DM-0072 | ธรรมะประจำวัน 2022-09-16

“…*คนส่วนมากไม่ค่อยเข้าใจวิธีดับกิเลส


ตรงกันข้าม พวกเขากลับศึกษาหาวิธีเพิ่มกิเลส-กิเลสจึงมีมากขึ้น


พวกที่เป็นคน เทวดา-อินทร์ พรหมที่ไม่มีกิเลส…ก็จะไปสู่สุคติ


ในทางที่ตรงกันข้าม คน เทวดา-อินทร์ พรหมที่มีกิเลส…ก็จะไปสู่ทุคติ


ที่พูดนี้ เชื่อแน่ว่ามีอยู่ในคนทุกคน


ไม่ยกเว้นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่*


ท่านที่รักทั้งหลาย ที่กล่าวมานี้


อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธ และอย่าเพิ่งด่วนรับ


จงพิจารณาด้วยเหตุผลตามแนวทางพระพุทธเจ้า


พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละธรรม ๓ อย่าง


แล้วทรงสอนให้สร้างความดี เรื่องนี้มีอยู่ในธรรมหมวดไหน ?


เรื่องนี้มีอยู่ในตำรานานแล้ว ใครอ่าน-ใครเรียน…ก็รู้ได้


ที่ทรงสอนให้ละธรรม ๓ อย่าง ก็คือ


ให้ละการกระทำชั่วทั้งทางกาย-วาจา-ใจ


จากนั้นก็สอนให้สร้างความดี


คือ**สอนให้สร้างสมสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นถูก


เมื่อเห็นถูกแล้ว การเดินทางต้องถึง(จุดหมาย)


แล้วในลำดับต่อไป สอนให้สร้างสมาธิ-สติ-ปัญญา


การสอนอย่างนี้ถูก ๑๐๐% เพราะสอนให้ละโลภ-โกรธ-หลง**


ส่วนเรื่องที่พระองค์ทรงสั่งสอนว่า‘ให้ละธรรมหมวดนั้น-หมวดนี้


แล้วให้เจริญธรรมหมวดนั้น-หมวดนี้


และให้ตั้งอยู่ในธรรมหมวดนั้น-หมวดนี้’


หากยังละโลภ-โกรธ-หลงไม่ได้ ก็ยังไม่ถูกถึง ๑๐๐%


อุปกรณ์ของวิปัสสนามีกี่อย่าง อะไรบ้าง ?


อุปกรณ์ของวิปัสสนามีอยู่ ๓ อย่าง คือ


‘สัมมาทิฏฐิ’ คือความเห็นถูก


เมื่อเห็นถูก การเดินทางก็ถึงจุดหมายได้


ด้วยสมาธิ-สติ-ปัญญา


อย่างนี้ถูก ๑๐๐% เพราะละโลภ-โกรธ-หลงได้


ส่วนที่กล่าวกันว่า


อุปกรณ์ของวิปัสสนา คือวัดวา-อาราม กุฏิ-วิหาร เสนาสนะนั้น


ยังถูกไม่ถึง ๑๐๐% เพราะละโลภ-โกรธ-หลงไม่ได้


เรื่องของวิปัสสนานี้ คนส่วนมากเข้าใจว่า


สมาธิต้องนั่งหลับตา หรือต้องแบกกลดเข้าป่า


นั่งหลับตา ภาวนาคาถาบทนั้น-บทนี้…เพื่อให้ได้นิมิต


เห็นเทวบุตร เทวดา-อินทร์ พรหมบนสวรรค์


หรือไม่ก็เห็นนรก-เห็นผี รวมทั้งเห็นแสง-สีต่าง ๆ


แล้วก็กล่าวว่า‘ตัวเห็นธรรม-รู้ธรรม’


บางคนก็กล่าวว่า ‘ต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำที่มืดมิด


แล้วนั่งหลับตาภาวนาคาถาบทนั้น-บทนี้


เพื่อให้เห็นแสงต่าง ๆ หรือไม่ก็นั่งให้สงบและได้ความสุข’


บางท่านก็ภาวนา‘พุท-โธ’ บางท่านก็ภาวนา‘สัมมา-อะระหัง’


บางท่านก็ภาวนา‘ยุบหนอ-พองหนอ’


บางท่านก็ภาวนาดูลมหายใจ เรียกว่า‘อานาปานสติ’


*เมื่อคนใดชำนาญเรื่องใด ก็ว่า‘เรื่องนั้นถูก-เรื่องอื่นผิด’


นี้ทำให้ติดพิธี-ติดครูบาอาจารย์ ไม่(สามารถ)ลงกันได้*


ที่จริง วิปัสสนาชั้นพื้นฐานเหล่านี้-มีอยู่ในตำราแล้ว


ส่วนวิธีการที่แหวกแนว


ก็คือ **ให้ทำวิปัสสนา(โดย)ศึกษาจากธรรมชาติ


คือให้ศึกษาภายในกาย และจิตใจของเรานี่เอง**


เราอาจจะไม่ต้องเข้าไปอยู่ในป่า หรือในถ้ำก็ได้


ถ้าจะเปรียบก็ว่า(เหมือน)ป่านั้นแหละ มันรกรุงรัง-มีอันตราย


เหมือนกับโลภะ-โทสะ-โมหะ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง


เมื่อทำตามโลภะ-โทสะ-โมหะ เราก็จะได้รับผล


เหมือนกับปุ๋ย ที่ทำให้ต้นไม้ในป่าเจริญงอกงาม รกรุงรังยิ่งขึ้น


ส่วนการที่จะเข้าไปอยู่ในถ้ำนั้น มันมืดมิด-ไม่น่าไว้วางใจ


เหมือนกับยอมให้กิเลสเข้ามาอาศัยบงการอยู่ในจิตใจ


เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา


**การพิจารณาให้เห็นอย่างนี้-ไม่ต้องหลับตา ทำอยู่ที่ไหนก็ได้


คือให้ฝึกดูจิตใจด้วยสมาธิ-สติ-ปัญญา


เมื่อจิตใจจะนึกคิด-ก็ให้รู้ทัน เพราะจิตใจหาอารมณ์เป็นอาหาร


ระวังอย่าให้เจ้ากิเลส คือโลภะ-โทสะ-โมหะ


ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ เข้ามาได้


ที่ชอบใจ-ก็คือโลภะ ที่ไม่ชอบใจ-ก็คือเจ้าโทสะ


ส่วนเจ้าโมหะนั้น เข้าด้วยทั้ง ๒ อย่าง


ต้องฝึกบ่อย ๆ จนชำนาญ ทำอยู่เสมอ**


วิธีฝึกอย่างง่ายที่สุดคือวิธีพูด‘นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ’


อย่างนี้เป็นภาษาบาลี ต้องแปลภาษาบาลีให้เป็นภาษาไทยเสียก่อน


จึงจะรู้ความหมาย และปฏิบัติได้ผล


ขออภัยท่านผู้รู้ทั้งหลาย


คำพูดของพระพุทธเจ้าทุกคำ-ทุกประโยค


มิใช่เป็นของขลัง-ของศักดิ์สิทธิ์ อย่างที่คนไม่รู้-คาดคิดเอาไว้


**จะขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ก็ต่อเมื่อนำเอามาปฏิบัติตามให้ได้รับผลเท่านั้น**


‘นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต’


แปลว่า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น


หมายถึงพระพุทธเจ้า-พระธรรม-พระสงฆ์ รวมทั้งบิดา-มารดา


ครูบาอาจารย์ที่ให้แสงสว่างแก่เรา ก็อยู่ในความหมายนี้


‘อะระหะโต’


แปลว่า เป็นผู้ไกลจากกิเลส-ไกลจากข้าศึก


ความโกรธเป็นกิเลส เป็นข้าศึก


*ใครยังโกรธ คนนั้นไม่ไกลจากกิเลส-ไม่ไกลจากข้าศึก*


‘สัมมาสัมพุทธัสสะ’


แปลว่า ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง


หมายถึง ได้ยิน-ได้ฟังมาอย่างนี้…ต้องปฏิบัติอย่างนี้


**วิธีนี้ เป็นวิธีที่ปฏิบัติอย่างง่าย ๆ ตามแบบของพระพุทธเจ้า


ใช้ได้ทุกลมหายใจเข้า-ออก**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive