DM-0087 | ธรรมะประจำวัน 2022-10-01

“…พระพุทธเจ้าของเรากล่าวว่า‘ธัมมะวิจะยะ’-การสอดส่องธรรม


พระองค์เป็นคนแรกทรงค้นพบ จึงนำมาสอน


ให้มีผู้รู้ตาม-เห็นตาม-เข้าใจตาม ชื่อว่า‘สาวกพุทธะ’


**คำสอนของพระพุทธองค์มิได้หายไปไหน


ถึงแม้วันเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปแล้ว-เปลี่ยนไปเล่า


ย่างเข้าสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม**


เมื่อดูตามสภาพการณ์ของธรรมะหรือสังคม


เรา-ท่านทั้งหลายคงเข้าใจกันแล้วว่า


**ความแก่ เป็นเพียงการไหลเวียนเปลี่ยนไปของสังขาร


ธรรมแต่ละกลุ่ม-แต่ละสายเคลื่อนไป


เพื่อเข้าจุดแยกสลายของธรรมชาติเท่านั้นเอง**


*คนในโลก ไม่ว่าสมัยก่อนหรือสมัยนี้


คนส่วนใหญ่ไม่สนใจจะปฏิบัติธรรมกัน


ส่วนมากจะไปหลงใหลในวัตถุนิยม


และตกเป็นทาสของตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย


หรือผิวหนังอันอ่อนนุ่ม มีอยู่ทุกหน-ทุกแห่ง


เหลียวไปทางไหน ก็จะพบเห็นแต่พวกพญามารหรือกิเลส


ทุกหย่อมหญ้าเต็มไปด้วยความทุกข์อย่างไม่รู้จักพอ โดยไม่รู้สึกตัว


เรียกว่า‘เห็นนรกเป็นสวรรค์-เห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปเสียแล้ว’*


**เราอย่าไปสนใจคำสอนในลัทธิ-คำสอนของศาสนาผี


ศาสนาพราหมณ์-ศาสนาเทวดา หรือศาสนาอื่น ๆ อยู่เลย


เพราะไม่สามารถจะแก้ทุกข์ทางจิต-ทางใจได้


ตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้า


ชื่อว่า‘ศาสนาพุทธนี้ สามารถแก้ทุกข์ทางจิต-ทางใจได้ ๑๐๐%’


คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จะมีมากเท่าไรก็ตาม


มีไว้เพื่อเรียนและทรงจำ นำเอาไปเป็นเครื่องมือแก้ทุกข์


หรือดับร้อนทางจิต-ทางใจให้หมด หรือให้ลดน้อยลง


วิธีการปฏิบัตินั้น


ก็ไม่ต้องขอร้อง หรืออ้อนวอนจากใครที่ไหนทั้งนั้น


เพียงแต่เราเอาสติเข้ามาทำความรู้สึกตัว


มากหรือน้อยก็ตาม ให้จับความรู้สึก


ในการเคลื่อนไหวอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน


ชื่อว่าเป็นการเจริญสติ หรือวิปัสสนาภาวนา


เอาชนะการเคลื่อนไหวของจิตใจที่เป็นกิเลสทุกครั้ง-ทุกคราว


เพราะรู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้ ทวนกระแสของกิเลสได้


เขาผู้นั้นชื่อว่าได้ใกล้ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า


เพราะพระพุทธเจ้าก็ทรงทำอย่างนี้


และพระองค์ทรงสอนให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ**


*ชนชาติใด-นุ่งห่มผ้าสีอะไรก็ตาม เข้าวัดฟังธรรม


รักษาศีล ให้ทาน เจริญกัมมัฏฐานอยู่ก็ตาม


หากไม่ทำความรู้สึกกับจิตใจนึกคิด-พูด-ทำแล้ว


เขาผู้นั้นยังห่างไกลคำสอนของพระพุทธเจ้า*


วิธีการปฏิบัติให้เห็นจริง มีดังต่อไปนี้


*การเห็นธรรมที่หลับตาเห็น นั่งหรือนอนก็ตาม


ที่เห็นสี-แสง ผี-เทวดา อินทร์-พรหม นรก-สวรรค์


อย่างนั้นมิใช่เห็นธรรมด้วยสติปัญญา


แต่เป็นมายาหรืออุปกิเลส หลอกลวงเราให้เป็นทุกข์*


ตรงกันข้าม **การเห็นธรรมด้วยสติปัญญา


เห็นรูป เห็นนามของตัวเองกำลังยืน-เดิน-นั่ง-นอน


คู้-เหยียด เคลื่อนไหว


เวลาทำการ-ทำงาน พูด


คิดดีหรือชั่ว…ก็เห็น รู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้ และเอาชนะความชั่วได้


ไม่ต้องทำไปตามความคิดชั่วที่เศร้าหมอง**


(การหลับตาเห็นแสง-สี ผี-เทวดา…)


ตรงกันข้ามกับ**การเห็นจิต-เห็นใจส่วนลึก


ที่นึก-ที่คิด…ไม่เป็นตัว-ไม่เป็นตน


เห็นด้วยสติปัญญาอย่างนี้ ไม่มียกเว้น


มันมีอยู่ในคนทุกคนแล้ว


พระพุทธเจ้า-พระองค์เห็นธรรมที่มีอยู่ก่อนแล้ว


ก็คือจิตใจที่สะอาด-สว่าง-สงบนี้เอง**


ตรงกันข้าม *ที่ไม่สะอาด-ไม่สว่าง-ไม่สงบ


พระองค์ทรงตรัสว่าเป็นกิเลส-เป็นทุกข์ เพราะโลภะ-โทสะ-โมหะ*


**เมื่อมีสติปัญญาเห็นอย่างนี้แล้ว


พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า‘เป็นบุญกุศล’


ชื่อว่า‘รู้ตาม-เห็นตามพระพุทธเจ้า’ เรียกว่า‘อัศจรรย์อย่างยิ่ง’


เรียกว่า‘เหนือบุญ-เหนือบาป เหนือดี-เหนือชั่ว


เป็นอัพยากตาธรรม’**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive