-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๔ (๔/๕) ※-
“…จึงว่า **เฮาพยายามทำไปแต่ต้น ๆ-เอาไปแต่ต้น ๆ พี้ล่ะ(นี่ล่ะ)
ให้ไปตามขั้นตอนไป** อย่างที่พระพุทธเจ้าว่านั้น
ถ้าหากเฮาบ่เฮ็ดจังซี่ บ่แก้ตัวนี้นี่เสียก่อนแล้ว
ไปยาก ปฏิบัติธรรมะ-จิบ่ก้าวหน้า
การปฏิบัติธรรมะก้าวหน้า เพิ่นว่า-มันต้องไปแต่ต้น
คล้าย ๆ คือเฮาปลูกต้นไม้นี่แหละ
เฮาให้ปุ๋ย-ให้น้ำมัน มันก็งามไว
ครั้นเฮาฮดแด้-บ่ฮดแด้(รดบ้าง ไม่รดบ้าง)
บ่ให้ปุ๋ยมันแด้(ไม่ให้ปุ๋ยมันบ้าง) มันก็นานขึ้น(โตช้า)-เป็นจังซั่น
หรือจะเปรียบ(กับ)ทาง
เฮาเดินไปเทื่อเดียว มันก็บ่ฮู้จักแล้วทาง
(ว่า)มันเป็นหลัก-เป็นตอ-เป็นบ่อ-เป็นเหว
เป็นตม-เป็นเลนอยู่ที่ใด ? เฮาบ่ฮู้จัก
บัดนี้เฮาเที่ยวไปหลายเทื่อ บัดนี้ฮู้จัก
นี่เพิ่นว่า **‘เกิดมาร้อยวันพันปี
หากบ่รู้จักสภาพภาวะอาการเกิดดับ
(คือ)ตัวมันดับปั๊บมัน ชีวิตของผู้ฮั่นเป็นหมัน
สู้บุคคลเกิดมามื้อเดียว-วันเดียวเนี่ยะ (แล้ว)รู้-เห็นอันนี้แล้ว
เข้าใจอันนี้แล้ว-ชีวิตของผู้ฮั่นมีค่ามาก’** ว่าซั่น
คนเกิดมามื้อเดียว มันจิพลิกคิงติงตัวได้จังใด๋ ?
ก็มีแต่หมู่เฮานั่งฟังผมเว้าอยู่นี่แล้ว จำได้-แล้วก็นำไปแก้ไข
อันนี้แหละ (ที่ว่า)เกิดมามื้อเดียว
*บวชมาร้อยวันพันปีก็ตามซาง
หากบ่ฮู้จักสภาพภาวะอาการเกิดดับอันนี้
การบวชของผู้ฮั่นเป็นหมัน อานิสงส์เพิ่นเป็นหมัน
บ่ได้บุญจักน้อย มันเป็นหมัน-เป็นโมฆะ
แต่ได้อยู่-หากแต่บ่ได้บุญส่วนนี้ บุญส่วนนี้บ่-บ่ได้”
**สู้ผู้บวชมามื้อเดียวนี่นะ (แล้ว)รู้จักสภาพภาวะอันนี้แหละ
(รู้)อาการเกิดดับอันนี้ ชีวิตของผู้ฮั่นมีค่า-มีราคามาก
เฮาต้องทำชีวิตของเฮาให้มีค่า มีราคามาก
ให้มีกำไรชีวิต ให้ว่าเถอะไป
ครั้นเฮาไปสอนผู้หนึ่ง ก็กำไรชีวิตของเฮา
สอนได้ ๒ คน ก็กำไรชีวิตของเฮา
สอนได้สักร้อยคน-พันคน ก็เป็นกำไรชีวิตของเฮา**
อันนี้เพิ่นเอิ้น‘กำไรชีวิต’
บ่แม่นกำไรคือเฮาไปซื้อ-ไปขายนั่น บ่แม่น
เพราะผู้อื่นจิพ้นทุกข์ไปอย่างคือเฮาพ้นไปนั้น เพิ่นว่าจังซั่น
**ธรรมะอันที่ผมว่าอยู่เดี๋ยวนี้ บ่แม่น(เป็น)ของผู้ใดทั้งหมด
เป็นสากล-เป็นของทุกคน** บ่แม่นเป็นของศาสนาพุทธ
บ่แม่นเป็นของศาสนาพราหมณ์ บ่แม่นเป็นของศาสนาคริสต์
บ่แม่นของคนไทย บ่แม่นของคนจีน บ่แม่นของคนฝรั่ง
บ่แม่นของคนอังกฤษ บ่แม่นของคนอเมริกา
บ่แม่นของคนญี่ปุ่น-ไต้หวันอิหยัง **เป็นของผู้ฮู้
ฮู้แล้วจิสงวนลิขสิทธิ์บ่ได้ ฮู้แล้วทำลายบ่ได้-อันนี้
เพราะมันเป็นอย่างซั่นอยู่เด๊ ถ้าเฮาทำถูกต้อง-ฮู้โลด
(จะ)สงวนลิขสิทธิ์(ว่า)‘อย่าฮู้นะเจ้า’ ก็บ่ได้
จึงว่า‘มันเป็นหน้าที่ของมัน’**
ที่ผมนำมาเล่าให้ฟัง เพราะว่าเฮาไหน ๆ ก็ว่ากันแล้ว
ว่าจะพยายามผลิตกันให้ออกไปเป็นครู-เป็นอาจารย์ของคน
สอนคนให้มันเป็นนี่
ผมจึงพยายามปรับปรุงพวกเฮาให้ฮู้จักจริง ๆ
ถ้าหากบ่ฮู้จริง ๆ แล้ว-มันจิบ่ดี ทุกคนต้องเปลี่ยนได้ทีเดียว
**กิเลสนี่-เฮาตัดมือเฮาซะก่อน มึงอยากเฮ็ด-กูบ่เฮ็ด
มึงอยากทำ-กูบ่ทำ มึงอยากเว้า-กูบ่เว้า เห็นกิเลสอันนี้นี่**
*‘กิเลส’ จึงว่าเป็นยางเหนียวคือยางหมากมี้(ยางลูกขนุน)-มันติด*
เอาน้ำมันมาใส่-มันก็ลื่นออก หลุดเป็นก้อนออกไปโลด
อันนี้ก็คือกัน เฮาตัดทิ้งแล้ว
เอามาติดตื่ม-มันก็บ่มีแล้ว เอาไปทิ้งแล้วเด๊
*แล้วมันจิคิดถึงเด๊ นี่‘ตัณหา’*
แต่กิเลสมันก็ไปแล้ว-บ่มีแล้ว เอาไปทิ้งแล้วเด๊
เพราะยางหมากมี้-หมากขนุน เอาน้ำมันล้างออกแล้วเด๊
มันตกออกจากมือเฮาแล้วเด๊นั่น
แล้วมันจิคิดไปจับเอาอีกตื่มเด๊บัดนี้
แน่ะ-ตัณหามันยังอยาก อย่าไปจับ-เอาไปทิ้ง
จึงว่า อย่าให้มีอุปกรณ์-เครื่องใช้มาก
ผู้ที่ปฏิบัติธรรมบ่มีเครื่องมาก
มีผ้าจีวรผืนหนึ่ง ผ้าสังฆาผืนหนึ่ง ผ้าสบง ๒ ผืน
ผ้าอังสะ ๒ ผืน-พอใช้แล้ว มากกว่านั่น-ก็คือว่าเป็นกิเลสแล้ว
ผ้าสบง ๒ ผืน-เฮ็ดหยังว่าซั่น นุ่งผืนนี้อาบน้ำ
ผืนนั้น-เฮาอาบน้ำแล้วก็มาผลัดเปลี่ยนกัน
ผ้าอังสะผืนนี้-เฮาเอาไปซัก ผืนหนึ่งเอาไว้เปลี่ยน
ผลัดเปลี่ยนกันทุกมื้อ-ทุกมื้อ ซักทุกมื้อแล้ว…ก็บ่เหม็น-บ่สาบ
ผ้าอังสะ-ซักทุกมื้อ ผ้าสบง-ซักทุกมื้อ
แต่ผ้าจีวร-บ่ซัก เฮาเอามาห่ม
หมู่เพิ่นมหา-หมู่นี่ฮู้จักด้อก ใช้ผ้าจีวรทับห่มสบายแล้ว
แล้วไปไส-ก็บ่มีเครื่องหลาย ก็บ่ได้เซาะหา
‘โอ๊ะ! ยา(แก้)เจ็บแข้ง-เจ็บขา
ยากาหม่อง(ของ)กูอยู่ไสน้อ’ มันบ่ได้เซาะหา
อันนั้นมันเซาะหาอันนั้น-อันนี้ มันติด-กิเลสมันมีอยู่เด๊
ถ้าหากเฮาเก็บทิ้งเสียแล้ว-ก็แล้วไป เป็นจังซั่น
การช่วยเฮานั้น บ่แม่นผู้อื่นจิมาช่วยเฮาเด๊
ถ้าหากให้คนอื่นมาช่วยเฮา ก็บ่ได้ผลแล้ว
(มัว)ขอให้ผู้อื่นมาช่วยนี้เด๊
ผู้อื่นบ่ช่วยเว้า-ช่วยเตือน ก็เลยลืมไป
อย่าเป็นคนมักลืม ให้เอาไปฝังไว้ในมันสมองพู่น
ที่ผมเว้า-ผมว่านี่ ครั้นถ้าหากจำได้แล้ว
เอาไปฝังไว้ในสมองแล้ว…บ๊ะ! ผมว่าปฏิบัติดีแท้ ๆ อันนี้
นี่แหละนิพพาน **บ่แม่นตายไปแล้วจึงไปนิพพาน
นิพพาน คือมันเข้าสู่สภาพของมันซื่อ ๆ นี่เด๊-บ่มีเรื่องหยัง
เฮาบ่ฮู้จักนิพพาน นี่แหละความสงบ-หยุดแล้ว
ความสงบแบบนี้ บ่ต้องไปศึกษากับตำรับ-ตำราอันใดมากดอก
เพราะของจริงมันอยู่ที่นี่
เขาเอิ้นว่า‘สูตรสำเร็จ’ สำเร็จแล้ว**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ