DM-0092 | ธรรมะประจำวัน 2022-10-06

ถาม-ตอบ


ถาม : ทุกวันนี้พระสงฆ์สอนพุทธศาสนา เหตุใดจึงสอนไม่เหมือนกัน ?


ตอบ : เพราะมีแนวความคิด มีอุดมคติไม่เหมือนกัน


*ความเห็น-ความเข้าใจที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้การสอนแตกต่างกัน


เป็นหลายเส้น-หลายสาย หลายวิธี*


ถาม : พระสงฆ์ที่สมมติบวชกันมาทุกวันนี้


บวชในพุทธศาสนา หรือบวชนอกพุทธศาสนา ?


ตอบ : บวชในพุทธศาสนา-และนอกพุทธศาสนา ก็มีทั้งนั้น


เพราะทำตามความเห็น และเข้าใจที่ไม่เหมือนกัน


ดังคนโบราณพูดว่า‘บวชลับ-บวชลอง บวชครองประเพณี


บวชหนีสงสาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน


บวชเปื้อนศาสนา บวชเป็นสมภาร บวชประจานภรรยา


บวชหาของเล่น บวชตายทั้งเป็น **บวชตามพระพุทธเจ้าจริง ๆ’


พระองค์ตรัสว่า‘เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด-ธรรมเรากล่าวดีแล้ว


จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด’


นี่คือการบวชที่ถูกต้องตามพุทธประสงค์ และคือการบวชในพุทธศาสนา**


ถาม : นักบวชเหล่านั้น จะเคารพพระธรรมวินัยเหมือนกันหรือเปล่า ?


ตอบ : ถามดูแล้ว ต่างก็ว่าเคารพพระธรรมวินัย-คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น


แต่ถ้าดูการกระทำแล้ว มักจะไม่ตรงกับคำพูดเอาเสียเลย


ทำนองว่ามือถือสาก-ปากถือศีล หัวใจอยู่ใต้อุ้งตีนหมา-ก็ยังมี


จะว่าเคารพเหมือนกัน-ก็ไม่ถูก หรือจะว่าไม่เคารพเหมือนกัน-ก็พอได้อยู่


ถาม : หากพูดอย่างนั้น จะเอาอะไรเป็นเครื่องวัด-เครื่องตัดสิน ?


ตอบ : **ต้องเจริญสติ-สมาธิ-ปัญญา หรือเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน


ในจิต-ในใจสะอาดสว่างไสวด้วยแสงแห่งพระธรรม


บรรลุความสะอาด-สว่าง-สงบ เป็นผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบานด้วยธรรม


นี่เป็นเครื่องวัด และเป็นเครื่องตัดสินได้ **


ถาม : รู้อะไร-ตื่นอะไร เบิกบานอะไร ?


ตอบ : **รู้ตัวเองในเวลาทำ-พูด-คิด รู้ว่าทำผิด-ทำถูก


รู้ว่าพูดผิด-พูดถูก รู้ว่าคิดผิด-คิดถูก ตื่นจากความงมงาย-หลงผิด


สิ่งที่งมงายที่ทำมา-พูดมา-คิดมาอย่างผิด ๆ ตื่นจากสิ่งเหล่านี้**


มิใช่ตื่นข่าวหรือตื่นตูม


**อันชีวิตจิตใจของคนทุกคนสะอาด-สว่าง-สงบ


คือเบิกบานอยู่โดยธรรมชาติแล้ว


ตรงกันข้าม ที่ไม่สะอาด-ไม่สว่าง-ไม่สงบ


พระองค์เรียกว่า‘เป็นกิเลส เป็นบาป-เป็นทุกข์’


พระองค์ทรงสอนให้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน


จะได้รู้จริง-เห็นจริง-เข้าใจจริงถึงสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า


คำสอนของพระพุทธเจ้าจะมีมากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์


ก็มีไว้เพื่อดับกิเลส หรือมีไว้ให้พวกเราได้ศึกษา


หาทางห่างพ้นจากความทุกข์ทางจิต-ทางใจเท่านั้น


ที่เรียกว่า‘ทางที่เป็นทาง’นั้นเอง**


ถาม : พระพุทธศาสนาที่แท้ สอนอย่างไร-หมายถึงอะไร ?


ตอบ : สอนให้รู้คุณค่าของชีวิต การทำ-พูด-คิด


และสอนให้ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยถูกต้อง พร้อมกันนั้น-ให้รู้จักบุญ-บาป


และหมายถึงบุคคลผู้รู้ธรรม-เห็นธรรม-เข้าถึงธรรม


ตรงกันข้ามกับพวกเดียรถี กลับพยายามสอนไปในทางผิดศีลธรรม


ซึ่งไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า


ถาม : ท่านรู้ไหมว่าบุญคืออะไร-บาปคืออะไร ?


ตอบ : **บุญคือความไม่มีทุกข์ทางกาย-ทางวาจา-และทางจิตใจ**


*บาปคือความไม่สบายกาย-วาจา-และจิตใจ


หรือคือความโลภ-ความโกรธ-ความหลงนั่นเอง*


พระองค์ทรงตรัสว่า‘บุคคลใดใจไม่สะอาด


มีชีวิตอยู่ เปรียบเหมือนคนที่ตายแล้ว’


เข้าทำนองว่าตายทั้งเป็น เหม็นมากกว่าซากศพ-เหม็นตลบ


ด้วยคำฉิน-หมิ่น หยาบหยาม


ถาม : ทำอย่างไรจึงจะแก้ทุกข์ทางกาย ทางจิต-ทางใจ…ให้หายได้ ?


ตอบ : แก้ทุกข์ทางกายนั้น ต้องขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน


และรู้จักเก็บเล็ก-ผสมน้อยให้มากขึ้น


คนโบราณว่า ‘ขยันกันซวย-อยากรวยต้องประหยัด’


เมื่อเราไม่สบาย จะได้มีเงินไปหาหมอรักษา-หรือไปโรงพยาบาล


**สำหรับทางจิต-ทางใจนั้น ต้องสร้างสติ-หรือเจริญวิปัสสนา…จึงจะหายได้


เอากายเป็นเรือ-สติเป็นหางเสือ-ปัญญาเป็นคนพาย


นี่คือวิปัสสนาตามธรรมชาติ**


ถาม : การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน-กระทำอย่าไร มีประโยชน์อย่างไร ?


ตอบ : **ต้องมีการฝึกหัด


พลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง ยกมือไป-เอามือมา…ให้มีสติเข้าไปรู้


และการเดินไป-เดินมา เอามือกอดอกไว้หรือไพล่หลังไว้


เรียกว่า‘เดินจงกรม’-ให้มีสติไว้ทุกอิริยาบถ เพื่อเอาชนะการปรุงแต่งของจิตใจ


อันการพลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง ยกมือไป-เอามือมาน้อย ๆ นี้


จะเป็นการสะสมสติให้มีพลังงานมากขึ้น จะสว่างภายในจิตใจ


ความเศร้าหมอง ความโลภ-ความโกรธ-ความหลงก็ไม่มี


เหมือนเราจุดตะเกียงขึ้น ความมืดย่อมหายไป**


ความรู้สึกของสติก็ฉันนั้น


ตอบโดย : หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive