-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๔ (๓/๕) ※-
“…จึงว่าให้เคารพสถานที่-เคารพบุคคล ผมว่าแล้ว
ที่จริง(คือ)เคารพตัวเฮานี่แล้ว เพราะว่าเฮาเป็นพระธรรมแล้วเด๊
ยกมือไหว้ตัวเอง(ตอน)มื้อเช้านั่นโลด ผมยกมือไหว้ได้ทันที
‘โอ…กูนี่มันดีปานนี้หนอ’-ว่าซั่น
มันมีเพชร-มีทองคำ(ที่)เจียระไนได้แล้ว
บัดนี้เอาไปขาย-ราคาก็แพง นี่-ผมเปรียบไปจังซั่น
แต่ว่าผมบ่ ๆ ได้เรียนหนังสือเด๊ครับ
ข้าวที่ ๑ อันนี่ บ่แม่นข้าวที่ ๒
อันให้ทาน-รักษาศีล-กินเจ…ดีแล้วอันนั้น แต่หากบ่แม่นอันนี้
**อันนี้มันกวม(ครอบคลุม)หมด คือฟ้ากับแผ่นดินกวมกันอยู่จังซี่
‘โอ…มันกวมเหมิ๊ด’
ถ้าทำถูกต้องอันเดียวแล้ว เหมิ๊ดบัดเดียว**-ว่าซั่น
หลวงพ่อเข้าใจจังซั่น ตอนมื้อเช้านั่น
**บัดนี้ทำไป-ทำมา ผมก็เลยรู้จัก-เห็น-ฮู้-เข้าใจจริง ๆ
เมื่อเข้าใจสมถกรรมฐานแล้ว มันบ่ไป**
(สมถกรรมฐาน)มันมืดตื้ออยู่ภายในจิตใจ มันเป็นจังซั่น
มันบ่เบาใจ ก็เลยเห็นการกระทำบาปนี่แหละ
การกระทำบาป เอามือไปตี…ปากบ่เว้า-ใจบ่คิด
(กาย)มันเฮ็ดไปซื่อ ๆ เด๊ *เฮ็ดไปตามอารมณ์ให้ว่าเถอะ
นี่แหละตัวกิเลส เฮาบ่ฮู้จักว่ามันเฮ็ดเด๊นี่-กิเลสมันพาเฮ็ดไป*
ถ้าหากนรกมีจริง ๆ ว่าซั่น ตายไปแล้วตกนรกขุมใด
นานจักปี-จักเดือน ?
เว้าบัดนี่ บ่ได้เจตนา-บ่ได้เห็นคำพูดตัวเอง
เฮ็ดไปตามนิสัยกิเลส ให้ว่าเถอะไป
เว้าไปตามนิสัยกิเลส-ว่าจังซั่น ถ้าหากนรกมีจริง
ตายไปแล้วตกนรกขุมใด นานจักปี-จักเดือน-จักวัน ?
นี่-เข้าใจจังซั่น
บัดนี้ มือบ่ทำ-ปากบ่เว้า…ใจคิดซือ ๆ บัดนี้ แต่*บ่ฮู้จักใจคิด
ใจมันเป็นกิเลสแล้วเด๊* อย่างที่ว่าให้ฟัง
*‘โยมบ่ตัดต้นลม-บ่ตัดรากมัน…กิเลสมันบ่ออกเด๊’* มันเป็นจังซั่น
ถ้าหากนรกมีจริง-ว่าจังซั่น ตายไปตกนรกขุมใด
นานจักปี-จักเดือน ?
นี่ ๓ อันนี่
บัดนี่มือก็ทำ-ปากก็เว้า-ใจก็คิดพร้อมกัน ถ้าหากนรกมีจริง
ตายไปแล้ว ไปตกนรกขุมใด-นานจักปี-จักเดือน ?….เข้าใจจังซั่น
ก็เลยตื้ออยู่คราวหนึ่ง
มีความสว่างเกิดขึ้นภายในจิตใจอีกตื่ม…โอ
ถ้าหากทำบุญบัดนี่ แต่ทำบุญบ่ได้เจตนา-มีแต่มือทำซื่อ ๆ
ปากบ่เว้า-ใจบ่คิด ทำไปซื่อ ๆ-ทำไปตามกิเลส….ให้ว่าเถอะไป
ถ้าหากสวรรค์มีจริง ตายไปแล้วจิไปเกิดสวรรค์ชั้นใด
นานจักปี-จักเดือน ? ว่าจังซั่น
บัดนี้มือบ่ทำ-มีแต่ปากเว้าซื่อ ๆ เว้าไปตามกิเลสแหละ ๆ
เว้าโดยไม่รู้ทิศ *บ่เห็นกิเลสเด๊-ถ้าบ่ฮู้จักกิเลส*
จึงว่า**ตัดกิเลสนี่ มันต้องเอาจริง ๆ จัง ๆ**
บัดนี้ถ้าหากสวรรค์มีจริง ไปเกิดสวรรค์ชั้นใด
นานจักปี-จักเดือน ?
บัดนี้ปากบ่เว้า-มือบ่ทำ…มีแต่ใจคิดซื่อ ๆ
ใจคิดไปตามกิเลสซื่อ ๆ แต่หากบ่ฮู้จักกิเลส
ถ้าหากสวรรค์มีจริงเด๊ บัดนี้ตายไปแล้ว-ไปเกิดสวรรค์(ชั้นใด)
นานจักปี-จักเดือน ? มันเป็นจังซั่น-ให้รู้จักจังซั่น
บัดนี้เอ้า…มือกะทำ-ปากกะเว้า-ใจก็คิด
พร้อมกันทั้ง ๓ อย่างนี้ ถ้าหากสวรรค์-นิพพานมีจริงน่ะ
ตายไปแล้วจิไปเกิดสวรรค์ชั้นใด
นานจักวัน-จักปี-จักเดือนว่าซั่น ? นี่เข้าใจจังซั่น
**พอดีเข้าใจจังซี่แล้ว ก็มีความสว่างใจขึ้นมาโลดครับ**
นี่แหละกิเลส *ถ้าเฮาฮู้จักกิเลสครับ-ตัดต้นลม*
เฮาว่าตัดไม้ต้องตัดรากมันพู่น แน่ะ-เฮาเว้าเป็นซื่อ ๆ นี่เด๊
เฮาว่ากิเลส ๆ โย้-กิเลสจังใด ?
*อันเจ้าของ(ตัวเอง)คิดอยู่นั่นละ-กิเลสน่ะ…อันเจ้าของคิดอยู่
นั่ง(ทับ)กองกิเลสอยู่นั่นแหละ เพิ่นจึงว่า‘เอาขี้เป็ดไปล้างขี้ไก่
เอาขี้ไก่ไปล้างขี้เป็ด’ มันบ่แล้วจักเทื่อ(มันไม่สิ้นสุดสักที)*
ตัดมือเฮานี่-บ่แม่นตัดมือเฮาแท้ ๆ เด๊ (ให้)เอาทิ้ง
ของเคยใช้-เคยจ่าย…เอาทิ้ง ของเคยพูด-เคยเว้า…เอาทิ้ง
นี่ตัดต้นลม
ของที่มีอยู่แล้วมันบ่ทำประโยชน์อิหยัง-คุณค่ามันมีน้อย เอาทิ้ง
เลิกอันนี้แล้ว เพิ่นเอิ้น(ว่า)‘ตัดต้นลม-ตัดมือตัวเอง’
เป็นกิเลส-อันนี่ ตัณหามันอยาก-มันอยากคิดถึง
อุปาทานบัดนี่-มันคิดถึง กรรมนี่-มันไปคิดถึง
จึงว่า*‘อดีต-อนาคต ช่วยเฮาบ่ได้ทั้งหมด’*
ผมยังว่าให้ฟัง **‘อย่าเอาอดีตไปไว้ไกลกัน
อย่าเอาอนาคตไปไว้ไกลกัน’
(เอา)อดีต-อนาคต-กับปัจจุบันมาไว้ใกล้ ๆ กัน
ครั้นถ้ามันอยู่ใกล้ ๆ กันเข้าแล้ว มันจิเป็นอันเดียวกันขึ้นมาโลด**
*อันนี้มันอยู่ไกลกัน มันก็เลยบ่เป็นอันเดียวกันจักเทื่อ*
เฮาบ่เข้าใจจังซั่น
พอดีเห็นอันนี้แล้ว
คล้าย ๆ คือว่าฟิวส์ไฟฟ้า-(นี่)สมมติเอานะ ขาดปั๊บจังซี่หละ
ครั้นถ้าจิว่าทางมันสว่าง(ถ้ามันสว่างอยู่) มืดตึ้บบัดนี่
ครั้นสิว่าทางมืด ก็คล้าย ๆ คือว่ามันมืดตึ้บ(มันมืดอยู่)
เฮาไปกดสวิทซ์ไฟฟ้า-สว่างจั๊วะขึ้นมาโลดเป็นจังซั่น
หรือเปรียบว่าคือสำลีแห้งน้ำนี่แหละ บีบเท่าใดก็บ่มีน้ำ
ผมเปรียบหลายอย่าง หรือคือเชือกไนล่อน
(นำมา)มัดส้น(ปลาย)นั้น-มัดส้นนี้ ดึงเค่ง ๆ(ตึง ๆ)
(แล้ว)ตัดตรงกลาง ขาดปั๊บ-ดึงบ่ถึงกันแล้วบัดนี่
ผมเปรียบไว้ครับ
แล้วก็อีกบทหนึ่ง-มีดพร้าบาดเฮา ตามปกติมีดพร้าบาดเฮา
ฟันเนื้อ-ฟันหนัง เลือดไหลออกปากบาด(แผล)
(จะ)กลับเข้าสู่สภาพเดิมมันเหมิ๊ด
ผมกำลังย่างอยู่ ตัวผมนี่เบาขึ้นไปโลด
แต่ว่าบ่แม่นดีอก-ดีใจอิหยัง แต่มันเป็นอารมณ์
วิปัสสนาแบบเฮาเฮ็ดอยู่นี่ มันจิเป็นไปตามขั้นตอนมาจังซี่เด๊
เห็นอย่างอื่น-บ่ถูก อย่างที่ผมว่านี่เด๊ครับ-อันนี้เป็นอารมณ์
ที่นำมาเล่าให้ฟัง-แล้วก็มาแยกแยะให้ฟัง พวกเราบ่เข้าใจ
*ถ้าพวกเราจิบ่เข้าใจแล้วนำไปปฏิบัติ มันก็บ่เข้าเรื่อง-เข้าราว
มันก็บ่เข้าล็อคเด๊ครับ*-มันเป็นจังซั่น **อันนี้จึงว่าพยายามทำแท้ ๆ**
พอดีมันจืดหมดแล้ว ก็คล้าย ๆ คือดักแด้(ถูก)ตัดขาดแล้ว
ตัวดักแด้-ขเจ้าเอาไปต้ม ไปสาวเอาใน-เอาไหมมัน
ตัวมันหดอยู่ใน-มันเป็นจังซั่น มันเข้าป้อ(รัง)มัน
เป็นจังซั่น-ตอนเช้า
**ความสุขประเภทนี้ เงินซื้อบ่ได้
มีเงินจังหมื่นล้าน-แสนล้าน…ก็ซื้อบ่ได้ ให้ผู้อื่นทำแทนก็บ่ได้**
*ถ้าทำผิดมาแต่ต้นแล้ว
การปฏิบัติธรรมของพวกเฮามันจิบ่ก้าวหน้า*
**ถ้าหากเราทำถูกมาแต่ต้นแล้ว
การปฏิบัติธรรมะของพวกเฮามันจิก้าวหน้า** มันเป็นจังซั่น
ที่ญาพ่อเล่าให้ฟัง จึงว่าให้พวกเฮาทำไป-ลองเบิ่ง
มันจิก้าวหน้า หรือมันจิบ่ก้าวหน้า ?
ผมว่ามันก้าวหน้า
เพราะพระพุทธเจ้าเพิ่นตรัสไว้หลายอย่าง-แน่ะ
ว่า‘สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต’ แน่-ข้อแรก
อย่าหาว่าผมลิ้น(พูดเล่น) บ่แม่นเว้าลิ้นเด๊อันนี้
‘สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต’-เหมือนกัน
‘สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต’ เป็นได้เหมือนกัน
แต่หากบ่ได้เป็นพระพุทธเจ้า
เพิ่นจึงว่า‘พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง
ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน’
เพิ่นว่า‘มีศีล-มีทิฏฐิ-มีความเห็นคือกันกับพระพุทธเจ้า’
เพิ่นว่าจังซั่น จึงว่า**(ให้)เฮาตั้งใจปฏิบัติ**
ข้อที่ ๔ นี่เพิ่นว่า‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลาย
จงประพฤติ-ปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้
ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้
**นี่…ต้องรู้-ต้องเห็น-ต้องเป็น-ต้องมีเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ