DM-0126 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-09

“…เราคงเคยได้ยินว่า มีผู้ถามพระพุทธเจ้าว่า


‘เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้ว


พระองค์จะให้ใครเป็นผู้สืบต่อความรู้ความเข้าใจอันนี้ ?’


พระองค์ไม่ได้ให้ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ฝากไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔


คือ ภิกษุ-ภิกษุณี อุบาสก-อุบาสิกา


(ให้) ๔ คนนี้แหละ เป็นผู้สืบต่อพระพุทธศาสนา


หลวงพ่อเคยได้ฟังเรื่องชาดกว่า


‘พระพุทธศาสนานั้น


เมื่อล่วงไปแล้วเท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระอรหันต์จะหมดไป


ล่วงไปเท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระอนาคามีจะหมดไป


ล่วงไปได้เท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระสกิทาคามีจะหมดไป


ล่วงไปได้เท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระโสดาบันจะหมดไป


ล่วงไปได้เท่านั้นปี-เท่านี้ปี จะไม่มีคนเรียน


จะไม่มีคนศึกษาพระไตรปิฎก


เมื่อหมดสิ่งเหล่านี้ คนก็ทุกข์-เกิดสับสนวุ่นวาย


โลกจะมืดเพราะหมดศาสนา หมดผู้เล่าเรียนพระไตรปิฎก


หมดผู้ประพฤติ-ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า


แล้วโลกจะมืด ๗ วัน-๗ คืน


ไปไหน-มาไหนไม่เห็นกันเลย


พ่อ-แม่-ลูกไม่รู้จักกัน


ญาติพี่น้องก็จะไม่รู้จักกันเลย


ไม่เห็นกัน เหมือนกับคนอยู่ในถ้ำ


มืดไป ๗ วัน-๗ คืน ไม่ได้กินข้าว-กินน้ำ…ก็หิว


ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร กัดกินกันเลย’


ปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน พ่อไม่รู้จักหน้าที่ของพ่อ


แม่ไม่รู้จักหน้าที่ของแม่ ลูกไม่รู้จักหน้าที่ของลูก


พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็รู้จักกันน้อยคน


เรื่องพระอริยบุคคลนั้น ก็ยิ่งไกลออกไป


ดังนั้น การสืบต่อพระพุทธศาสนานั้น-เราจะสืบต่อกันอย่างไร ?


ศึกษาให้รู้อะไร ? เราจะศรัทธาในสิ่งใด ?


**อันนี้เราควรศึกษา ควรให้รู้-ควรให้เข้าใจ


เป็นหน้าที่ของเราต้องศึกษาเอาเอง ปฏิบัติเอาเอง


ไม่มีใครทำให้ เป็นหน้าที่ของทุกคนทำได้


แต่ว่าคนนั้นจะทำหรือไม่ทำ !**


จึงเปรียบเสมือนเมล็ดข้าวทุกเมล็ด


ข้าวจ้าวก็ตาม ข้าวเหนียวก็ตาม


ถ้าอ้วนเต็มแล้ว เอาไปเพาะลงดิน-ออกทุกเมล็ด


แต่จะออกช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกที่ปลูก


ถ้าไปปลูกในที่แห้ง ไม่ชุ่ม-ไม่เย็น…มันก็นาน


แต่ถ้าไปปลูกใส่เตาไฟ หรือใกล้เตาไฟ


ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสงอกขึ้นมาได้


มีแต่ไฟจะไหม้เอาเท่านั้น


ฉะนั้น จึง*ขึ้นอยู่กับการกระทำนั่นแหละ


ถ้าทำไม่ถูกต้องแล้ว ขาดทุน-เสียเวลา*


การเกิดเป็นคนนี้ยาก เห็นได้ง่าย ๆ ด้วยตา


เช่น บางคนตั้งท้องขึ้นมา


ยังไม่ทันได้เกิด ตายเสียก่อน-แท้งออกมา


หรือเกิดออกมา(ยัง)ไม่ทันรู้จักกลางวัน-กลางคืน


ตายไปเสียแล้ว-ก็มี


บางคนเกิดมาเป็นหนุ่ม-เป็นสาว แล้วตาย-ก็มี


*บางคนจนเฒ่า-จนแก่อายุ ๗๐, ๘๐ ตายไป-ก็มี


ไม่เคยศึกษา ไม่เคยปฏิบัติตนเอง


ไม่เคยรู้จักตัวเอง ว่าเกิดมาทำไม !


นั้นเขาเรียกว่า ‘ชีวิตเป็นหมัน-ชีวิตเป็นโมฆะ’


ชีวิตผู้นั้นเป็นหมัน ไม่มีค่า-ไม่มีประโยชน์*


**ในทางตรงข้าม บุคคลผู้เกิดมาวันเดียว


มาศึกษาตนเอง รู้ตัวเอง-เข้าใจตนเอง


สัมผัสกับตัวเองได้นั้น ดีกว่า-มีประโยชน์กว่า**


ท่านอาจคิดว่า


คนเราเกิดมาวันเดียวนั้น ทำงานไม่เป็น


พลิกเนื้อ-พลิกตัว(เอง)ก็ไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่น


นั้นยังเป็นความเข้าใจไม่ถูกต้อง


**ให้เข้าใจว่า (หมายถึง)คนที่ฟังธรรม-หรือปฏิบัติเพียงวันเดียว


เกิดความรู้-ความเข้าใจ ซาบซึ้ง-ตรึงใจ


นี้ต่างหากที่เป็นการเกิด เกิดสติ-เกิดสมาธิ-เกิดปัญญา


เกิดวันเดียว ก็ยังดีกว่าที่เขาไม่เกิด-ไม่รู้**


ดังนั้น เราควรทำหรือเปล่า หรือจะรอให้ใครมาทำให้ ???


พระก็เหมือนกัน


แม้จะบวชเรียนเขียนอ่านพระไตรปิฎกจนจบ


ถ้าหากยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ


ไม่ทราบเป็นอย่างดี ว่าชีวิตนี้เป็นอย่างไร ?


การบวชของผู้นั้น แม้บวชมา ๑๐๐ พรรษาก็ตาม


ก็ยังเป็นหมัน-เป็นโมฆะ ไม่มีคุณค่าทางศาสนา


มีค่าเฉพาะสมมติเท่านั้น เพราะโลกนี้มันติดสมมติกัน


ดังนั้น **แม้เราจะอยู่กับโลก-แต่ให้เราอยู่เหนือโลก


อยู่กับทุกข์-กับสุข แต่ให้เราอยู่เหนือทุกข์เหนือสุข**


นี่คือการบวชในพุทธศาสนา


แม้เพียงวันเดียว ก็ยังดีกว่า-มีประโยชน์กว่า


บุคคลที่บวชมา ๑๐๐ พรรษา…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive