DM-0123 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-06

-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๔ (๕/๕) ※-


“…อันว่าสำเร็จเนี่ย เฮานึกว่ามันจิคือของใหญ่


บ่แม่นใหญ่เด๊ **คือว่ามันจบสิ้นกัน**


เพราะว่าดึงบ่ออก คล้าย ๆ คือหอย


หอยเนี่ย-มันไต่ไปจังซี่ บัดนี่เฮาเอา(หอย)มาต้ม-มันเข้าป้อมัน


เฮาจิเอามากิน ต้มสุกแล้ว-เอาไม้จิ้มออกมา


มันบ่อยากออกมา มันเป็นจังซั่น


ลางตัว(บางตัว)ก็ออกมาง่าย ลางตัวก็บ่อยากออกมา


เป็นจังซั่น เพราะมันขาดเด๊


มันขาดคือเชือกไนล่อน ดึงแล้วบ่ถึงกัน


แล้วจิมีประโยชน์อันหยัง ?


ของสิ่งต่าง ๆ…มันเป็นของชั่ว-ของร้าย ของสกปรกที่สุด


จึงว่า‘โอ-เพียงเบิ่งความคิดซื่อ ๆ นี่


ทำไมมาเป็นจังซี่น้อ ?’ ว่าซั่น


จึงว่า ผมว่าตำอิด(ทีแรก)มาฮอดถึงบ้าน


ขเจ้าหาว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์


(เพราะผมบอกว่า)พระพุทธเจ้าบ่ใช่เป็นผู้มีเมตตาเด๊


พระพุทธเจ้ามีเทคนิค-กลไกฆ่าคนต่างหากเด๊


(แต่)ขเจ้าเขาบ่ฮู้จัก


โอ! ครูบาอาจารย์ก็ว่า‘มึงนี่เว้าหยัง-บ่แม่น’


นี่มันเป็นจังซั่น คนบ่ฮู้จัก


บ่แม่นว่าฆ่าคน อันเอาค้อนไปตีเอาเด๊


แต่**ฆ่าความเป็นคนให้มันตายไปซะ


ให้มันเหลือแต่ความเป็นพระอริยบุคคลนี่ซื่อ ๆ นี่เด๊


ครั้นความเป็นพระอริยบุคคล นั่นก็พระธรรมแล้วบัดนี่


ไปหยัง-ก็เอาพระธรรมไปด้วย ทำการ-ก็เอาพระธรรมไปทำนำ


พูด-ก็เอาพระธรรมไปพูดนำ คิด-ก็เอาพระธรรมไปคิดนำ


ให้ว่า พระธรรมอยู่ทุกเม็ดหิน-เม็ดทราย


เฮายืนอยู่ที่ไส ก็อยู่นั่นแหละ-พระธรรม**


ถ้าหากผู้ใดเห็นธรรมะแล้วนี่เด๊ เพิ่นยังว่า-นี่เด๊พระพุทธเจ้า


ผู้ใดจิบูชาพระพุทธเจ้า หรือพระตถาคตด้วยข้าวตอก


ดอกไม้-ธูปเทียน-ของหอมทั้งหลาย


จะหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปก็ตามซาง


ชื่อว่าบ่ได้บูชาพระพุทธเจ้า


**‘ผู้ใดบูชาพระพุทธเจ้า


คือประพฤติธรรม-ปฏิบัติธรรม รู้ธรรม-เห็นธรรมสมควรแก่ธรรม


ชื่อว่า-ผู้นั้นได้บูชาพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง’** เฮาเว้าเป็นซื่อ ๆ


เฮาบ่เห็นพระธรรม เฮาบ่เห็นพระพุทธเจ้านี่


นี่แหละ พระพุทธเจ้าจึงว่า‘ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ


นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมัง คะละมุตตะมัง’


เฮาสวดกัน ‘กิจ ๔ อย่างนี้-เป็นมงคลอันสูงสุด


**มนุษย์และเทวดาผู้ใด หากทำแล้ว-มีแล้ว ให้เกิด-ให้มีแล้ว


ไปไส-มาไสโดยไม่เป็นทุกข์’** นี่เพิ่นว่ากัน


‘ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง **จิตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดี


ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์โลกธรรมทั้งหลาย’


คือว่าเขามาย่อง(ยกย่อง)เฮา-มาตำหนิเฮา เฮาบ่หวั่นไหว


เพราะเฮาตั้งอยู่ในสภาพอาการเกิดดับตัวนี้นี่ เพิ่นว่าจังซั่น


นั่นแหละคือจิตใจของพระพุทธเจ้า**


แต่เฮาบ่ได้เป็นพระพุทธเจ้าได้เลย


‘อะโสกัง’-ว่าซั่น **‘จิตบ่เศร้าโศก’


จิตบ่ขุ่นมัว-จิตบ่เศร้าหมอง มันมีอยู่จังซั่น


อันนั้นก็คือจิตใจของพระพุทธเจ้า** ว่าซั่น-เพิ่นว่า


‘วิระชัง’-ว่าซั่น **เป็นจิตไร้ธุลี-จิตบ่มีขยะเจือปน**


คล้าย ๆ คือเฮาไปเฮ็ดน้ำ-ว่าน้ำขุ่น (จริง ๆ แล้ว)น้ำบ่ขุ่น


ขี้ตม-ขี้เลนทำให้น้ำขุ่น อันนั้นคือจิตใจของพระพุทธเจ้า


‘เขมัง-**เป็นจิตอันเกษม’** เพิ่นว่าอุเบกขา…**จิตพ้นทุกข์-จิตบ่มีทุกข์


อันนั้นเพิ่นเอิ้นจิตใจของพระพุทธเจ้า ก็มีอยู่ในเฮานี้หมดทุกคน**


*แต่เฮาบ่ได้สนใจจังซั่นเด๊ เฮาไปสนใจกันแต่เรื่องพิธีสวดมงคล


เอาด้ายสายสิญจน์ไว้อย่างนั้น จับไว้อย่างนี้


นั่งพับเพียบอย่างนั้น จับเอาน้ำมนต์เฮ็ดจังซั่น


พรมน้ำมนต์ทำจังซี่ เฮาไปสนใจแต่จังซั่น


เฮาเลยบ่ได้สนใจของจริง*


**เมื่อมาสนใจของจริงแล้ว เฮาจิได้ฮู้ของจริง-จริง ๆ**


แล้วบัดนี้ ถ้าหากทุกคนเฮ็ดอย่างผมว่านี่-บ๊ะ!


เพราะตำราว่าไว้แม๊ะ ‘ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างนาน ๗ ปี


อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างไวที่สุดนับแต่ ๑ วันถึง ๗ วัน


ทำให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ มีอานิสงส์ ๒ ประการ


เพิ่นว่า ๑.เป็นพระอรหันต์


หากบ่ได้เป็นพระอรหันต์


(๒.)ต้องเป็นพระอนาคามีแน่นอนที่สุด’-ว่าจังซั่น


แต่เฮาบ่ฮู้จัก เฮาเว้าเป็นซือ ๆ


**วิธีนี้-ผมจึงกล้ายืนยันรับรองไว้ว่า บ่เกิน ๓ ปี


เฮาฝึกกันจัก ๓ ปี ลองเบิ่ง


มันจิได้ไปเป็นครูสอนคน ลองเบิ่ง


เด็กน้อยอายุ ๙ ปี ไปถึง ๑๓ ปี…ผมฝึกมาแล้ว-บ่นาน


เพราะเขาบ่มีอารมณ์ บ่มีอดีต-บ่มีอนาคต


(บอกเขาว่า)‘ให้หนูรู้อยู่กับปัจจุบันเน้อ เธอต้องทำปัจจุบันนะ


มันเป็นอย่างไร-ให้รู้นะ’ มันก็ง่าย**


ผู้เฒ่า-ผู้แก่เฮานี้ บึ้ดเดียวก็คิดหาลูก-คิดหาหลาน


คิดหาอันนั้น-คิดหาอันนี้ คิดหาการอยู่-การกิน


(คิด)เลี้ยงลูก-เลี้ยงหลาน นี่มันเลยเป็นอดีต-อนาคตไปซะ


จึงว่า‘ให้เฮาฮู้จักอดีต-อนาคตนี่แท้ ๆ นี่’


เฮาว่าเป็นว่า‘ชาติแล้ว-ชาติหน้า’ โอ้ย! *เฮาบ่ฮู้จักตัวกิเลสอยู่นี่


กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน ๓ อันนี้แหละ เป็นอดีต-อนาคต*


จำให้มันดีครับ-อันนี้


กิเลส เฮาอยู่กับกิเลส-มันเป็นปัจจุบัน


ตัณหามันเป็นอดีต-อนาคตไป อุปาทานมันเป็นอดีต-อนาคตไป


บัดนี้อดีต-อนาคต-กับปัจจุบัน (นำ)มาไว้ใกล้ ๆ กัน


‘โอ-ตัดมือกูนี้มันดีเด๊’ นี่แหละเราสิเห็นของจริงขึ้นมา


*ให้เฮารู้จักของจริง-จริง ๆ


ถ้าหากเฮาบ่ฮู้จักของจริง-จริง ๆ แล้ว ไปสอน-มันจิยาก*


ถ้าหากครูบาอาจารย์ หลวงพ่อ-หลวงปู่-หลวงตา-เณร


แม่ขาว-แม่ดำ **ฟังหลวงพ่อว่าอยู่นี่แล้วจำได้


(นำ)ไปปฏิบัติ แล้วเอาไปสอน-บ่พลาดผิด


ทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้ามันเจริญมั่นคงแท้**


นี่แหละคือนิพพาน **นิพพาน คือ มันเข้าสู่สภาพเดิมมันซือ ๆ**


ยังกินข้าวได้ เฮาก็เคยได้ยินเด๊‘พระพุทธเจ้าตรัสรู้


แล้วไปโปรดพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ จังซั่น-จังซี่’


เฮาก็เคยได้ยินเด๊-แต่หากเฮาบ่ฮู้จัก ‘แสดงต่อพระยัสสะ’


พระยัสสะมีหมู่-มีเพื่อนหลายคน จึงได้หลายคนฮู้ขึ้นมา


เอาแหละ


ที่ผมมาให้ข้อคิด เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจตอนเช้าวันนี้


ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว


ท้ายที่สุดนี่ ผมและพระสงฆ์และเณร


ญาติโยม แม่ขาว-แม่ดำมานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี้


ผมขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า


และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


และคุณของพระอรหันตสาวก(ของ)พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา


**ให้พวกเราได้ประพฤติ-ปฏิบัติตาม


เจริญรอยตาม-ให้ว่าเถอะไป อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้นว่า


‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น


แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลาย


จงประพฤติ-ปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้-จะเห็น


จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้’


ต้องรู้ไปแท้ ๆ-เห็นไปแท้ ๆ ทุกซอก-ทุกมุม


อันเห็นนั้น ก็ต้องเห็นจิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ


จิตใจบริสุทธิ์-จิตใจปกติ แน่ะ! ครั้นปกติแล้ว-ก็จิตใจผ่องใส


แล้วสามารถมองเห็นกิเลสแล้วบัดนี่


จิตใจว่องไว-บัดนี่ ก็สามารถเอาอดีต-อนาคตมาไว้นำกันได้


มองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง


ตัดสินใจลงไปไม่พลาดผิด เพิ่นว่าอย่างนั้น


จึงว่า‘ให้พวกเราเอาจริง-เอาจังกัน’


ขอให้ทุกคน-ทุกคน จงได้ประสบพบเห็นเอา


ในระยะเวลาอันใกล้นี้ หรือว่าในชีวิตนี้


จงทุก ๆ คนเทอญ.**”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive