DM-0071 | ธรรมะประจำวัน 2022-09-15

“ท่านที่รักทั้งหลาย…ชาย-หญิง เด็ก-ผู้ใหญ่


ไม่ว่าท่านจะเป็นชนชาติไหน พูดภาษาอะไร


นุ่งห่มผ้าสีอะไรก็ตาม ไม่จำกัดชั้นวรรณะ-ตระกูล วิชาความรู้


อ่านหนังสือได้ หรือไม่ได้ก็ตาม


ทุกท่านย่อมได้ทำบุญ ให้ทาน-รักษาศีล


เป็นต้นทุนอยู่แล้ว ไม่มาก-ก็น้อย


ขออภัยเถิด**ท่านทั้งหลาย อย่าย่ำเท้าอยู่ที่เดิม


จงตื่นจากการนอนหลับ ลุกยืนขึ้น-ออกเดินต่อไป


การก้าวเดินในที่นี้ มิใช่การเดินทางด้วยเท้า


แต่ต้องเดินด้วยสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นถูก


เมื่อมีความเห็นที่ถูกต้องแล้ว


การเดินทางนั้น จะต้องบรรลุถึงจุดมุ่งหมายอย่างแน่นอน**


คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า


การเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์-เป็นพรหม…มีความสุขอย่างสูงสุด


แต่ตรงกันข้าม พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงกล่าวว่า


*‘การเกิดเป็นอะไร ๆ นี้ เป็นทุกข์(ทั้งนั้น)’*


เพราะว่าการเกิดเป็นเทวดา ก็มีแก่-มีเจ็บ-มีตาย


เป็นทุกข์อย่างเทวดา


การเกิดเป็นอินทร์-เป็นพรหม ก็มีแก่-มีเจ็บ-มีตาย


เป็นทุกข์อย่างอินทร์-อย่างพรหม


คนส่วนมากมักเข้าใจผิด


ตรงกันข้ามกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า


เมื่อมีการทำบุญ-ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอื่นใดก็ตาม


มักจะมีการตั้งจิตอธิษฐาน ปรารถนาให้เป็นคนสวย-คนรวย


เป็นอินทร์ เป็นพรหม เป็นเทวดาบ้าง


อย่างนี้เป็นการนึกคิดเอาเอง และสอนตาม ๆ กันมานานแล้ว


ส่วนพระพุทธเจ้าทั้งหลายสอนว่า


‘การเกิดเป็นคน เป็นเทวดา-เป็นอินทร์ เป็นพรหมนั้น


เป็นการทำเอาเองได้ง่ายนิดเดียว’


ข้อนี้ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อน


*เมื่อฟังผิด ก็เข้าใจผิด-เห็นผิด-ปฏิบัติผิด


ผลที่ออกมาก็ผิด ได้รับก็ผิด*


**แต่เมื่อฟังถูก-เข้าใจถูก-เห็นถูก-ปฏิบัติถูก


ผลที่ออกมาก็ถูก-ได้รับก็ถูก**


ฉะนั้นเราต้องหามูลเหตุ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้เสียก่อน


คำว่า‘คน’ แปลว่ากวน


เช่น เราจะเอาของหลายอย่างมาผสมกัน


เราต้องนำมากวนให้เข้ากัน จึงจะอาศัยอยู่ด้วยกันได้


อีกความหมายหนึ่งของชาวบ้านทางภาคอีสาน


‘คน’ แปลว่ากวน-หรือโสเหล่


คือพูดไป-พูดมา เข้าใจกันไม่ได้


ดังที่คนโบราณท่านว่า‘คนนั้น-คนนี้เหมือนคนบ้า พูดไม่รู้ภาษา’


คำว่า‘เทวดา’นั้น หมายถึงผู้ที่มีความละอาย


ต่อการทำความชั่วทั้งกาย-วาจา-ใจ


ไม่คิดทรยศทั้งต่อหน้า-ลับหลังผู้อื่น ตั้งอยู่ในอารมณ์ดีอยู่เสมอ


ส่วน‘อินทร์พรหม’นั้น ต้องทำตนของตนให้ซื่อตรง


มีเมตตาปราณีต่อผู้อื่น มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่


เป็นที่ไว้วางใจได้เหมือนบิดา-มารดา กับบุตร


*ทั้งคน เทวดา-อินทร์ พรหมนี้…ยังมีกิเลสรบกวน


เสียบแทง-ยอกตำ ทำให้เป็นสุขบ้าง-ทุกข์บ้าง


ยังมีจิตใจที่ขึ้น ๆ-ลง ๆ อยู่เสมอ*


คนมี ๒ ขา ๒ แขน ๒ หู ๒ ตา


จิตใจของคนนั้น บางครั้งก็เป็นเทวดา-เป็นอินทร์


เป็นพรหม เป็นคน เป็นผี เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต


และมีจิตใจเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้างก็มี


ที่ว่าจิตใจเป็นเทวดา-เป็นอินทร์ เป็นพรหมนั้น คืออย่างไร ?


จิตใจที่เป็นเทวดา-อินทร์ พรหม คือจิตใจที่มีหิริโอตตัปปะ


เวลาใด-จิตใจมีหิริโอตตัปปะแล้ว เวลานั้นก็เป็นเทวดา


‘หิริ’ แปลว่าความละอายอยู่ในจิตใจ-ไม่ทำความชั่ว


‘โอตตัปปะ’ แปลว่าความเกรงกลัวต่อบาปกรรม


ไม่ทำชั่วทั้งทางกาย-วาจา-ใจ


เมื่อจิตใจเป็นเช่นนี้ ก็เป็นเทวดา


มีความกลัวว่า ผู้อื่นจะเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี


คือทำไม่ดี-พูดไม่ดี-คิดไม่ดี


ส่วน‘อินทร์-พรหม’นั้น คือผู้ที่มีความเมตตา-ปราณีต่อผู้อื่นและตนเอง


เหมือนบิดา-มารดารักบุตร


สำหรับ‘คน’นั้น แปลว่ากวน


มีหลายจิต-หลายใจ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว


ที่ว่าเป็น‘สัตว์นรก อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน’นั้น เป็นอย่างไร ?


หมายถึงจิตใจที่มีความเดือดร้อน กระวนกระวาย เศร้าหมอง


จิตใจที่อยู่ในสภาพเช่นนี้-ก็เป็นสัตว์นรก เพราะไม่สบายกาย-ไม่สบายใจ


ถูกเผาอยู่ในกองอัคคีคือไฟ อันหมายถึงความเร่าร้อนทั้งหลาย


‘เปรต’ หมายถึงคนที่กินไม่อิ่ม ได้ไม่พอ


เปรตปากเล็กเท่ารูเข็ม ท้องใหญ่เท่าแผ่นดิน


กินอะไรก็ไม่พอ จิตใจมันหิวเรื่อย


จิตใจเช่นนี้ ก็เป็นเปรต


‘อสุรกาย’ หมายถึงคนที่มีจิตใจอ่อนแอ-ไม่เข้มแข็ง


เมื่อทำผิดแล้ว มักขี้ขลาด-ขี้กลัว…ทำการ-ทำงานที่ไม่สุจริต


กลัวต่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า


จิตใจที่มีสภาพเช่นนี้ ก็เป็นอสุรกาย


‘สัตว์เดรัจฉาน’ หมายถึงผู้ขาดความรู้


จึงไม่มีความละอายในการทำ-การพูด การนึก-การคิด


กระทำไปตามอารมณ์ที่ชอบใจ เมื่อเป็นเช่นนี้-ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน


เพราะโง่ จึงทำชั่ว-พูดชั่ว-คิดชั่ว


คนรวยกับคนจน ใครมีกิเลสมากกว่ากัน ?


*คนรวยกับคนจน มีกิเลสเหมือนกัน


เพราะคนรวยก็มีความอยากได้ คนจนก็มีความอยากได้เหมือนกัน*


เรื่องคนนั้นรวย-คนนี้จน เป็นเรื่องของคนฉลาดหรือไม่ฉลาด


และเป็นเรื่องของคนขยันหรือเกียจคร้าน


สิ่งเหล่านี้-พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดแล้ว ไม่ต้องสงสัย


**คนใดมีทุกข์เป็นเจ้าเรือน คนนั้นมีกิเลส


คนใดไม่มีทุกข์เป็นเจ้าเรือน คนนั้นไม่มีกิเลส


เราจะเห็นได้ว่า *คนใดยังมีโลภ-โกรธ-หลงอยู่…คนนั้นยังมีทุกข์


คนใดมีโลภ-โกรธ-หลงน้อย ก็มีทุกข์น้อย


คนใดมีโลภ-โกรธ-หลงมาก ก็มีทุกข์มาก


คนใดไม่มีโลภ-โกรธ-หลงเลย คนนั้นไม่มีทุกข์เลย**


พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive