DM-0099 | ธรรมะประจำวัน 2022-10-13

“…พุทธศาสนาสอนให้รู้-ให้เห็นคุณและโทษของศาสนาผี ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาเทวดา


และชี้**ให้มีสติกลับเข้ามารู้รูปกาย กิเลส และจิตใจส่วนลึก


สามารถแก้ทุกข์ได้ด้วยสติ-ปัญญาของตนเอง


คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้หายไปไหน


หากปฏิบัติตามคำสอนแล้ว


ผู้เขียนรับรองว่า สามารถแก้ทุกข์ได้ ๑๐๐%**


พุทธศาสนาไม่เรียกร้องศรัทธา แต่เรียกร้องเหตุผล


โดยสอนว่า‘ทุกสิ่ง-ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ-ไม่เกิดขึ้นลอย ๆ’


**การอ้อนวอนขออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ตรงต่อเหตุ จะไม่เกิดผล


จึงต้องกระทำให้ตรงกับเหตุ


เช่น ไม่ต้องการให้ความทุกข์เกิดขึ้น ก็ต้องระงับเหตุของความทุกข์นั้น


ถ้าต้องการให้ความสุขเกิดขึ้น ก็ต้องกระทำเหตุของความสุขนั้น**


ในประเทศอินเดียสมัยก่อนพระพุทธเจ้า


ประชาชนพากันเชื่อถือ และปฏิบัติตาม ๆ กันมา


ในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลนานาประการ เช่น บูชายัญ บูชาไฟ บวงสรวง


ปลุกเสก เชื่อฤกษ์ยาม ถือขลัง-ศักดิ์สิทธิ์ ถือผีสาง-เทวดาฟ้าแถน(ผีฟ้า)


พุทธสาวกย่อมเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเหล่านี้


เช่น เป็นหมอดู หมอผี หมอปลุกเสก ลงเลขยันต์ ให้หวยเบอร์ ให้ฤกษ์


เป็นเจ้าพิธีรีตอง-บวงสรวงต่าง ๆ


**พระพุทธเจ้าทรงพยายามสอนให้พุทธบริษัทเลิกยึดถือสิ่งที่ไม่มีเหตุผล


และหันมายึดถือเหตุผล**


เช่น ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวกได้ผ่านไปแล้ว


โรงบูชาไฟ กลายเป็นโรงต้มน้ำและโรงหุงหาอาหารเหล่านี้


ขี้เถ้าที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเครื่องขัดภาชนะโลหะ


การเบียดเบียนและการฆ่าสัตว์-เผาสังเวยเทวดา ด้วยสำคัญว่าเป็นบุญนั้น


ชนผู้ตื่นจากความหลงทั้งหลาย ละทิ้งแล้ว


**พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก


ได้ยกเข้าเหยียบย่ำ กวาดล้างความเชื่อถืองมงาย-ไร้เหตุผล


ความเป็นผู้โหดร้ายทารุณต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์เสียสิ้นแล้ว


พร้อมกับได้หว่านโปรยความสงบร่มเย็นแผ่ปกคลุมไปทั่ว


สิ่งที่พระองค์พร้อมด้วยสาวกละไว้ ณ เบื้องหลัง


คือความใส่ใจในความสงบ อันเนื่องจากเว้นขาดความข่มเหง-เบียดเบียน


ลักฉ้อล่อลอง มีสันโดษ-ยินดีด้วยของ ๆ ตน ไม่คิดก้าวล่วง-ช่วงชิงของผู้อื่น


และประการสุดท้ายอันสำคัญยิ่ง


คือเป็นผู้ตื่นจากความเขลาในปัญหาแห่งชีวิตทั้งปวง**


การให้ฤกษ์ทุกชนิด หมอดูทุกประเภท และการปลุกเสกเลขยันต์ต่าง ๆ


พระพุทธเจ้าท่านห้ามทั้งสิ้น


ติรัจฉานวิชาเหล่านี้ ย่อมขัดแย้งกับความมีเหตุผลโดยสิ้นเชิง


และขัดกับเรื่องกรรมที่ว่า ‘หว่านพืชเช่นใด-ย่อมได้ผลเช่นนั้น’


**พระพุทธเจ้าทรงสอนให้กระทำกรรมดี ทำเมื่อไร-เป็นใช้ได้


ไม่เกี่ยวกับฤกษ์ยามหรือดวงดาวแต่อย่างใด


ทำดีเมื่อไร-ดีเมื่อนั้น ทำชั่วเมื่อใด-ชั่วเมื่อนั้น


ไม่จำกัดกาลเวลา…ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว**


*ทุกวันนี้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าห้าม-กลับปฏิบัติและยกย่องกันทั่วไป


ทั้งในวัด-สถานที่ราชการ เต็มบ้าน-เต็มประเทศไปหมด


เมื่อเอาความโง่-งมงาย เป็นสรณะแทนพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์แล้ว


ชาวพุทธจะเจริญได้อย่างใด ประเทศชาติบ้านเมืองจะไปรอดได้อย่างไร ?*


แม้แต่ผู้นำก็ยังพึ่งสิ่งเหล่านี้อย่างหลับหู-หลับตา


ประเทศชาติบ้านเมืองจะเป็นเมืองพุทธโดยสมบูรณ์ได้อย่างไร ?


ผู้นำยังไม่สว่างพอ…คือยังมืดบอด ลุ่มหลง-งมงาย


เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด มันต้องล่มจมสู่ความหายนะจนได้


แต่**ถ้าทุกคนแก้ไขความเห็นแก่ตัว หันเข้ามามองจิต-มองใจของตนเอง


ศึกษาค้นคว้าในตัวเอง…ให้รู้-ให้เห็นว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม


อะไรเป็นสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรได้-ควรถึง หรือควรทำให้แจ้ง


และชีวิตนี้ตีราคาเป็นเงิน-เป็นทองได้ละหรือ ?


ควรที่ทุกคนจะเสียสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่


(เสียสละ)ความสุขส่วนน้อย เพื่อความสุขอย่างยิ่ง


ดังถ้อยคำที่ว่า‘เสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ


เสียสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เสียสละชีวิตเพื่อรักษาสัจธรรม’**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive