DM-0074 | ธรรมะประจำวัน 2022-09-18

“…**บัดนี้เมื่อเราทำ(ความรู้สึก)บ่อย ๆ ความคุ้นเคยมันบ่อย ๆ


เมื่อมันคิดวูบขึ้นมา เราจะรู้สึก


อันความรู้สึกนั้น ท่านเรียกว่า‘มีสติ’


มันรู้สภาพหรือสภาวะของความคิด


ดังนั้น การเดินจงกรมก็เป็นการเจริญสติ


เป็นการระลึกได้จริง ๆ


อันนี้ไม่จำกัด ไม่กำหนดกฎเกณฑ์


จะเป็นคนหนุ่ม-คนสาว-คนเฒ่า-คนแก่-กลางคนก็ทำได้


เพราะเราไม่ต้องการความทุกข์


เมื่อเราทำอย่างนี้ ความทุกข์มันหายไปเอง**


สมมติเหมือนกันกับที่เราอยู่ที่มืด


เราไม่ต้องการความมืด แต่เราไม่รู้จักวิธีที่จะไล่ความมืดได้


เราเพียงมีไม้ขีดไฟ หรือเทียนขึ้นมาก็ตาม


จุดไม้ขีดไฟไป ความมืดมันหายไปเอง


อันนี้ก็เหมือนกัน แต่เราทำความรู้สึกอยู่อย่างนี้


**เมื่อเราทำความรู้สึกอยู่อย่างนี้


ความโกรธ-ความโลภ-ความหลง มันก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว


ที่มันโกรธ-มันโลภขึ้นภายในจิตใจนั้น เรียกว่า‘เราไม่ตื่นตัว’


คือ เราไม่เห็น-ไม่เข้าใจนั่นเอง**


ดังนั้น **ที่อาตมานำมาชี้แจงหรือนำมาแนะแนววิธีปฏิบัติให้นี้


อันนี้-แบบนี้ปฏิบัติง่าย ๆ ปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้าจริง ๆ เรื่องนี้**


เมื่อพูดถึงการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจริง ๆ


คนอื่นนั้นทำพุท-โธ หรืออรหัง พอง-ยุบ


นับ ๑-๒-๓ นั้นถูกไหม เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าไหม ?


อันนั้นไม่ต้องไปสนใจมัน


ใครจะพูดอย่างไรก็ตาม ไม่ต้องไปสนใจมัน


เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ตาม


ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ตาม


แต่อาตมาไม่ได้เอามาพูดเรื่องนั้น


เพราะเราทุกคนต้องการความจริง


**อะไรก็ตาม ถ้าหากว่ามันทำลายความหลงผิดได้


อันนั้นแหละถูกต้อง


ที่อาตมาพูดนี้ อาตมารับรองได้-รับรองได้จริง ๆ


ทำไมว่ารับรองได้ ?


เพราะอาตมา แต่ก่อนก็เคยโกรธเหมือนกัน


เมื่ออาตมาทำอย่างนี้ อาตมา-ความโกรธมันไม่ได้มี


เพราะอาตมาเห็นความโกรธไม่มี**


อย่างที่ญาติโยมและท่านทั้งหลายนั่งฟังอาตมาพูดนี้


ในขณะนี้อาตมาเข้าใจว่า ทุกคนไม่มีโกรธใช่ไหมเดี๋ยวนี้


ในขณะนี้ไม่มีโกรธใช่ไหม ?


เมื่อไม่มีความโกรธ เราจะไปหาความโกรธทำไม ?


เพราะโกรธมันไม่ได้มีอยู่แล้วนี่-บัดนี้


อาจารย์ทั่วไปสอนให้เราไปละความโกรธ


แล้วไปหาความโกรธ มันไปหาของไม่มี-มันก็ไม่เห็น


เมื่อมันไม่เห็น เราก็ไปว่าทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลไปก่อน


ให้เป็นอุปนิสัย เป็นปัจจัยต่อหลังจากการตายแล้ว


อันนั้นแปลว่าคนไม่รู้จริง คนคาดคิด-คนเดาเอาเอง


แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น


**อดีตที่ผ่านไปแล้ว มันจะทำอะไรให้เราไม่ได้


มันจะทำให้เราได้ตั้งแต่ขณะนี้ ในปัจจุบันนี้เอง


พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องปัจจุบันเท่านั้น


เรื่องอดีต-อนาคตนั้น มันไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า**


แต่เราไปเข้าใจว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า


ใครพูดอยู่ที่ไหน ก็หาว่าพระพุทธเจ้าแสดงสอนอย่างนั้น-อย่างนี้


อันนั้นเป็นการ(ที่)เราคาดคิดเอา เราไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง


**ที่อาตมาพูดนี้-อาตมารับรอง รับรองคำสอนของพระพุทธเจ้า


และรับรองวิธีที่อาตมาพูดนี้ รับรองจริง ๆ


ถ้าพวกท่านทำจริง ๆ แล้ว


ทำให้มันติดต่อกันเหมือนลูกโซ่


หรือเหมือนนาฬิกาที่มันหมุนอยู่ตลอดเวลา**


แต่ไม่ใช่ว่าทำอย่างนี้ให้มันเหมือนลูกโซ่


หมุนอยู่เหมือนกับนาฬิกานี่


ไม่ให้ไปทำการ-ทำงานอื่นใดทั้งหมด


ให้ทำความรู้สึก


ทำจังหวะ-เดินจงกรมอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาหรือ


ไม่ใช่อย่างนั้น


**คำว่า‘ให้ทำอยู่ตลอดเวลา’นั้น (คือ)เราทำความรู้สึก


ซักผ้า-ซักเสื้อ ถูบ้าน-กวาดบ้าน ล้างถ้วย-ล้างจาน


เขียนหนังสือ หรือซื้อ-ขายก็ได้


เพียงเรามีความรู้สึกเท่านั้นเอง


แต่ความรู้สึกอันนี้แหละ มันจะสะสมเอาไว้ทีละเล็ก-ทีละน้อย


เหมือนกับเราที่มีขัน หรือมีโอ่งน้ำ


หรือมีอะไรก็ตามที่มันดี-ที่มีรองรับมันดี


ฝนตกลงมา ตกทีละนิด-ทีละนิด


เม็ดฝนเม็ดน้อย ๆ ตกลงนาน ๆ


แต่มันเก็บได้ดี น้ำก็เลยเต็มโอ่ง-เต็มขันขึ้นมา


อันนี้ก็เหมือนกัน เราทำความรู้สึก


ยกเท้าไป-ยกเท้ามา ยกมือไป-ยกมือมา


เรานอนกำมือ-เหยียดมือ


ทำอยู่อย่างนั้น หลับแล้วก็แล้วไป


เมื่อนอนตื่นขึ้นมา-เราก็ทำไป หลับแล้วก็แล้วไป


ท่านสอนอย่างนี้ เรียกว่า‘ทำบ่อย ๆ’


อันนี้เรียกว่า‘เป็นการเจริญสติ’** ”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive