-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๔ (๕/๕) ※-
“…อันว่าสำเร็จเนี่ย เฮานึกว่ามันจิคือของใหญ่
บ่แม่นใหญ่เด๊ **คือว่ามันจบสิ้นกัน**
เพราะว่าดึงบ่ออก คล้าย ๆ คือหอย
หอยเนี่ย-มันไต่ไปจังซี่ บัดนี่เฮาเอา(หอย)มาต้ม-มันเข้าป้อมัน
เฮาจิเอามากิน ต้มสุกแล้ว-เอาไม้จิ้มออกมา
มันบ่อยากออกมา มันเป็นจังซั่น
ลางตัว(บางตัว)ก็ออกมาง่าย ลางตัวก็บ่อยากออกมา
เป็นจังซั่น เพราะมันขาดเด๊
มันขาดคือเชือกไนล่อน ดึงแล้วบ่ถึงกัน
แล้วจิมีประโยชน์อันหยัง ?
ของสิ่งต่าง ๆ…มันเป็นของชั่ว-ของร้าย ของสกปรกที่สุด
จึงว่า‘โอ-เพียงเบิ่งความคิดซื่อ ๆ นี่
ทำไมมาเป็นจังซี่น้อ ?’ ว่าซั่น
จึงว่า ผมว่าตำอิด(ทีแรก)มาฮอดถึงบ้าน
ขเจ้าหาว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์
(เพราะผมบอกว่า)พระพุทธเจ้าบ่ใช่เป็นผู้มีเมตตาเด๊
พระพุทธเจ้ามีเทคนิค-กลไกฆ่าคนต่างหากเด๊
(แต่)ขเจ้าเขาบ่ฮู้จัก
โอ! ครูบาอาจารย์ก็ว่า‘มึงนี่เว้าหยัง-บ่แม่น’
นี่มันเป็นจังซั่น คนบ่ฮู้จัก
บ่แม่นว่าฆ่าคน อันเอาค้อนไปตีเอาเด๊
แต่**ฆ่าความเป็นคนให้มันตายไปซะ
ให้มันเหลือแต่ความเป็นพระอริยบุคคลนี่ซื่อ ๆ นี่เด๊
ครั้นความเป็นพระอริยบุคคล นั่นก็พระธรรมแล้วบัดนี่
ไปหยัง-ก็เอาพระธรรมไปด้วย ทำการ-ก็เอาพระธรรมไปทำนำ
พูด-ก็เอาพระธรรมไปพูดนำ คิด-ก็เอาพระธรรมไปคิดนำ
ให้ว่า พระธรรมอยู่ทุกเม็ดหิน-เม็ดทราย
เฮายืนอยู่ที่ไส ก็อยู่นั่นแหละ-พระธรรม**
ถ้าหากผู้ใดเห็นธรรมะแล้วนี่เด๊ เพิ่นยังว่า-นี่เด๊พระพุทธเจ้า
ผู้ใดจิบูชาพระพุทธเจ้า หรือพระตถาคตด้วยข้าวตอก
ดอกไม้-ธูปเทียน-ของหอมทั้งหลาย
จะหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปก็ตามซาง
ชื่อว่าบ่ได้บูชาพระพุทธเจ้า
**‘ผู้ใดบูชาพระพุทธเจ้า
คือประพฤติธรรม-ปฏิบัติธรรม รู้ธรรม-เห็นธรรมสมควรแก่ธรรม
ชื่อว่า-ผู้นั้นได้บูชาพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง’** เฮาเว้าเป็นซื่อ ๆ
เฮาบ่เห็นพระธรรม เฮาบ่เห็นพระพุทธเจ้านี่
นี่แหละ พระพุทธเจ้าจึงว่า‘ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ
นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมัง คะละมุตตะมัง’
เฮาสวดกัน ‘กิจ ๔ อย่างนี้-เป็นมงคลอันสูงสุด
**มนุษย์และเทวดาผู้ใด หากทำแล้ว-มีแล้ว ให้เกิด-ให้มีแล้ว
ไปไส-มาไสโดยไม่เป็นทุกข์’** นี่เพิ่นว่ากัน
‘ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง **จิตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดี
ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์โลกธรรมทั้งหลาย’
คือว่าเขามาย่อง(ยกย่อง)เฮา-มาตำหนิเฮา เฮาบ่หวั่นไหว
เพราะเฮาตั้งอยู่ในสภาพอาการเกิดดับตัวนี้นี่ เพิ่นว่าจังซั่น
นั่นแหละคือจิตใจของพระพุทธเจ้า**
แต่เฮาบ่ได้เป็นพระพุทธเจ้าได้เลย
‘อะโสกัง’-ว่าซั่น **‘จิตบ่เศร้าโศก’
จิตบ่ขุ่นมัว-จิตบ่เศร้าหมอง มันมีอยู่จังซั่น
อันนั้นก็คือจิตใจของพระพุทธเจ้า** ว่าซั่น-เพิ่นว่า
‘วิระชัง’-ว่าซั่น **เป็นจิตไร้ธุลี-จิตบ่มีขยะเจือปน**
คล้าย ๆ คือเฮาไปเฮ็ดน้ำ-ว่าน้ำขุ่น (จริง ๆ แล้ว)น้ำบ่ขุ่น
ขี้ตม-ขี้เลนทำให้น้ำขุ่น อันนั้นคือจิตใจของพระพุทธเจ้า
‘เขมัง-**เป็นจิตอันเกษม’** เพิ่นว่าอุเบกขา…**จิตพ้นทุกข์-จิตบ่มีทุกข์
อันนั้นเพิ่นเอิ้นจิตใจของพระพุทธเจ้า ก็มีอยู่ในเฮานี้หมดทุกคน**
*แต่เฮาบ่ได้สนใจจังซั่นเด๊ เฮาไปสนใจกันแต่เรื่องพิธีสวดมงคล
เอาด้ายสายสิญจน์ไว้อย่างนั้น จับไว้อย่างนี้
นั่งพับเพียบอย่างนั้น จับเอาน้ำมนต์เฮ็ดจังซั่น
พรมน้ำมนต์ทำจังซี่ เฮาไปสนใจแต่จังซั่น
เฮาเลยบ่ได้สนใจของจริง*
**เมื่อมาสนใจของจริงแล้ว เฮาจิได้ฮู้ของจริง-จริง ๆ**
แล้วบัดนี้ ถ้าหากทุกคนเฮ็ดอย่างผมว่านี่-บ๊ะ!
เพราะตำราว่าไว้แม๊ะ ‘ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างนาน ๗ ปี
อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างไวที่สุดนับแต่ ๑ วันถึง ๗ วัน
ทำให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ มีอานิสงส์ ๒ ประการ
เพิ่นว่า ๑.เป็นพระอรหันต์
หากบ่ได้เป็นพระอรหันต์
(๒.)ต้องเป็นพระอนาคามีแน่นอนที่สุด’-ว่าจังซั่น
แต่เฮาบ่ฮู้จัก เฮาเว้าเป็นซือ ๆ
**วิธีนี้-ผมจึงกล้ายืนยันรับรองไว้ว่า บ่เกิน ๓ ปี
เฮาฝึกกันจัก ๓ ปี ลองเบิ่ง
มันจิได้ไปเป็นครูสอนคน ลองเบิ่ง
เด็กน้อยอายุ ๙ ปี ไปถึง ๑๓ ปี…ผมฝึกมาแล้ว-บ่นาน
เพราะเขาบ่มีอารมณ์ บ่มีอดีต-บ่มีอนาคต
(บอกเขาว่า)‘ให้หนูรู้อยู่กับปัจจุบันเน้อ เธอต้องทำปัจจุบันนะ
มันเป็นอย่างไร-ให้รู้นะ’ มันก็ง่าย**
ผู้เฒ่า-ผู้แก่เฮานี้ บึ้ดเดียวก็คิดหาลูก-คิดหาหลาน
คิดหาอันนั้น-คิดหาอันนี้ คิดหาการอยู่-การกิน
(คิด)เลี้ยงลูก-เลี้ยงหลาน นี่มันเลยเป็นอดีต-อนาคตไปซะ
จึงว่า‘ให้เฮาฮู้จักอดีต-อนาคตนี่แท้ ๆ นี่’
เฮาว่าเป็นว่า‘ชาติแล้ว-ชาติหน้า’ โอ้ย! *เฮาบ่ฮู้จักตัวกิเลสอยู่นี่
กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน ๓ อันนี้แหละ เป็นอดีต-อนาคต*
จำให้มันดีครับ-อันนี้
กิเลส เฮาอยู่กับกิเลส-มันเป็นปัจจุบัน
ตัณหามันเป็นอดีต-อนาคตไป อุปาทานมันเป็นอดีต-อนาคตไป
บัดนี้อดีต-อนาคต-กับปัจจุบัน (นำ)มาไว้ใกล้ ๆ กัน
‘โอ-ตัดมือกูนี้มันดีเด๊’ นี่แหละเราสิเห็นของจริงขึ้นมา
*ให้เฮารู้จักของจริง-จริง ๆ
ถ้าหากเฮาบ่ฮู้จักของจริง-จริง ๆ แล้ว ไปสอน-มันจิยาก*
ถ้าหากครูบาอาจารย์ หลวงพ่อ-หลวงปู่-หลวงตา-เณร
แม่ขาว-แม่ดำ **ฟังหลวงพ่อว่าอยู่นี่แล้วจำได้
(นำ)ไปปฏิบัติ แล้วเอาไปสอน-บ่พลาดผิด
ทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้ามันเจริญมั่นคงแท้**
นี่แหละคือนิพพาน **นิพพาน คือ มันเข้าสู่สภาพเดิมมันซือ ๆ**
ยังกินข้าวได้ เฮาก็เคยได้ยินเด๊‘พระพุทธเจ้าตรัสรู้
แล้วไปโปรดพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ จังซั่น-จังซี่’
เฮาก็เคยได้ยินเด๊-แต่หากเฮาบ่ฮู้จัก ‘แสดงต่อพระยัสสะ’
พระยัสสะมีหมู่-มีเพื่อนหลายคน จึงได้หลายคนฮู้ขึ้นมา
เอาแหละ
ที่ผมมาให้ข้อคิด เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจตอนเช้าวันนี้
ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว
ท้ายที่สุดนี่ ผมและพระสงฆ์และเณร
ญาติโยม แม่ขาว-แม่ดำมานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี้
ผมขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า
และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และคุณของพระอรหันตสาวก(ของ)พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา
**ให้พวกเราได้ประพฤติ-ปฏิบัติตาม
เจริญรอยตาม-ให้ว่าเถอะไป อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้นว่า
‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลาย
จงประพฤติ-ปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้-จะเห็น
จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้’
ต้องรู้ไปแท้ ๆ-เห็นไปแท้ ๆ ทุกซอก-ทุกมุม
อันเห็นนั้น ก็ต้องเห็นจิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ
จิตใจบริสุทธิ์-จิตใจปกติ แน่ะ! ครั้นปกติแล้ว-ก็จิตใจผ่องใส
แล้วสามารถมองเห็นกิเลสแล้วบัดนี่
จิตใจว่องไว-บัดนี่ ก็สามารถเอาอดีต-อนาคตมาไว้นำกันได้
มองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง
ตัดสินใจลงไปไม่พลาดผิด เพิ่นว่าอย่างนั้น
จึงว่า‘ให้พวกเราเอาจริง-เอาจังกัน’
ขอให้ทุกคน-ทุกคน จงได้ประสบพบเห็นเอา
ในระยะเวลาอันใกล้นี้ หรือว่าในชีวิตนี้
จงทุก ๆ คนเทอญ.**”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ