“…เราคงเคยได้ยินว่า มีผู้ถามพระพุทธเจ้าว่า
‘เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้ว
พระองค์จะให้ใครเป็นผู้สืบต่อความรู้ความเข้าใจอันนี้ ?’
พระองค์ไม่ได้ให้ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ฝากไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔
คือ ภิกษุ-ภิกษุณี อุบาสก-อุบาสิกา
(ให้) ๔ คนนี้แหละ เป็นผู้สืบต่อพระพุทธศาสนา
หลวงพ่อเคยได้ฟังเรื่องชาดกว่า
‘พระพุทธศาสนานั้น
เมื่อล่วงไปแล้วเท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระอรหันต์จะหมดไป
ล่วงไปเท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระอนาคามีจะหมดไป
ล่วงไปได้เท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระสกิทาคามีจะหมดไป
ล่วงไปได้เท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระโสดาบันจะหมดไป
ล่วงไปได้เท่านั้นปี-เท่านี้ปี จะไม่มีคนเรียน
จะไม่มีคนศึกษาพระไตรปิฎก
เมื่อหมดสิ่งเหล่านี้ คนก็ทุกข์-เกิดสับสนวุ่นวาย
โลกจะมืดเพราะหมดศาสนา หมดผู้เล่าเรียนพระไตรปิฎก
หมดผู้ประพฤติ-ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้วโลกจะมืด ๗ วัน-๗ คืน
ไปไหน-มาไหนไม่เห็นกันเลย
พ่อ-แม่-ลูกไม่รู้จักกัน
ญาติพี่น้องก็จะไม่รู้จักกันเลย
ไม่เห็นกัน เหมือนกับคนอยู่ในถ้ำ
มืดไป ๗ วัน-๗ คืน ไม่ได้กินข้าว-กินน้ำ…ก็หิว
ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร กัดกินกันเลย’
ปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน พ่อไม่รู้จักหน้าที่ของพ่อ
แม่ไม่รู้จักหน้าที่ของแม่ ลูกไม่รู้จักหน้าที่ของลูก
พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็รู้จักกันน้อยคน
เรื่องพระอริยบุคคลนั้น ก็ยิ่งไกลออกไป
ดังนั้น การสืบต่อพระพุทธศาสนานั้น-เราจะสืบต่อกันอย่างไร ?
ศึกษาให้รู้อะไร ? เราจะศรัทธาในสิ่งใด ?
**อันนี้เราควรศึกษา ควรให้รู้-ควรให้เข้าใจ
เป็นหน้าที่ของเราต้องศึกษาเอาเอง ปฏิบัติเอาเอง
ไม่มีใครทำให้ เป็นหน้าที่ของทุกคนทำได้
แต่ว่าคนนั้นจะทำหรือไม่ทำ !**
จึงเปรียบเสมือนเมล็ดข้าวทุกเมล็ด
ข้าวจ้าวก็ตาม ข้าวเหนียวก็ตาม
ถ้าอ้วนเต็มแล้ว เอาไปเพาะลงดิน-ออกทุกเมล็ด
แต่จะออกช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกที่ปลูก
ถ้าไปปลูกในที่แห้ง ไม่ชุ่ม-ไม่เย็น…มันก็นาน
แต่ถ้าไปปลูกใส่เตาไฟ หรือใกล้เตาไฟ
ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสงอกขึ้นมาได้
มีแต่ไฟจะไหม้เอาเท่านั้น
ฉะนั้น จึง*ขึ้นอยู่กับการกระทำนั่นแหละ
ถ้าทำไม่ถูกต้องแล้ว ขาดทุน-เสียเวลา*
การเกิดเป็นคนนี้ยาก เห็นได้ง่าย ๆ ด้วยตา
เช่น บางคนตั้งท้องขึ้นมา
ยังไม่ทันได้เกิด ตายเสียก่อน-แท้งออกมา
หรือเกิดออกมา(ยัง)ไม่ทันรู้จักกลางวัน-กลางคืน
ตายไปเสียแล้ว-ก็มี
บางคนเกิดมาเป็นหนุ่ม-เป็นสาว แล้วตาย-ก็มี
*บางคนจนเฒ่า-จนแก่อายุ ๗๐, ๘๐ ตายไป-ก็มี
ไม่เคยศึกษา ไม่เคยปฏิบัติตนเอง
ไม่เคยรู้จักตัวเอง ว่าเกิดมาทำไม !
นั้นเขาเรียกว่า ‘ชีวิตเป็นหมัน-ชีวิตเป็นโมฆะ’
ชีวิตผู้นั้นเป็นหมัน ไม่มีค่า-ไม่มีประโยชน์*
**ในทางตรงข้าม บุคคลผู้เกิดมาวันเดียว
มาศึกษาตนเอง รู้ตัวเอง-เข้าใจตนเอง
สัมผัสกับตัวเองได้นั้น ดีกว่า-มีประโยชน์กว่า**
ท่านอาจคิดว่า
คนเราเกิดมาวันเดียวนั้น ทำงานไม่เป็น
พลิกเนื้อ-พลิกตัว(เอง)ก็ไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่น
นั้นยังเป็นความเข้าใจไม่ถูกต้อง
**ให้เข้าใจว่า (หมายถึง)คนที่ฟังธรรม-หรือปฏิบัติเพียงวันเดียว
เกิดความรู้-ความเข้าใจ ซาบซึ้ง-ตรึงใจ
นี้ต่างหากที่เป็นการเกิด เกิดสติ-เกิดสมาธิ-เกิดปัญญา
เกิดวันเดียว ก็ยังดีกว่าที่เขาไม่เกิด-ไม่รู้**
ดังนั้น เราควรทำหรือเปล่า หรือจะรอให้ใครมาทำให้ ???
พระก็เหมือนกัน
แม้จะบวชเรียนเขียนอ่านพระไตรปิฎกจนจบ
ถ้าหากยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ
ไม่ทราบเป็นอย่างดี ว่าชีวิตนี้เป็นอย่างไร ?
การบวชของผู้นั้น แม้บวชมา ๑๐๐ พรรษาก็ตาม
ก็ยังเป็นหมัน-เป็นโมฆะ ไม่มีคุณค่าทางศาสนา
มีค่าเฉพาะสมมติเท่านั้น เพราะโลกนี้มันติดสมมติกัน
ดังนั้น **แม้เราจะอยู่กับโลก-แต่ให้เราอยู่เหนือโลก
อยู่กับทุกข์-กับสุข แต่ให้เราอยู่เหนือทุกข์เหนือสุข**
นี่คือการบวชในพุทธศาสนา
แม้เพียงวันเดียว ก็ยังดีกว่า-มีประโยชน์กว่า
บุคคลที่บวชมา ๑๐๐ พรรษา…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ