DM-0075 | ธรรมะประจำวัน 2022-09-19

(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : หนูทำงานอะไร ?


(ผู้ฟัง) : เป็นครูค่ะ


(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : เดินไปโรงเรียน


บัดนี้น่ะ ถ้าหากหนูมีรถจักรยานหรือนั่งรถก็ตาม


ถ้านั่งรถจักรยาน-ขาก็ย้ายไปอย่างนี้ เหยียบบันได-มันมีความรู้สึก


ถ้าไม่มีรถจักรยาน-เดิน…ก็เดินไปเฉย ๆ นี่แหละ **เดินไป-เดินก้าวไป


ก้าวสัก ๑๐ ก้าว-รู้ครั้งหนึ่งก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้


เอาอย่างนี้ ถ้าเดินไป ๑๐ ก้าว-รู้ ๕ ครั้งก็ยิ่งดี


ถ้าไม่รู้สักเที่ยว-ก็เต็มทีแล้ว เป็นอย่างนั้น


ต้องรู้ รู้ก้าวหนึ่ง-๒ ก้าวก็ดี


ไปถึงโรงเรียนคงจะมีสัก ๑๐๐ ก้าวนะ


รู้สัก ๑๐ ก้าวก็ดี ดีกว่าไม่รู้


นี่แหละ ทำอย่างนี้-มันจะสะสมเอาไว้


ความรู้อันนี้มันจะค่อย ๆ มากขึ้น-มากขึ้น


มันจะรู้เรื่อย ๆ ไป**


วิธีที่พูดกันวันนี้ ก็ต้องพูดกันอย่างนี้


คือ **รู้เรื่องรูป-นามแล้ว


อย่าเอาสติมาใช้(ดู)รูป-นาม ให้เอาสติคอยดูความคิด


บัดนี้หนูเดินไปโรงเรียน ไปสอนนักเรียน


เดินไป อย่าเอาสติมากำหนดเท้ามากเกินไป


ให้คอยดูความคิด


ดูต้นไม้ หรือดูคนเดินผ่านไปตามถนนหนทางก็ได้


แล้วมันแวบคิดขึ้นมา ‘อุ้ย! คิดแล้ว’


(รู้แล้ว)ทิ้งไปเลย อย่าเข้าไปในความคิด


ถ้าเข้าไปในความคิด มันจะพาคิด


‘โอ๊ย…คนนั้นผู้หญิง-ผู้ชาย ดูหน้า-ดูตา


คนดำ-คนขาว นุ่งเสื้อสีนั้น-สีนี้’


ไม่ต้องเอา อันนั้นมันเป็นวิตก-วิจาร


เห็นผู้หญิงก็ช่าง-ผู้ชายก็ตาม เฉยไปเลย


เห็นต้นไม้ โอ้-แล้วไปเลย


ไม่ต้องว่า ‘โอ้ ต้นไม้เป็นกิ่งนั้น-กิ่งนี้’


ไม่ต้องวิพากษ์-วิจารณ์อันนั้น


อันนี้เป็นวิธีหนึ่ง


คือว่า มันคิดก็แล้วไป-มันคิดก็แล้วไป**


แต่ว่าต้องวิพากษ์-วิจารณ์นะ อันนี้สมมติพูดนะ


ถ้ามีเรื่องขึ้นมา จะแก้ปัญหาไม่ได้นะบัดนี้


อันนี้มันต้องเป็นอย่างนั้น


ถ้าคนไปลักของบัดนี้


นุ่งเสื้อสีนั้น-สีนี้ ก็รู้จักอีกแล้วบัดนี้


อันนี้มันต้องเป็นปัญญานะนี่นะ


คือว่าต้องรู้คน ผู้ชาย-ผู้หญิง


คนมีอายุกี่ปี-ประมาณเอานะ ให้รู้


แต่อาตมาพูดนี้ ไม่ได้พูดเรื่องอันนั้น


คือ พูด**ให้รู้ความคิด


เมื่อกำลังมันคิดแวบขึ้นไปแล้ว ตัดทันที


อย่าไปวิพากษ์-วิจารณ์ คิดดี-คิดชั่ว…ไม่ต้องคิด**


บัดนี้เราจะสร้างบ้าน-สร้างเรือน ต้องมีโครงการคิดอันนั้นนะ


หนูจะไปสอนนักเรียน ต้องมีโครงการ-จะสอนเรื่องอะไร


วันนี้ต้องสอน ต้องคิด


แต่ความคิด(อีก)ชนิดหนึ่ง


อันคิดขึ้นมาแวบเดียว มันไปเลย


อันนั้นเป็นเรื่องความคิด


ความคิดตัวนี้ มันนำโทสะ-โมหะ-โลภะเข้ามา


อันที่เราตั้งคิดขึ้นมานั้น มันไม่นำโทสะ-โมหะ


อันนั้นมันตั้งคิดมาด้วยสติปัญญา


ความคิดจึงมี ๒ อย่างด้วยกัน


ความสงบก็มี ๒ อย่างด้วยกัน


(๑) **สงบจากอันความคิดแวบอันนั่นแหละ


แล้วก็มาอยู่ด้วยสติปัญญาตัวนี้


อันนี้สงบแบบการเห็นแจ้ง**


(๒) *สงบแบบไม่เห็นความคิดแวบ


อันนั้นเขาว่าสงบใต้โมหะ


เพราะมันสงบมืด ๆ-อันนั้น สงบไม่รู้-อันนั้น*


**เดินไป-ก็ให้รู้ นั่งกินข้าว-ก็ให้รู้


นี่เป็นวิธีเดินจงกรม**


*ไม่ใช่ว่าเดินจงกรม เดินทั้งวัน-ไม่รู้สึกตัวเลย*


อันนั้นก็เต็มที่แล้ว เดินไปจนตาย-มันเป็นอย่างนั้น


ไม่ใช่เดินอย่างนั้น


เดินก้าวไป-ก้าวมา รู้…นี่(เรียก)ว่า‘เดินจงกรม’


เดินจงกรม ก็หมายถึงเปลี่ยนอิริยาบถนั่นเอง


ให้เข้าใจว่าเดินจงกรมเพื่ออะไร เปลี่ยนอิริยาบถ


คือนั่งนาน มันเจ็บแข้ง-เจ็บขา


บัดนี้เดินมาก มันก็เมื่อยหลัง-เมื่อยเอว


นั่งด้านหนึ่ง เราเรียกว่า‘เปลี่ยนอิริยาบถ’


เปลี่ยนให้เท่า ๆ กัน


นั่งบ้าง-นอนบ้าง-ยืนบ้าง-เดินบ้าง อิริยาบถทั้ง ๔ ให้เท่า ๆ กัน


แบ่งเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ เพราะว่าเราไม่มีนาฬิกานี่


น้อย-มากอะไร ก็พอดี-พอควร


เดินเหนื่อยแล้ว-ก็ไปนั่งก็ได้ นั่งเหนื่อยแล้ว-โอ้ย! ลุกเดินก็ได้


หรือนอนก็ได้ แต่อย่าไปนอนหลับนะ


ถ้านอนหลับทั้งวัน-ทั้งชาติ ก็เหมือนหมู


หมูมันนอนอยู่ในคอกมัน-เป็นอย่างนั้น อย่าไปทำ


ที่พูด ๆ นี่ เข้าใจไหมวิธีพูดนะ-เข้าใจไหมวิธีทำจังหวะ


(ผู้ฟัง) : งั้นสรุปว่าความคิดที่อยู่ใต้โมหะนี่-เราต้องปัดไป


(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : ปัดไปเลย


(ผู้ฟัง) : แต่ความคิดที่เป็นไปด้วยสติปัญญา


เพื่อการ-เพื่องานของเรา เราต้องคิด


(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : อันนั้นถ้าไม่คิด ก็ทำไม่ได้-ก็บ้าแล้ว


ต้องเป็น-ต้องคิด เราจะทำอะไร ?


จะปลูกบ้าน หรือจะซื้อของ-เสื้อผ้า หรือจะซื้ออะไรก็ตาม


มันต้องคิด มันจะคุ้มค่าเงินเราไหม


เราซื้อไปแล้ว-จะไปทำอะไร มันต้องคิดอันนั้น


ไม่คิด เขาว่า‘คนบ้า’-อันนั้น


ให้เข้าใจอย่างนั้น ต้องใช้สติปัญญา

Archive