DM-0098 | ธรรมะประจำวัน 2022-10-12

“…เรื่องที่ควรศึกษา ๒ ประการ


๑. เราควรศึกษาการเกิดของคน


ถ้าเป็นคน ก็ต้องมีพ่อ-มีแม่


ถ้าเป็นวัว-เป็นควาย เป็นสัตว์เลื้อยคลาน


หรือสัตว์ประเภทใด ก็ต้องเกิดมาจากสัตว์ประเภทนั้น


เรื่องนี้-เราแก้ไขไม่ได้


เกิดมาสูง-ต่ำ ดำ-ขาวอย่างไร…ก็ต้องเป็นอย่างนั้น


เกิดมาในตระกูลใด ก็ต้องเป็นคนในตระกูลนั้น


ทุกคนคงจะเคยได้ยินประวัติของพระพุทธเจ้ามาแล้ว


พระองค์เป็นคนอินเดีย เกิดในตระกูลกษัตริย์


แต่ชาติกำเนิด ก็ไม่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้


กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ


**ความดี-ความชั่วของคน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติหรือตระกูล


แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำ จึงไม่มีใครทำให้ใครได้


จะทำแทน หรือปฏิบัติแทนใครก็ไม่ได้


เพียงแต่มีวิธีแนะนำเท่านั้นว่า


‘ทำอย่างนี้มันผิด ทำอย่างนี้ถูก


ทำอย่างนั้น-มันไม่รู้ ทำอย่างนี้-มันรู้


ทำอย่างนี้-มันเข้าใจ ทำอย่างนั้น-มันไม่เข้าใจ’**


ท่านสอนไว้อย่างนี้


๒. **เราควรศึกษาว่า เราจะฉลาดจริง-เห็นจริงตามความเป็นจริงได้อย่างไร ?**


เจ้าชายสิทธัตถะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้


เพราะการศึกษาประการที่ ๒ นี่เอง


ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิดของพระองค์


**เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว


จึงนำมาสอนให้คนอื่นรู้ตาม-เห็นตาม


ผู้ใดต้องการรู้ตาม-เห็นตาม จึงจำเป็นต้องมาศึกษา


และปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์*


พระองค์ตรัสว่า‘สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต


หรือสัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต’**


พระองค์ไม่ได้หมายถึงสัตว์เดรัจฉาน แต่หมายถึงสัตว์มนุษย์


‘เหมือนกัน’ คือคล้ายคลึงกัน…ให้เข้าใจอย่างนี้


ท่านยังกล่าวต่อไปว่า


**‘สภาพหรือสภาวะดั้งเดิมนั้นเหมือนกันหมด


ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำให้รู้ได้-เห็นได้เหมือนกัน’**


แล้วท่านยังสอนไว้อีกว่า


**‘อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว


ให้เห็นผิดเป็นผิด เห็นถูกเป็นถูก


เห็นทุกข์เป็นทุกข์ เห็นสุขเป็นสุขจริง ๆ’**


ท่านว่า **‘ทำให้เห็นอย่างนั้น-จะต้องทำอย่างไร ?


ต้องเจริญสติ-เจริญสมาธิ-เจริญปัญญาอย่างเราตถาคตนี้


ต้องรู้อย่างเรา-เห็นอย่างเรา-เข้าใจอย่างเรา-สว่างอย่างเรา


แต่ถ้าหากทำแล้วไม่รู้อย่างเรา-ไม่เห็นอย่างเรา


ไม่เข้าใจอย่างเรา-ไม่สว่างอย่างเราตถาคตนี้


นั่นมันยังไม่ใช่ มันยังไม่ถูก’**


วิชชา แปลว่าอะไร ?


มันไม่ใช่ภาษาที่เราพูดกัน


**‘วิชชา’ คือความรู้แจ้ง-รู้จริง รู้แล้วไม่เปลี่ยนแปลง


ส่วน‘อวิชชา’นั้น แปลว่าความไม่รู้แจ้ง-ไม่รู้จริง เปลี่ยนแปลงไปได้**


พูดตามภาษาบ้านเราว่า**‘ให้รู้ตนเอง-ศึกษาตนเองให้ตื่นตัว’


ถ้ารู้ตัวเองว่าเป็นอย่างไร ความไม่รู้-มันก็ไม่มี


ถ้าความไม่รู้มีอยู่ ความรู้ก็ไม่มีในที่นั้น-ไม่มีจริง ๆ


ถ้าเราฝึกหัดตัวเราเองให้รู้ตัวเอง-ตื่นตัว-เข้าใจตัว


ความไม่รู้-ความไม่ตื่น-ความไม่เข้าใจ-ความไม่เห็น ก็จะไม่มี


ต้องรู้ตาม-เห็นตาม-เข้าใจตามได้จริง ๆ**


**พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เจริญสติปัฏฐาน ๔**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive