DM-0115 | ธรรมะประจำวัน 2022-10-29

※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๓ (๒/๕) ※-


“…พยายามกันจริง ๆ ปีนี้ สำหรับพระ-เณรเฮา


ออกไปเป็นครูให้ได้


ทำวัตรเช้า-วัตรเย็น ว่าให้ดัง


อย่าสิคิดว่า เราสิบ่ได้เป็นหัวหน้าคน


ถ้าเราดีแล้ว เป็นหัวหน้าคนได้ทันที


ถ้าหากเราเอาะแอะ-เงาะแงะ บ่เป็นหัวหน้าคนได้


บ่มีดีจักเทือแล้ว-คนผู้ฮั่น บ่ฝึกหัดตัวเองเด๊


ยามใด-ก็ไปเดินธุดงค์ แน่ะ! ไปประกาศ-ไปนำหมู่


แล้วไปเดินธุดงค์หมายถึงอันใด เฮาสิบ่ฮู้จัก


หมายถึงการขัดเกลาความชั่ว เขาเอิ้น‘กิเลส’


*อันกิเลสนั้น เพิ้นเอิ้น‘ความชั่ว’


ความชั่วอยู่ที่ใด เฮาพยายามเสาแสะ-มองให้เห็น


ตัวเฮาเนี่ย-นั่งอยู่ที่นี่ ก็เห็นนะ-ตัวเฮา


เฮาเฮ็ดชั่ว-เฮาก็เห็นโลดทันที เฮาเฮ็ดดี-เราก็เห็นโลดทันที


เพราะมันอยู่ที่เฮา*


บ่มีผี-บ่มีเทวดา บ่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดมาทำให้เฮา


ถ้าหากเฮารู้จริงแล้ว


‘พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องเคารพพระธรรม’ เนี่ยเขาว่า


‘ที่เป็นแล้วด้วย-ที่กำลังเป็นอยู่ด้วย


ที่กำลังจะมาตรัสรู้ข้างหน้านี้ก็คือกัน ต้องเคารพพระธรรม’


**พระทำการ-พระทำงาน-พระพูด-พระคิด


ตัวเฮาเนี่ย ทำให้เฮาเป็นพระเนี่ย**


จึงว่าให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย


ตั้งเค้า-ตั้งโครง ลงราก-ลงฐาน


ปีนี้ต้องพยายามผลิตกันจริง ๆ


ถึงเวลง-เวลา ก็น่าดู-น่าชม…แน่ะ!


๒-๓ มื้อมานี้-เป็นรูปหนึ่งแล้วเด๊นี่ เฮามาฝึกหัดกัน


*ถ้าหากบ่ฝึกหัดกันแล้ว ก็ต่างคนต่างเฮ็ด-ต่างคนต่างไปแล้ว


มันก็บ่คือพระพุทธเจ้าว่านั่นแล้ว*(ว่า)


‘พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง’ มันก็บ่คือแล้ว


**‘ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน’** เนี่ยเฮาว่า


มีศีลคือกัน-มีทิฏฐิคือกัน ทิฏฐินั้น-เพิ่นเอิ้น‘ความเห็น’


ความเห็นแบบพระพุทธเจ้า เพิ่นจึงว่า‘ฝึกหัด’


เฮาว่ากัน-สังฆคุณ เฮาเว้าซื่อ ๆ-เว้าแต่ปาก


*ครั้นเว้าแต่ปากนั้น-มันได้ผลน้อย* **เว้าแล้วทำตาม-มันได้ผลดี**


อย่าง‘พุทธานุพุทธัง’ นี่ก็คือกัน


อย่าเว้าแต่ปาก ให้สำนึกอยู่เสมอ


เฮาว่าเมื่อกี้นี่ ก็สวดทำวัตรเช้า


‘ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา


**ศรัทธาในตัวพระตถาคตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดี ไม่หวั่นไหว’


อย่าไปหวั่นไหวต่ออารมณ์ภายนอก** แล้วก็บทหนึ่งเพิ่นสวดไว้


‘ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ


นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง


กิจ ๔ อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุด


ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายเด๊’ เพิ่นว่า


‘ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง **จิตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดี


ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ภายนอก หรืออารมณ์ที่เขามายกย่อง’


ชมเฮาก็ตามซาง(ก็ตามที) บ่หวั่นไหว


เพราะเราเห็นพระธรรมแล้ว


อันนั้นแหละคือจิตใจของพระพุทธเจ้า


‘อะโสกัง เป็นจิตบ่โศกเศร้า-เป็นจิตบ่เศร้าหมอง’ มันเป็นจังซั่น


มีอยู่ของทุกคนทั้งหมด**


บ่ว่าผู้หญิง-บ่ว่าผู้ชาย-บ่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้า


อันเป็นเพชร-เป็นทองคำ **มันมีอยู่นั่นแล้ว**


*เฮาหากบ่เบิ่งตัวเฮา ไปเบิ่งแต่ผู้อื่นพู่น


ผู้ใดว่าหยังให้เฮา-แล่นไปคุบ(ตะครุบ)เอาโลด มันเป็นไปจังซั่น


ก็เลยเป็นจิตเศร้าหมอง เป็นจิตขุ่นมัวไปซะ*


**แต่ตัวจิตแท้ ๆ นั้น มันบ่ขุ่นมัว-มันบ่เศร้าหมอง


เพิ่นเอิ้น ‘จิตอะโสกัง’


‘วิระชัง เป็นจิตที่ไกลจากธุลีคือน้ำขี้ตม’** เพิ่นว่า


เฮาเห็นน้ำขังในรอยตีนวัว-ตีนควาย เขาเอิ้นว่า‘น้ำขุ่นขี้ตม’


‘บ่แม่นน้ำขุ่น-น้ำขี้ตม ขี้ตม-ขี้ขุ่นนั้นต่างหากมาเฮ็ดน้ำให้ขุ่น


แต่ความจริง-น้ำกับตมนั้นอยู่นำกันได้’ เพิ่นว่าจังซั่น


แต่เฮาบ่เอาออกมาใช้ มันมีแต่เว้าซือ ๆ


ความเว้านั้นจึงว่า **‘เว้าร้อยคำ-พันคำ-หมื่นคำ-แสนคำ


สู้การกระทำ-การเห็นแจ้งรู้จริงครั้งเดียวบ่ได้’ เพิ่นว่าจังซั่น


อันนี้แหละเป็นมงคลของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย


‘กิจ ๔ อย่างนี้ ผู้ใดทำให้เกิด-ให้มีในตนได้แล้ว


ไปไส-มาไส ไม่มีทุกข์-ไม่มีความเดือดร้อน’**…เพิ่นว่า


*เดี๋ยวนี้เฮามีแต่เว้า มีแต่ไปสวดเรื่องอันนั้น-ไปสวดเรื่องอันนี้


ตัวจริงเฮาเลยบ่เอามาพูด-มาสอนกัน


มันก็เลยบ่ได้รู้-บ่ได้เห็นตัวจริง* มันเป็นจังซั่น…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive