DM-0110 | ธรรมะประจำวัน 2022-10-24

-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๒ (๓/๖) ※-


“…ต่อจากนั้นมา หลวงพ่อรู้จักอันนี้(แล้ว)


หลวงพ่อก็เลยรู้จักการทำบาปด้วยกาย


เอาแต่มือนี่แหละไปตีเขา ทำจังซั่น-จังซี่แหละไป


ถ้าหากนรกมี ตายไปแล้วจิไปตกนรกขุมใด ?


นี่สูตรมันเป็นจังซี่เด๊-สูตรสำเร็จ


บัดนี้กายบ่ทำ มีแต่ปากเว้าซือ ๆ


‘ฮู้! กูขี้เกียจ-กูขี้คร้าน กูอยากฆ่า-อยากเตะ’


แต่หากบ่เตะ-บ่ตีหยังหรอกครับ ว่าซือ ๆ-อันนี้คำพูดชั่ว ๆ


ถ้าหากนรกมี ตายไปแล้วจิไปตกนรกขุมใด ?


นี่เข้าใจไปจังซี่-สูตรมัน


บัดนี้ปากก็เซา-บ่เว้า ใจคิดซือ ๆ


ใจคิดอิจฉาริษยาเบียดเบียนคนนั้น-คนนี้ซือ ๆ


ถ้าหากนรกมี ตายไปแล้วจิไปตกนรกขุมใด


นานจักปี-จักเดือน ?


นี่ ๓ อันนี่-สูตรของมัน เข้าใจมาจังซี่


บัดนี้กายก็ทำ-คำพูดก็พูด-ใจก็คิด เป็น ๓ อันรวมกัน


ถ้าหากนรกมีแล้ว


ตายไป-จิไปตกนรกขุมใด นานจักปี-จักเดือน ?


สูตรอันนั้น มันต้องรู้จักจังซั่น


**‘วิปัสสนา’ จึงว่าเห็นแจ้ง-รู้จริง


ต่างเกาล่วงภาวะเดิม** มันเป็นจังซั่น


บัดนี้ในทางตรงกันข้าม


ถ้าหากทำบุญ ทำแต่บุญ


ใจบ่ฮู้จักบุญ มีแต่ปรารถนาอ้อนวอนเอาซือ ๆ


ปากบ่เว้า-บ่เว้า ใจก็บ่ได้คิด


เห็นเขาทำ-ก็ทำตามไป เพิ่นเรียก‘ทำบุญ’


ถ้าหากสวรรค์มี


ตายไปแล้ว…จิไปเกิดอยู่สวรรค์ชั้นใด นานจักปี-จักเดือน ?


ฮู้จักไปจังซั่น สูตรของมัน


บัดนี้กายบ่ทำ มีแต่ปากเว้าซือ ๆ


‘ทำบุญอย่างนั้น-ทำบุญอย่างนี้’ เป็นจังซั่น-มีแต่ปากว่า


ถ้าหากสวรรค์-นิพพานมีจริง


ตายไปแล้ว จิไปเกิดสวรรค์นิพพานชั้นใด


นานจักปี-จักเดือน ?


แน่ะ! สูตรของมันเป็นจังซี้


บัดนี้กายก็บ่ทำ ปากก็บ่เว้า


ใจคิดอยากทำแต่บุญ ใจคิดซือ ๆ-ยังบ่ได้ทำบุญ


บัดนี้ถ้าหากสวรรค์มี


ตายไปแล้ว จิไปอยู่สวรรค์นานจักปี-จักเดือน ?


นี่…ฮู้จักจังซั่น-เห็นจังซั่น ฮู้จักจังซั่น-เข้าใจจังซั่น


จึงว่า‘สูตรสำเร็จ มันสำเร็จมาในตัวมันเอง-อันนี้’


บัดนี้มือก็ทำดี-ปากก็ว่าดี-ใจก็คิดแต่ดี


เรียกว่า‘ทำบุญด้วยกาย-ด้วยวาจา-ด้วยใจ บัดนี้รวมกันเข้า’


ถ้าหากสวรรค์นิพพานมีแล้ว


ตายไปแล้ว…จิไปเกิดสวรรค์-นิพพานชั้นใด นานจักปี-จักเดือน ?


สูตรมันต้องรู้จังซี่-เห็นจังซี่-เข้าใจจังซี่ ญาพ่อปฏิบัติธรรมมา


ญาพ่อจึงว่า‘สูตรสำเร็จ มันสำเร็จรูปตัวของมันเอง’


จึงว่า‘รู้จักความสงบ’ เป็นจังซั่น


พอดีมาเห็นอันนี้แหละ


**คล้าย ๆ คือ มันขาดออกจากกัน**ก็ว่าได้


รู้จักขึ้นมา คล้าย ๆ คือว่าสำลีบ่มีน้ำนี่-แห้งเปี๊ยะออกหม๊ด


มีดพร้าบาดเฮาบัดนี่-มีดพร้าบาดเฮา


เลือดมันพุ่งออกจากปากบาด(แผล)


บัดนี้เมื่อมาเห็นจังซี่


เลือดมันกลับคืนหม๊ดทุกหยด เข้าสู่สภาพของมัน


ร่างกายเฮานี้เหมือนกับดักแด้ที่เฮาเลี้ยงหม่อน(ตัวไหม)


มันเข้าสู่ในป้อ(รัง)มัน


หดหมดทุกเส้นขนทีเดียว เข้าสู่สภาพของมัน


จืดจางไปเหมิ๊ด


หรือจิเปรียบอย่างหนึ่ง


คล้าย ๆ คือว่า เฮาปิดไฟฟ้า-มอด(ดับ)ปึ๊บก็ได้


หรือว่าไฟฟ้าเฮานี่บ่ทันมา-เปิดปึ๊บก็ได้


ก็เลยรู้จักความสงบอันนี้ **‘โอ-ความสงบ


หมายถึง ศึกษาเล่าเรียนในเพศพรหมจรรย์จบ’**


พอมันขาดออกจากกัน ประมาณหลวงพ่อกำลังย่าง(เดิน)อยู่


หลวงพ่อว่าหลวงพ่อเขิน(พ้น)ดินขึ้นจักเมตรหนึ่ง-สองเมตรพู่นเด๊


แต่บ่แม่นเขินดิน หลวงพ่อย่างอยู่กลางดินนั้น


อันนี้แหละ**สูตรสำเร็จของมัน ต้องรู้มาจังซี่**


พอดีรู้อันนี้แล้ว-หลวงพ่อเลย


‘โอ…**การศึกษาหลักพระพุทธศาสนา


ศึกษาของจริง-รู้ของจริง


เฮาจิได้เห็นพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นภายในจิตใจของเฮาที่ตรงนี้’**


เป็นจังซั่น


**การศึกษาเล่าเรียนก็จบที่ตรงนี้**-ญาพ่อ


แต่คนอื่นจิไปจบทางใด หลวงพ่อบ่ฮู้จัก


**สูตรของมันเป็นจังซี่ ถ้าหากบ่เป็นจังซี่-บ่แม่นเด๊**


บ่แม่นสูตรอย่างที่หลวงพ่อว่านี่เด๊


อย่างที่หลวงพ่อว่านี่ เป็นสูตร ๆ หนึ่งต่างหาก


บ่ได้ไปเรียนนักธรรมตรี-นักธรรมโท-นักธรรมเอก อันนี้


บ่ได้ไปเรียนมหง-มหาอีหยัง อันนี่


แต่**มันสำเร็จรูปมันมาจากตัวมันเองว่า‘สำเร็จ’**


คำว่า‘สำเร็จ’นี่ เฮาไปเข้าใจว่าสำเร็จ


คือสำเร็จ(ที่)เฮาเอาเพชรออกจากตม-จากเลนนั้นมาได้ซือ ๆ


หรือเอาเม็ดทองคำออกจากตม-จากเลนมาได้ซือ ๆ


มันสำเร็จ ยกมือไหว้ตัวเองขึ้นมาได้นี่


ฮู้จัก**การจบเพศพรหมจรรย์ มาจบที่ตรงนี้**


เมื่อเรารู้จักเพศพรหมจรรย์จบแล้ว


ขเจ้าบอกว่า **‘เมื่อถึงที่สุดแล้วญาณย่อมมี’** ว่าซั่น


ครูบาอาจารย์เพิ่นสอน **‘ชาติสิ้นแล้ว-ภพสิ้นแล้ว


พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว-กิจอื่นไม่มี’**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive