DM-0064 | ธรรมะประจำวัน 2022-09-08

“…**เมื่อรู้อันนี้แล้ว


(รู้จักหน้าที่คน ทำให้ชีวิตตนไม่มีทุกข์-เป็นพระได้)


จึงว่า‘มีความสงบ’**


*แต่คนไม่รู้จักความสงบ-แล้วไปหาความสงบ ไม่พูด-ไม่คุย


อ้าว! อันนั้นมันความสงบแบบไม่รู้ หรือสงบแบบไม่อยากสงบ*


หลวงพ่อจึงไม่มีคำพูดที่จะพูด มันเหมือนกับที่พูดว่า


‘เห็นความคิด’ กับ ‘เข้าไปในความคิด’


นี่-มันใกล้กันที่สุดเลย สงบนี่-มันก็ใกล้กันที่สุด


สงบแบบไม่สงบ-สงบแบบไม่รู้


โอ้ จะพูดยังไงหนอ-ไปนั่งให้มันสงบ


เวลาออกมาแล้วไปทำงานกับสังคม


(มันยังมี)ดีใจ-เสียใจ คนนั้น-คนนี้ว่าเรา


ไม่ได้ทำงานตามหน้าที่เลย มันแย่งกดอำนาจกันไว้


กดอะไรกันไว้ ?


สมมตินะ มันกด-ไม่อยากให้คนดีเหนือกว่าตัวเอง


ก็เลยว่า‘คนนั้นพูดว่าเรา-คนนี้ว่าเรา’ มันไม่ทำงานตามหน้าที่


เมื่อคนไม่ทำงานตามหน้าที่ของคนแล้ว


ความสับสนวุ่นวาย-ความเดือดร้อนก็เกิดขึ้น


ไม่มีเรื่องอะไร ถ้าทุกคนทำตามหน้าที่


เงินเดือนนั้น ก็ได้เพียงแค่กินเท่านั้นเอง-กินแล้วก็ตาย


ปลูกบ้านหลังใหญ่ ๆ ขึ้นมา เพียงแค่นอนหลับ


บ้านหลังใหญ่ ๆ ก็ตายได้เหมือนกัน


แต่ไม่ใช่บ้านตายนะ (ไว้ใช้)แค่นอนหลับเท่านั้นเอง


หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น


คนมันเข้าใจผิด


นึกว่าเจ้าของกินมาก ๆ แล้วจะไม่ตาย เข้าใจไปอย่างนั้น


มีเงินมาก ๆ แล้วจะไม่ทุกข์ เข้าใจอย่างนั้น


นั่นแหละเรียกว่า‘คนมันทำตามความคิด’


จึงว่าคนไม่เห็นความคิด


ไม่ได้ทำงานด้วยความรู้ ทำงานด้วยความคิด


**ความคิดนี่ล่ะพาให้เราเดือดร้อน**


จึงว่า‘ทุกข์ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ


มรรคต้องเจริญ นิโรธทำให้แจ้ง’ เรียกว่าอริยสัจ ๔


พูดกันทุกหนทุกแห่ง-อันนี้ จะว่าทุกหลังคาเรือน-ก็ว่าได้


พูดอย่างนี้ ทุกคนต้องพูดอย่างนี้


ถ้าเคยเข้าวัด-ฟังธรรมล่ะก็ ต้องพูดอย่างนี้


แต่ถ้าไม่เคยเข้าวัด ก็อาจจะไม่รู้นะ


หลวงพ่อว่า ครูบาอาจารย์ต้องเคยพูดให้ฟังแล้ว


ครูบาอาจารย์(ของ)หลวงพ่อเคยพูดให้ฟัง


ตั้งแต่ยังเป็นเณร (แต่)หลวงพ่อไม่รู้


เมื่อหลวงพ่อรู้


อ๋อ-**ทุกข์ต้องกำหนดรู้ คือให้มาอยู่กับรูปนี้


สมุทัยต้องละ-อย่าไปอยู่กับสมุทัย


ละมัน-ความคิด อย่าไปอยู่กับความคิด


มรรคต้องเจริญ คือทำความรู้สึกตัวนี้ให้มาก


นิโรธทำให้แจ้ง จะรู้กลไกของความคิด-เมื่อมาอยู่กับรูปนี้**


เอาละ บัดนี้หลวงพ่อสรุปว่า


**เมื่อมันเห็นความคิด รู้ความคิด


เรื่องโทสะ-โมหะ-โลภะจางไป คลายไป


บัดนี้เรื่องกิเลส-ตัณหา-อุปาทานก็จางไป คลายไป


มันเป็นลักษณะนี้


เรื่องความสงบแบบไม่สงบก็จางไป คลายไป


จางไป-คลายไป เป็นตอน ๆ-เป็นพัก ๆ ไปนะ**


พูดตามตำราก็เรื่องหนึ่ง พูดตามที่หลวงพ่อรู้-ก็อีกเรื่องหนึ่ง


มันคนละเรื่องกัน แต่เข้ากันได้


แต่มันไม่เข้ากันได้ มันไม่เป็นเนื้อ-เป็นน้ำอันเดียวกัน


แต่ถ้าพูดว่าเป็นเนื้อ-เป็นน้ำอันเดียวกันละก็ **ต้องปฏิบัติเอง


เอาความรู้สึกเท่านั้นเอง จะพาไปถึงที่สุดนะ**


หลวงพ่อเคยพูดว่า ‘เอาเชือกผูกไว้นี่


ตรงนี้ก็ตึง-ตรงนั้นก็ตึง ตัดตรงกลางปั๊บ


เชือกมันจะขาดมาตามเสาทันที เหมือนกับยางที่เราดึง


พอมันขาดจากกัน มันก็ไม่ถึงกัน


พอดีมันไม่ถึงกันแล้ว-มันจะเป็นยังไง ? มันก็ไม่มีทางไปสิ


ไปก็ไม่ได้-มาก็ไม่ได้ มันขาดกันแล้วุ’


นักบวชเขาพูดกันว่า‘อายตนะ ๑๒


ตาเห็นรูป อย่าให้มันเห็นว่าเป็นรูปสวย-รูปงาม’


มันไม่ได้-**ต้องทำมันขาดเอง ไปถึงที่นั้น-มันจะขาดเอง


คือความรู้ความคิดนี่ละ มันจะเป็นเพชร-หรือเป็นดาบ


หรืออะไรก็เถอะ จับปั๊บ-มันจะแตกออกมาเลย**


หลวงพ่อเปรียบความรู้สึกตัว เป็นสินไชยในนิทานทางบ้านหลวงพ่อ


ความคิดเป็นยักษ์ ความรู้สึกตัวฆ่าความคิดคือยักษ์ได้


มันเป็นยักษ์ มันทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน-เพราะความคิดนี่เอง


หลวงพ่อคิดอย่างนั้น ความคิดนี่ล่ะ…มันเป็นผี-เป็นยักษ์-เป็นมาร


ความรู้นี่ เป็นพระมหากษัตริย์ครองเมืองกายนคร


เมืองนี้จะเอาผีมาอยู่ (จะเอา)พระมหากษัตริย์


จะเอาเทวดา หรือพระอริยบุคคลมาอยู่ ?


ถ้าเอาผีมาอยู่ ก็ทำงานอย่างผี


ถ้าเอาเทวดา-พระมหากษัตริย์มาอยู่


ก็ได้ทำงานตามหน้าที่เทวดา-พระมหากษัตริย์


หลวงพ่อเข้าใจว่าคนนี่ล่ะ เป็นเมืองกายนคร-เป็นประเทศหนึ่งจริง ๆ


ดังนั้นจึงว่า


**‘ภิกษุ-ภิกษุณี อุบาสก-อุบาสิกาทั้งหลาย


ถ้าหากมีพระธรรมวินัยอยู่


มีผู้ประพฤติดี-ประพฤติชอบตามพระธรรมวินัยอยู่


มรรคผลนิพพานจะไม่ว่างจากโลกนี้’


ไม่ใช่ว่างจากโลกดินฟ้า จะไม่ว่างจากตัวเรานี้เอง-ถ้าเราปฏิบัติดี


บัดนี้ ภิกษุ-ภิกษุณี อุบาสก-อุบาสิกา ฆราวาส-ญาติโยมอยู่โดยชอบ


พระอรหันต์ก็จะไม่ว่างจากโลกนี้


บัดนี้พระอรหันต์ที่ไหนจะมามองเห็นอย่างนี้ได้ ก็มองเห็นตัวเรานี่เอง


มันนึก-มันคิด มันเห็น-มันรู้


ความรู้อันนี้ ไม่ใช่ว่ามันจะรู้น้อย ๆ


ความรู้นี้สามารถระงับ-ดับร้อนได้จริง ๆ


เมื่อถึงจุดนี้ จึงว่าถึงที่สุดของทุกข์


มันก็ขาดออกจากกัน สะบั้นไปเลย


สภาพเสาต้นนี้-เชือกก็ติดอยู่ต้นนี้ เสาต้นนั้น-เชือกก็ติดอยู่ต้นนั้น


จึงว่าสภาพรูปอันนี้ก็จะเข้าสู่สภาพเดิมของมัน


สภาพจิตใจ-ตัวความคิด ก็จะเข้าสู่สภาพเดิมของมัน


เพราะความรู้สึกอันนี้ มันเห็นจริง


ความคิดก็จะเข้าสู่สภาพความคิด


เมื่อความคิดโผล่ออกมา


ความรู้สึกตัวหรือการรู้-การเห็นความคิด จะจับปั๊บทันที


เหมือนแมวกับหนู มันไม่มีอะไรเลย


*มันคิดปุ๊บ เห็น-รู้เลย…ความคิดก็เลยปรุงแต่งไม่ออก


คนก็หมดทุกข์เท่านั้นเอง


แต่คนยังกินข้าวได้ ทำการ-ทำงานได้ตามหน้าที่ของเราได้


แต่ว่าไม่ทำให้ผิด**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive