย้อนกลับลงมาเป็น ๙ เป็น ๘ จนถึง ๑…แล้วนับขึ้นไปถึง ๒๐


แล้วจากนั้นย้อนกลับลงมาถึง ๑ ใหม่ อะไรเช่นนี้


*วิธีนี้ อาจารย์ว่าขลัง-ศักดิ์สิทธิ์


ผลที่ได้รับก็คือความสงบชั่วครู่ยาม และหลับไปโดยไม่รู้สึกตัว


กล่าวคือ ข้าพเจ้าไม่อาจไปถึงที่สุดทุกข์โดยวิธีนี้-เห็นว่ายังไม่สมบูรณ์*


วิธีที่ ๓ เป็นวิธีสัมมา-อรหัง


หายใจเข้าให้ว่า‘สัมมา’ หายใจออกให้ว่า‘อรหัง’


ซึ่งเห็นว่าไม่ต่างไปจากการนับตัวเลขเลย แท้จริงก็คืออันเดียวกันนั่นเอง


วิธีที่ ๔ เป็นวิธีพองยุบ


หายใจเข้าว่า‘พองหนอ’ หายใจออกให้ว่า‘ยุบหนอ’


หรือถ้าหากเดินจงกรมก็ว่า‘ซ้ายย่างหนอ’ ‘ขวาย่างหนอ’


‘ยกส้นหนอ’ ‘ยกหนอ’ ‘ไปหนอ’ ‘ลงหนอ’ ‘ถูกหนอ’ ‘กดหนอ’


ซึ่งแท้จริงก็คือการสร้างปราการปิดกั้นความคิด หรือมโนทัศน์ต่าง ๆ


และสำรวมสติให้มาอยู่กับอิริยาบถต่าง ๆ นั่นเอง


แต่วิธีนี้ก็ยังไม่พ้นที่ต้องมีกลุ่มความคิดหรือมโนทัศน์ ที่นำมาใช้ภาวนานั่นเอง


และเป็นการฝืนธรรมชาติแท้จริงของจิตใจ


และอาจพลาดที่จะมองให้เห็นการเคลื่อนไหว หรือการทำงานของจิตใจ


เป็นแต่เพียงกดมันไว้เท่านั้นเอง


วิธีที่ ๕ เป็นวิธีอานาปานสติ คือการกำหนดรู้ลมหายใจ


หายใจเข้าสั้นก็ให้รู้ หายใจออกยาวให้รู้ หายใจเข้ายาวก็ให้รู้


หายใจออกสั้นก็ให้รู้ ลมหยาบ-ลมละเอียดก็ให้รู้


แต่วิธีนี้ เมื่อทำไปนาน ๆ อาจหลงต้นลม-หรือหลงปลายลม


เพราะมักจะเข้าไปในความสงบตามความเคยชิน


เพราะไม่รู้จักความสงบที่แท้จริง


ความสงบจึงมี ๒ อย่าง คือ


ความสงบแบบสมถกัมมัฏฐานอย่างหนึ่ง


กับความสงบแบบวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกอย่างหนึ่ง


*ความสงบแบบสมถกัมมัฏฐานนั้น เป็นความสงบแบบไม่รู้สึกตัว*


ส่วน**ความสงบแบบวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น เป็นความสงบที่รู้สึกตัวอยู่เสมอ**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive