DM-0105 | ธรรมะประจำวัน 2022-10-19

-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๑ (๔/๖) ※-


“…ผมเดินกลับไป-กลับมาอยู่บ่ทันนาน


เห็นขึ้นมาอีกตื่ม สูตร ๆ หนึ่ง


บัดนี้สูตรนี้ว่า กิเลส-ตัณหา-อุปทาน-กรรม


สูตรนี้ โอ…พอรู้จักอันนี้-ก็รู้จักศีลโลด


ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ


สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง


ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด..ว่าซั่น-ตำราเพิ่นว่า


แต่ในขณะของผมรู้จักนั้น ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์


ขันแปลว่าถี่ ถ้าขันดี-ตักน้ำไปก็ได้กิน


ถ้าขันแตก…ตักน้ำไป-ก็บ่ได้กิน มันฮั่วทิ่ม(รั่วทิ้ง)หมดเด๊ครับ


ถ้าขันดี ตักข้าวใส่บาตรให้พระ-ก็น่ากิน


ถ้าขันสกปรก ตักข้าวใส่บาตรพระ-ก็บ่น่ากิน


แน่ะ…เพิ่นว่า จึงว่าให้รู้จักหน้าที่


ผมก็เลยรู้จักว่ามีศีล


**‘ศีล’ แปลว่าปกติกาย-ปกติวาจา-ปกติใจนี้


ถ้าหากบ่มีปกติแล้ว-บ่มีศีล** ว่าซั่น


สูตรของผมเรียนมา-ได้ปฏิบัติมา ได้รู้-ได้เข้าใจมาจังซี่


สูตร ๆ เหล่านี้


บ่ต้องไปขึ้นอยู่กับพระไตรปิฎก(ที่เป็น)ตัวหนังสือ


สูตร ๆ นี้ มันขึ้นอยู่กับพระไตรปิฎก คือขึ้นอยู่กับที่ผมว่าเมื่อกี้


พระสูตร-คือได้แก่ร่างกาย พระวินัย-ได้แก่คำพูด


พระอภิธรรม-ได้แก่จิตแก่ใจมันนึกมันคิด


นี่ ๓ ปิฎกนี่เรียนลัด ๆ **สูตรนี้ตรงที่สุด**


มันเหมือนกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า


‘สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต


สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต


บ่แม่นเป็นพระพุทธเจ้า เฮาต้องทำตามพระพุทธเจ้าเพิ่นว่า


‘พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง


**ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน’


เฮารู้ตาม-เห็นตามพระพุทธเจ้า จึงว่าบ่ผิดกันกับพระพุทธเจ้า


ละเลิกความชั่วได้แท้ ๆ นี่** เพิ่นว่าจังซั่น


บัดนี้ข้อสุดท้ายนี้ **พระพุทธเจ้าเพิ่นตรัสว่า


‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตนี้ไปถึงแล้วแห่งนั้น


แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย


ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติ-ปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้


ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้’


นี่…รู้-เห็น-เป็น-มีเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า


จึงว่าสูตรเหล่านี้


เฮาต้องปฏิบัติธรรมให้มันแสดง(ตัว)มันขึ้นมาเอง


ยืนมั่นคงถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง-ไม่แปรผัน


มันเป็นจังซั่น** จึงว่าเรื่องนี้พวกเฮา


*การให้ทาน-รักษาศีล-กินเจนั้นดีแล้ว แต่เฮายังใจมืดอยู่*


**เมื่อรู้จักจังซี่แล้ว เห็นพระพุทธเจ้าโลดบัดเดียว


เห็นพระธรรม-เห็นพระสงฆ์ เห็นจริง ๆ**


บ่แม่นสิเอาเรื่องของบ่จริงมาเว้า


คนทุกคนต้องเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพิ่นว่าไว้


และคนทุกคนต้องเป็นพระธรรมได้


คนทุกคนต้องเป็นพระสงฆ์ได้


เรียนพระไตรปิฎกจนจบประโยค ๙ พู้น เพิ่นเอิ้น‘บัณฑิต’


เรียนทางโลกได้ปริญญาเอก


เพิ่นก็เอิ้น‘บัณฑิต-เป็นนักปราชญ์’


แล้วหลวงพ่อเคยถามคนมาหลายคนแล้ว(ว่า)


คำว่า‘คน’นี้ ผู้ใดให้ชื่อเสียงเรียงนามมา ?


(พวกเขาตอบว่า)‘โอ้ย-เขาเว้ากันมาแต่ดึกดำบรรพ์พู่น’


แสดงว่าคนเหล่านั้นยังบ่เข้าใจสูตรเหล่านี้ แต่เข้าใจทางโลก


คำว่า‘คน’-คนนี้ หมายถึงผู้เป็นอริยบุคคล


เลือกคัดจัดหา แก้ปัญหาตัวเองได้-แก้ปัญหาสังคมได้


จึงว่าเป็นคน-จึงเป็นพระอริยบุคคล แน่ะเพิ่นว่าจังซั่น


คำว่า‘คน-คนนี้’ เกิดมาแข้งขา-หน้าตา มือ-เท้าเป็นคนก็จริง


แต่*ใจยังบ่สว่าง-ยังไม่ใช่คน ยังเป็นผี-เป็นเปรต-เป็นมาร


เป็นไปร้อยอันพันอย่าง เป็นสัตว์นรก-เป็นสัตว์เดรัจฉานนี่


เฮาอย่าเข้าใจว่า สัตว์นรกนั้นอยู่ไกลเกินไป*


‘สัตว์นรก’ คือมันร้อนอก-ร้อนใจ


‘สัตว์เดรัจฉาน’ คือมันทำการ-ทำงาน…บ่ฮู้จักอาย


สัตว์เดรัจฉานมันบ่ฮู้จักอาย


เฮาเบิ่งโตหมา-โตหมู-โตเป็ด-โตไก่ มันอยากขี้ไส-มันก็ขี้


*คนเรานั้น ถ้าอยากเว้ายังไง-ก็เว้าไปโดยบ่ฮู้จักเหตุจักผล


ก็คล้าย ๆ คือกัน(กับสัตว์)*


ท่านจึงว่าเป็นพระวินัย ให้มีวินัยครอบใส่ปากเฮานี้ไว้


ควรว่า-ก็ว่า บ่ควรว่า-ก็บ่ว่า


พระอภิธรรม-*ใจมันสั่งให้ทำ บางทีสั่งผิดก็ได้-สั่งถูกก็ได้


อันนั้นเป็นความรู้ มันเป็นความคิด*


จึงว่า‘สติ-ความระลึกได้’ **มันคิด-ให้ฮู้จักทันที**


**พอดีมันคิดปุ๊บ-เห็นปั๊บ…หยุดได้ เพิ่นว่า‘ความรู้สึกตัว’**


เฮาเอิ้นว่า‘รู้สึกตัว’ เฮาบ่ได้ว่าภาษาบาลีในประเทศอินเดีย


**ให้มันรู้สึกตัว-ตื่นตัว ให้มันรู้สึกใจ-ตื่นใจ


ให้มันรู้สึก อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ


นี้เป็นวิธีปฏิบัติง่าย ๆ เป็นวิธีปฏิบัติลัด ๆ


ปฏิบัติไปกับการ-กับงานทุกประเภท**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive