DM-0065 | ธรรมะประจำวัน 2022-09-09

 “…เขาพูดเอาในตำรา หลวงพ่อก็ได้อ่านตำราเป็นบางบท-บางตอน


เขาว่าอย่างนี้ตามหนังสือว่า‘พระโสดาบันนี่-ไม่ไปตกนรก


แต่มีครอบครัวตามประเพณีโลก มีความสุขโลกียะ-มีความสุขโลกุตตระ’


โลกียะเรื่องอะไร ? โลกียะก็ต้องมีเงินสิ


มีทรัพย์-เรียกว่าทรัพย์ภายใน ไม่ใช่ทรัพย์อย่างหลวงพ่อว่า


มีเงินสักหมื่นล้าน-พันล้าน เป็นทุกข์


จะเป็นพระโสดาบันได้ยังไง ? พระโสดาบันนี่มีเงินนะ


จึงว่า **‘พระแปลว่าผู้มีทรัพย์ ทรัพย์ภายในนี่แหละ’**


แล้วเงินได้มา ก็นำไปใช้แต่สิ่งที่มีประโยชน์-มีความสุข


มีลูก มีผัว-มีเมีย…อยู่ด้วยกันด้วยธรรม


เพราะ**พระโสดาบันนี่ เรื่องธรรมะนั้น-มันเรื่องไม่ทุกข์**


เรื่องความสุขนี่คือมีเงิน ไปไหน-มาไหนก็มีรสโลกียสุข


หมายถึงมีทรัพย์ มีรถ มีผัว-มีเมีย


ให้ว่ามีครบแล้วไม่ทุกข์ เขาว่าอย่างนี้


ส่วนจิตใจนั้น มันร่าเริง-เบิกบาน คือว่าไม่เพลีย-(ไม่)เมื่อย


อย่างหลวงพ่อนี้ ถ้าได้พูดธรรมะแล้ว-มันสนุก


ความสุขโลกุตตระ-เขาว่าอันนี้ มันไม่มีเรื่องอะไร-ถ้าเรารู้จัก


อันนี้เขาว่า พระโสดาบัน-พระสกิทาคา(มี)


พระอนาคา(มี)-พระอรหันต์ขึ้นไป มันเป็นขั้น-เป็นตอนไป


จึงว่า‘เราไม่รู้จัก’ ไปเชื่อแต่ตำรา-พูดแต่ตำรา…เหมือนคนกินข้าวเปลือก


เอาข้าวเปลือกไปหว่านเป็นกล้า-เป็นฟาง


เป็นข้าว-เป็นข้าวเปลือก เป็นข้าวสาร-ข้าวสุก


บัดนี้กินข้าวเปลือก-ก็กินไม่ได้ เราต้องรู้จัก-ตำรานี่


อ้อ-กินข้าวเปลือกไม่ได้ เอาไปทำยังไง ?


ฟางกินไม่ได้ เอาให้ควายกิน


ข้าวเปลือกเอาให้ใครกิน ? ให้หมู-ให้ไก่


ข้าวสารให้ใครกิน ? ให้มดกิน


คนกินข้าวสุก กินข้าวสุก…ไม่มีพิษ-มีภัย


จึงไปตรงกับที่หมอเอาหนังสือเว่ยหล่างมาอ่านให้หลวงพ่อฟังว่า


‘ให้ทาน-รักษาศีล ทำมาทุกสิ่ง-ทุกอย่างแล้ว…เป็นกุศลไหม ?


ไม่เป็นกุศลแต่อย่างใดเลย’


โอ้ หนังสืออันนั้นตอบปัญหาอย่างกล้าหาญจริง ๆ


อันนี้ก็เหมือนกัน


**ถ้ามีทุกข์ มีเงินสักหมื่นล้าน-จะมีประโยชน์อะไร ?**


สู้สุนัขนอนอยู่ก็ไม่ได้


เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น


**ปัญหาทั้งหมด มาแก้แต่ทุกข์เท่านั้น


เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว(สภาพรูป-สภาพจิตใจเข้าสู่สภาพเดิม) คนไม่มีทุกข์**


*ใครเขาจะว่าเราทุกข์ ก็เป็นเรื่องของเขาพูด*


**ชีวิตมันไม่เคยพูด มันทุกข์ด้วยความคิดต่างหาก


คิดแล้ว-คิดอีก ทุกข์


หยุดความคิดสักพักเดียว ทุกข์ก็หมดเลย


หยุดความคิดน้อย ทุกข์ก็หมดน้อย


หยุดความคิดได้มาก ทุกข์ก็เลยหมดมาก


หยุดความคิดได้อย่างสิ้นเชิง ก็เลย(หมดทุกข์)สิ้นเชิง**


มีเรื่องหนึ่งว่า **วิธีที่จะทำให้หยุดความคิดนี่ซิ-มันต้องมีวิธี**


พูดกันตรง ๆ นะ *หลวงพ่อทำ(อันอื่น)มา


ตั้งแต่อายุ ๑๐ กว่าปี ถึงอายุ ๔๐ กว่าปี


มาทำอันนี้แล้ว รับศีลก็ได้-ไม่รับศีลก็ได้


ทำทานก็ได้-ไม่ทำทานก็ได้ ทำกรรมฐานก็ได้-ไม่ทำก็ได้


มันไม่เกี่ยวข้องทั้งหมด*


**มันเกี่ยวข้องก็แต่ความรู้สึกตัวเท่านั้นเอง**


**ความรู้สึกตัวนี้ มันไม่เกี่ยวข้องกับอะไรทั้งหมดเลย


ความรู้สึกตัวนี่ว่า‘ทุกข์ต้องกำหนดรู้’-คือรู้สึกตัว**


ครั้นมันไม่รู้ มันจะรู้สึกตัวได้ไง ?


เราเกิดมานี่…(กะ)พริบตาดู กลืนน้ำลาย เหลือบซ้าย-แลขวา


จิตใจมันคิด-เราไม่รู้ มันก็เป็นอย่างนั้น


เขาจึงว่า ธรรมะนั้น-พระพุทธเจ้าแสวงหาเป็นคนแรกสุด


อันที่มันสุดทุกข์นี่ เขาก็แสวงหากันมาอยู่แล้ว


เรื่องนิพพานนี้ มันมีมาก่อนพระพุทธเจ้าอีก


บัดนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมายุคแรก แล้วก็แผ่กระจายขึ้นมา


คนก็ได้รู้ธรรมะ แก้ปัญหาเรื่องทุกข์ได้


ต่อมาพระพุทธเจ้าตายไปแล้ว


คนใดค้นพบ ก็ต่อกันมาเรื่อย ๆ นี่แหละ


แล้วมันหมดยุค-หมดสมัยไป ก็เพราะคนมันขี้คร้าน


เห็นว่าธรรมะไม่เป็นความสุข เห็นว่าเงินเป็นความสุข


เห็นเสื้อ-เห็นผ้าเป็นความสุข มันเป็นอย่างนั้น


ท้ายที่สุดนี้ ผมหรืออาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า


และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


และคุณของพระอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา


**ให้พวกเราได้เห็นแจ้ง-รู้จริง ตามความเป็นจริง


ซึ่งชีวิตของเราที่ไม่เคยว่าทุกข์ ไม่เคยว่าสุขนั้น


ให้เราได้ประสบพบเห็นเอา ในชีวิตนี้


หรือในกาลอันใกล้นี้ จงทุก ๆ คนเทอญ.**”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive