DM-0108 | ธรรมะประจำวัน 2022-10-22

-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๒ (๑/๖) ※-


“เอ้า! นิมนต์ตั้งใจฟังครับ


หลังจากการทำวัตรเย็นมื้อนี้ ก็มาอบรมอีกตื่ม-เรื่องสูตรสำเร็จ


**คำว่า‘สูตรสำเร็จ’นี้ มันสำเร็จมาในเหมิ๊ดทุกคน


มันแสดงตัวมันเป็นของบริสุทธิ์จริง ๆ เขาเรียก‘สูตรสำเร็จ’**


แล้วบัดนี้เราไปแปลหนังสือพู้น อยู่นอกตัวเฮาพู้น


ความสำเร็จสูตรของมัน ก็เลยบ่ได้ผล


ผมว่าให้ฟังมื้อเช้านี้ ก็คือว่า


เม็ดเพชรทุกเม็ด มันเป็นของดีมีราคา-มีค่ามาก


ถ้าหากเฮาเอาออกจากตม-จากเลนมาได้


(ทอง)คำทุกเม็ด (เรียก)เม็ดคำนี้ก็ได้


เป็นของดี-ของงาม ของบริสุทธิ์ มีค่า-มีราคามาก


ถ้าหากเฮาเจียระไนออกจากตม-ออกจากเลนมาได้


ครั้นถ้าอยู่ในตม-ในเลน-ในแร่อมอยู่(หุ้มอยู่)


ก็บ่ได้มีราคา-อันนั้น (เรียก)ว่า‘สูตรบ่สำเร็จ’-อันนั้น


‘สูตรสำเร็จ’ หมายถึงเฮาปฏิบัติเอาเพชร


หรือเอาทองคำ(ที่)จมอยู่ในตมนั้น ออกมาแสดง


**มันจะแสดงตัวมันเอง เพราะมันสำเร็จแล้วเด๊


จึงว่า‘ตมกับน้ำ-มันบ่ใช่แม่นอันเดียวกัน’


อันตมโคลนนั้น ก็บ่ใช่แม่นเพชร-แม่นหินอะหยัง


อันตมโคลนนั้น ก็บ่ใช่แม่นทองคำอิหยัง


แน่ะ-เฮาเว้าไปจังซี่ จึงว่า‘สูตรสำเร็จ’


ตอนเช้านี้ก็ว่าให้ฟัง รู้ไปเป็นขั้น-เป็นตอนไป


โดยที่ไม่ปะปนใครทั้งหมดเลย-สูตร ๆ นี้**


เมื่อผมปฏิบัติตอนเย็นฮั้น ผมรู้จักว่าผมเป็นพระได้นี่


ตอนเย็น-มื้อแลง ผมมาเดินจงกรมกลับไป-กลับมาอยู่


เมื่อยแล้ว ก็กลับมานอน


ตื่นเช้ามา ผมก็มาล้างหน้า-แปรงฟัน


ธรรมดาคือเฮาเฮ็ดทุกมื้อนี่แหละ


มานั่งสร้างจังหวะ เดินจงกรมกลับไป-กลับมา


มีตัวขี้เข็บ(ตะขาบ)ตัวหนึ่ง มันแล่นออกมาใส่หน้า


บ่แม่นแล่นใส่หน้าผม แล่นไปใส่ขวางทางผม


ผมเคยถูกขี้เข็บกัดเทื่อหนึ่ง-เจ็บ


ผมเลยเอาเทียนไขไต้(จุด)ตามไป แต่บ่เห็น


แล้วผมเอาเทียนไขกลับคืนมาไต้ไว้ของเก่า(ที่เดิม)


เดินกลับไป-กลับมา สูตรมันเกิดขึ้นมาว่า


‘กิเลสอย่างหยาบ-กิเลสอย่างกลาง-กิเลสอย่างละเอียด’ ว่าซั่น


อันนี้บ่แม่นว่า‘อธิศีลสิกขา-อธิจิตตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา’


บ่ได้ว่าจังซั่น


‘ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ


สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง


ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด’ ว่าซั่น


โอ…เมื่อตอนแลงนั้น


โทสะ-โมหะ-โลภะจางคลายไป…กิเลสอย่างหยาบ


โอ…กิเลส-ตัณหา-อุปาทานนี่จางคลายไป นี่กิเลสอย่างหยาบ


ศีลเลยปรากฏขึ้นมา


นี้เรียกว่า‘ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์ หรือขันธ์ ๓’


ผมเลยรู้จักอย่างนี้ ‘๑.ปากก็เป็นขันธ์หนึ่ง


๒.กายนี้ก็เป็นขันธ์หนึ่ง ๓.ใจก็เป็นขันธ์หนึ่ง


ชื่อว่าศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์’


ขันธ์มีศีล ขันธ์เรียกว่า‘ขันธ์ ๓’


อันนี้บ่แม่ขันธ์ ๒-ขันธ์ ๑-ขันธ์ ๔-ขันธ์ ๕


ครั้นขันธ์ ๕ นั้น ก็รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณขันธ์


ขันธ์ ๔ นั้น ก็เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณขันธ์


อันขันธ์ ๓ นี้ (ก็)ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์


**รูปก็มีศีล-คำพูดก็มีศีล-ใจก็มีศีล อันนี้เป็นสูตรสำเร็จขึ้นมา


ก็เลยรู้จักสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานกันที่ตรงนี้


สมถกรรมฐานนั้น-รู้แบบอย่างผู้ไม่รู้ วิปัสสนานี้-รู้อย่างแบบผู้รู้**


มันจึงเป็นสูตร ๆ ไปจังซั่น


สมถกรรมฐานนั้น เพิ่นว่า‘นั่งภาวนา’


จิภาวนา‘พุทโธ-ธัมโม อะระหัง พอง-ยุบ นับ ๑-๒-๓’ ก็ตาม


ให้จิตใจสงบ แล้วยกเอาขันธ์ ๕ ขึ้นมาพิจารณาไตรลักษณ์


ว่าจังซั่น บ่ฮู้จักว่าไตรลักษณ์(ด้วย)ซ้ำ-เป็นจังซั่น


แล้วก็(ว่า)เป็นวิปัสสนาได้


บ่แม่น…*อันนั้นมันนึก-มันคิดเอาเอง มันเข้าไปในความคิด


ดังนั้นจึงว่า‘เอาความคิดลากเอาตัวสติ


ตัวสมาธิ-ตัวปัญญาอันนี้ออกไป เฮาก็เลยบ่ได้มารู้จักตัวเฮา’*


บัดนี้**เฮามาทำการเคลื่อนไหว บ่ต้องหลับตา


พอดีมันคิด-รู้จัก เห็น-รู้-เข้าใจ…เอาอยู่แค่นี้แหละ**


อันนี้(เรียกว่า) ‘ความสงบแบบหมาจนตรอก’ ก็ว่าได้


**ความสงบแบบนี้(เมื่อ)มันเกิดขึ้นมาแล้ว


มันจิหยุดการศึกษา-การเล่าเรียน


(หยุด)การหาครู-หาอาจารย์ได้** ความสงบแบบนี้พี่ตื่ม(นี่เอง)


อันสงบแบบบ่รู้นั้น (คือไป)นั่งสงบ


บัด*(เมื่อ)ไปเข้าสังคมเขาแล้ว ก็ครั้นเว้า(แล้ว)หมู่บ่เชื่อฟัง


ก็เกิดโกรธ-เกลียด-ไม่พอใจขึ้น


มันบ่แม่นสงบ เขาเอิ้นว่า‘หินศิลาทับหญ้า’


สมถกรรมฐานจึงว่า‘เป็นอุบายให้สงบจิต’


คือเอาหินไปทับหญ้าไว้นี่ เพิ่นว่า


บัดนี้หินทับหญ้า มันเย็น


บัดเอาหินออกแล้ว หญ้ามันงอกขึ้นมางามกว่าเดิมนี่


อันนั้นบ่แม่นความสงบในหลักพระพุทธศาสนา*


เป็นความสงบของศาสนาพราหมณ์


แน่ะรู้จักจังซั่น ‘โอ…นี่สูตรนี่-มันเป็นจังซี่’


บัดนี้**มาทำความรู้สึกตัวนี้ มันคิด…เห็น-รู้-เข้าใจ


นี่…ตัวนี้เป็นตัวสติ-เป็นตัวสมาธิ-ตัวปัญญา


เฮาเอิ้น‘ความรู้สึกตัว’


เฮารู้สึกตัวแล้ว ตัวความคิดมันบ่ถูกปรุงแต่งไปได้**


*ถ้าหากเฮาบ่เห็นความคิด มันจิปรุง-จิแต่งเฮาไปเรื่อยไปเลย*


อันนี้เป็นสูตรมัน เป็นจังซี่-จึงว่าเรียนลัด


เรียนลัดหลักพระพุทธศาสนาโดยตรง บ่แม่นเรียนจังซั่น-จังซี่


จึงมีวิธีการ มีเทคนิค-มีกลไกการกระทำ


(คือ)เฮ็ดจังหวะ-จังหวะนั้นเฮาก็ฝึกหัดกัน แล้วเดินจงกรม…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive