“…**การเห็นธรรมนั้น
จึงให้เห็นเป็นตามขั้นตอน หรือเป็นตามระดับ
(เป็น)ระยะ ๆ-เป็นพัก ๆ ตามอารมณ์(ของวิปัสสนา)
ไม่ใช่ว่าฟังแล้ว-เรียนแล้ว ไม่ต้องปฏิบัติ
อันนั้นยังไม่พอ ต้องลงมือปฏิบัติ-เจริญวิปัสสนา
ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง**
*เมื่อเราไม่เข้าใจวิปัสสนาอย่างแจ่มแจ้ง
การบวชก็เหมือนกัน หรือการมีชีวิตก็เหมือนกัน
ผมเคยได้ยินในตำรับ-ตำรา
และครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า
‘การบวชเข้ามาในพุทธศาสนานี้ เป็นภิกษุ-สามเณร
มีอายุบวชอยู่ ครองผ้ากาสาวพัสตร์
มีอายุพรรษาตั้ง ๑๐๐ ปี ถ้าหากไม่รู้ธรรม-ไม่เห็นธรรม
ไม่เข้าใจธรรม (ไม่เห็น)สภาวะจิตใจ
(ไม่เห็น)อาการเกิดดับของจิตใจจริง ๆ แล้ว
การบวชของบุคคลนั้นเป็นหมัน’* ว่าอย่างนั้น
ตรงกันข้าม
**‘เมื่อบุคคลใดเข้ามาบวชในหลักพุทธศาสนา
จะทันได้บวชก็ตาม (หรือ)เพียงแต่เอามีดโกนผม
ผมหลุดลงมา เลยได้ดวงตาเห็นธรรม-เข้าใจธรรมะ
ถึงสัจธรรม คืออาการเกิดดับของจิตใจ
และอาการเกิดดับจริง ๆ นั่นแหละ
ดีกว่า มีประโยชน์กว่าบุคคลที่บวชมา
มีอายุเป็นอยู่ ๑๐๐ พรรษา’** ท่านว่าอย่างนั้น
‘และ*บุคคลที่เกิดมามีอายุเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี
แต่ไม่รู้ธรรม-ไม่เห็นธรรม-ไม่เข้าใจธรรม
ในสภาวะอาการเกิดดับของจิตใจ
หรืออาการเกิดดับของกิเลส
หรืออาการเกิดดับอย่างไรก็ตาม
ชีวิตของบุคคลนั้นเป็นหมัน ชีวิตไร้ประโยชน์
(เพราะ)อยู่ด้วยความทุกข์*
เหมือนกันกับหนอนหรือไส้เดือน
จมอยู่อย่างนั้นแหละ
ตรงกันข้าม **บุคคลเกิดมาเพียงวันเดียว
รู้จิตใจ-รู้ธรรมะอาการเกิดดับ
เข้าใจถึงสภาวธรรมอาการเกิดดับของจิตใจ
หรืออาการเกิดดับของกิเลสนั้น
ดีกว่า มีประโยชน์กว่าบุคคลที่มีอายุเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี’**
ท่านว่าอย่างนั้น
ฉะนั้น **การมาบวชของพวกเรา
หรือว่าเราที่เกิดมาเป็นคนในขณะนี้
ยังมีลมหายใจเข้า-ออกอยู่ในขณะนี้
เราไม่ควรประมาท
เราควรขยันหมั่นเพียรประพฤติ-ปฏิบัติธรรมะ
คำว่า‘ธรรม-ธรรม’
คำนี้มันเป็นธรรม-ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น
ให้ได้ในชีวิตนี้
การเข้าถึงธรรมะนั้น ไม่จำกัดเพศ-วัย
จะเป็นผู้หญิง-ผู้ชาย เป็นพระ-เป็นเณร
ถือศาสนาไหนก็ตาม**
แต่ตำราบางส่วน และครูบาอาจารย์บางคนพูดว่า
‘ถ้าหากเป็นเพศฆราวาส รู้ธรรมะ-เข้าใจธรรมะ
ฆ่ากิเลสตาย-คลายกิเลสหลุดนั้น
(แล้วยัง)จะเป็นฆราวาสอยู่ (จะ)ไม่มีอายุยืนนานถึง ๗ วัน
หรือจะไม่ผ่าน ๗ วันไปได้
ต้องมาบวชเป็นเพศบรรพชิต
ถ้าหากไม่มาบวชเป็นเพศบรรพชิตนั้น
ต้องตายหรือสิ้นใจไป หมดลมหายใจ’
อันนี้เป็นการ(พูด)ที่ไม่เข้าใจ
หรือจะพูดมากับตำรับ-ตำราเท่านั้น
บางครั้ง-บางคราว ให้ผมพูดตามตรงแล้วก็ว่า
‘คนที่พูดอย่างนี้เป็นการโกหก-พูดเท็จ
เป็นการกล่าวให้คำสอนของพระพุทธเจ้าเสื่อมคลาย
หรือฉิบหายไป
ไม่ให้บุคคลผู้เป็นฆราวาสได้ประพฤติ-ปฏิบัติธรรม
อันนี้เป็นการกล่าวตู่พุทธพจน์
เป็นการทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่รู้สึกตัว
ฉะนั้น**การกล่าวธรรมะ หรือการพูดธรรมะ
ต้องเข้าใจให้เห็นแจ้งชัดเจน**
ฉะนั้น บุคคลใดที่(จะ)มีอายุเกินกว่า ๗ วันนั้นไปได้ ?
มันเป็นเพียงสมมติ
วันอาทิตย์-วันจันทร์-วันอังคาร-วันพุธ-พฤหัส-ศุกร์-เสาร์
มันเป็นเพียงสมมติเท่านั้น
จะตายวันไหน ก็ตายสิ้นลมหายใจเหมือนกัน…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ