DM-0109 | ธรรมะประจำวัน 2022-10-23

-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๒ (๒/๖) ※-


“…การสร้างจังหวะ-เดินจงกรม ก็ให้ฮู้จักกาล-ฮู้จักเวลา


ตอนเช้า ผมบอกอยู่-ตี ๓.๓๐ หรือตี ๔ นี่


เราลุกออกมาเดินจงกรมให้คนอื่นเห็น


ครั้นเป็นคนขี้คร้าน-มันก็บ่เห็นแล้ว ปฏิบัติธรรมะมันก็บ่ก้าวหน้า


ตามหนังสือเพิ่นว่า‘กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม ปะริหานะธัมโม’


ครั้นคนขี้คร้าน-รู้น้อย ๆ นั้น มันก็ฉิบหาย-ฉิบหายแล้ว


เพิ่นว่า‘มันบ่ก้าวหน้า’


คนใดตั้งใจปฏิบัติอย่างว่านี้ เพิ่นว่า‘อะนุรักขะนาภัพโพ-ยังน้อย


เจตะนาภัพโพ-ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ


รู้จักกาล-รู้จักเวลา มันก็ก้าวหน้า’-เพิ่นว่าจั่งซั่น


ผมอ่านหนังสืออภิธรรม เพิ่นแปลไว้จั่งซั่น


จึงว่า‘ให้รู้จักกาลเวลา รักการ-รักงาน


อย่าเป็นคนเห็นแก่หลับแก่นอน-แก่พูดแก่คุย…มันบ่ดี’


ปีนี้เฮาฝึกกันเพื่อจะผลิตให้เป็นครูของคน


ว่าแล้วก็เชื่อฟังกัน-ต้องทำตาม


เจ้าเดินจงกรม-ข้อยก็เดินจงกรม


เจ้านั่งสร้างจังหวะ-ข้อยก็นั่งสร้างจังหวะ


เห็นกัน (มันจะ)มีความละอายในใจ


ถ้าเราบ่ทำ มันก็ละอายเพิ่น-ผู้อื่นทำ…เป็นจังซั่น


อย่าเอาความชั่วมาแสดง


เอาความดีมาแสดงต่อกันให้มันเห็น **เป็นครูของกันและกัน**


ให้เป็นครูของกันและกันนี่ หมายถึงจั่งใด๋ ?


**เจ้าเฮ็ดก็เป็นครูข้อย ข้อยเฮ็ดก็เป็นครูเจ้า**


เจ้าตื่นก่อนข้อย ข้อยก็ตื่นก่อนเจ้า


บ่แม่นสิว่าฮอดยามตื่นแล้ว-บ่ตื่น ฮอดยามเฮ็ดแล้ว-บ่เฮ็ด


เขาว่าเป็นคนขี้คร้าน (เป็น)คนเว้ายาก


สันดานของสัตว์ บ่แม่นสันดานของคน


มันแก้ไขบ่ตก **มันต้องแก้ไขตัวเอง**


ที่หลวงพ่อว่าให้นี้ อันนี้เป็นการปฏิบัติธรรมะ


มื้อแลงมา-เฮาก็เดินจงกรม อย่ามานั่งเว้า-นั่งคุยกัน


เจ้าก็เดิน-ข้อยก็เดิน เจ้าก็เห็นข้อยเดิน-ข้อยก็เห็นเจ้าเดิน


ข้อยก็เห็นเจ้านั่งสร้างจังหวะ เจ้าก็เห็นข้อยสร้างจังหวะ


มันมีความละอายในใจ เพิ่นว่า‘หิริ-ความละอายแก่ใจ’นี่


เพิ่นว่า‘คนบ่มีความละอายแก่ใจ-มันก็…


เพิ่นเอิ้นสันดานของสัตว์-สันดานของผี’


เฮาว่ากัน ‘บ๊ะ! ผีตายกินหัวมันนิ เกิ่นเว้ายาก’


เฮาบ่มีตาทิพย์ เฮาจิบ่เห็นผีเด๊


‘ผี’…คือคนขี้เกียจขี้คร้าน คนทำชั่ว-พูดชั่ว


ว่ายาก-สอนยาก เขาเอิ้น‘บักผี-คือผี’


บ่แม่นแข้งขา-หน้าตา-มือเท้าเป็นผี ใจมันเป็นผี


ต่อมาก็‘เอ้อ-หน้าสันดานคือสัตว์เนาะนี่’


แต่ร่างกาย-แข้งขา-หน้าตา-มือเท้า บ่แม่นสัตว์


ใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะมันบ่มีความละอายในใจ


ให้เฮาเข้าใจที่ผมว่านี่ **อันนี้เป็นสูตรสำเร็จง่าย ๆ**


‘ให้เฮาเห็นพระธรรม-พระทำ’ ว่าซั่น


พระทำการ-พระทำงาน พระพูด พระคิด…ทำให้เป็นพระทำ


ทุกคนเป็นพระทำ ทุกคนเป็นผี


ถ้าคนใดทำดี-เขาเอิ้น‘พระทำ’ ถ้าคนใดทำชั่ว-เขาเอิ้น‘ผีทำ’


บ่แม่นพระธรรมนั้น….เป็นสี-เป็นแสง เป็นลูกแก้ว


หรือเป็นพระอันใดมาสวมเข้าตัวเฮา บ่แม่น


อันนั้นแสดงว่าเฮาบ่เห็นจิต-บ่เห็นใจเฮาคิด มันเป็นจังซั่น


สูตรอันนี้มันกว้าง แล้วเฮานั้นมาติดอยู่ระหว่างนี้-บ่แม่น


ความสงบนั้นจึงมี ๒ อย่าง


สงบแบบสมถกรรมฐานแบบหนึ่ง


สงบแบบวิปัสสนาภาวนาแบบหนึ่ง


**‘วิปัสสนา’ แปลว่ารู้แจ้ง-รู้จริง


รู้แจ้ง-รู้จริง รู้แล้วต่างเก่าล่วงภาวะเดิม**…ต่างเก่าอันใด ?


(เช่น) แต่ก่อนเคยนอนตื่นสวย ๆ(สายๆ)


ตื่นดึกเด๊บัดนี้(ตอนนี้ตื่นเช้ามืด)


แต่ก่อนเคยสูบบุหรี่-(ตอนนี้)เลิกได้


แต่ก่อนเคยเป็นคนพูดมาก-คุยมาก (ตอนนี้)เลิกได้


พูดแต่เฉพาะความจริงเท่านั้น นี้เพิ่นว่า‘ต่างเก่าล่วงภาวะเดิม’


**ล่วงจากความเป็นปุถุชนขึ้นมาสู่ความเป็นพระอริยบุคคล**


เอิ้น‘ล่วงจากภาวะเดิม’


ผมถามแล้ว(ว่า)‘ความเป็นคนเนี่ย


ผู้ใดให้ชื่อเสียงเรียงนามมา ?’ ถามขเจ้า


ขเจ้าก็(บอกว่า)‘เอิ้นกันมาจังซั่น’


แสดงว่าคนผู้นั้นไม่ได้ศึกษาหลักพระพุทธศาสนา เว้าเป็นซือ ๆ


**คำว่า‘ความเป็นคน’เนี่ย


หมายถึงเลือกคัดจัดหาเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์มาพูด-มาคุย


มาแนะนำพร่ำสอนกัน’ อันนั้นชื่อว่าเป็นคน**


ความเป็น‘คน’กับความเป็น‘ปุถุชน’ ขเจ้ามันแยกกันไว้


แต่ญาพ่อ(หลวงพ่อ)แยกว่าปุถุชนกับความเป็นคน


ความเป็นคน-ผู้มีปัญญาจึงเป็นคน


ความเป็นปุถุชน-ขเจ้าเอิ้นคนบ่มีปัญญา


อันปัญญาหาเงินทอง-หาพูดหาคุยนั้น บ่แม่นเด๊


อันนั้นบ่แม่นปัญญาอันนี้…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive