DM-0063 | ธรรมะประจำวัน 2022-09-07

“…เราเคยได้ยินไหม


พระพุทธเจ้าจะไปตรัสรู้ กินข้าวนางสุชาดา


แล้วเอาขัน หรือเอาถาดไปอธิษฐานริมแม่น้ำ


แล้วว่า ‘ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า


ข้าพเจ้าวางขันหรือถาดใบนี้ลงไปแล้วบนผิวน้ำนี้


ให้ถาดหรือขันใบนี้ทวนกระแสของน้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำ’ ว่าอย่างนั้น


‘ตรงกันข้าม ถ้าหากข้าพเจ้าจะไม่ได้ตรัสรู้


จะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า-สู้กิเลสไม่ได้ ให้ว่าปานนั้นแหละ


วางขัน หรือถาดใบนี้ลงไป


แล้วให้มันไหลไปตามกระแสของน้ำได้’


อันนั้น น้ำมันทวนไม่ได้แล้ว


ผู้ใดอยู่ใกล้แม่น้ำใด-ก็ลอง(เอาขัน)ไปวาง ลองดูนะ


ให้ว่าอย่างนี้ ‘ถ้าข้าพเจ้าจะไม่ตายจริง-ว่าอย่างนั้น


(หาก)จะลอกคราบได้


วางขันใบนี้ลงไป-ให้มันไหลไปตามกระแสของน้ำเน้อ


บัดนี้ข้าพเจ้าจะตายจริง ๆ ละ-ว่าอย่างนั้น


(หาก)ลอกคราบไม่ได้ วางขันใบนี้ให้มันทวนกระแสของน้ำ’


วาง(ขัน)ลงไปดู โอ๊ย! มันต้องไหลไปตามกระแสของน้ำแล้ว


*‘น้ำ’ ท่านหมายถึงกิเลส-หมายถึงความคิดฝ่ายต่ำ*


ท่านว่าอย่างนั้น


มันยังทวนได้ ไม่ใช่ปากศักดิ์สิทธิ์ดอก


คนมันตีความหมายเข้าใจลึกเกินไป อย่าไปเข้าใจลึกเกินไป


ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้


**‘ทวนกระแสของน้ำ’ หมายถึงทวนกระแสของความคิด’


มันคิดขึ้นมาปุ๊บ-เห็นปั๊บ มันคิดขึ้นมาปุ๊บ-เห็นปั๊บ


มันหยุดเลย-ความคิดมันหยุด มันเลยไม่ไหลไป


มันไม่ถูกสังขารปรุงไป ท่านว่า‘มันไม่มีทุกข์-ความหลงไม่มี’


เมื่อความหลงไม่มี-ความโกรธไม่มี


ความหลงไม่มี-ความโลภก็ไม่มี


ต้นเหตุของมันคือความหลง**


ท่านเรียกว่า‘โมหะ’ เป็นภาษาธรรมะ


ภาษาบ้านเราเรียกว่า‘หลง’ ‘หลงลืม’-ว่าอย่างนั้น


ครั้นลืมแล้ว ไม่มีโอกาส


ไม่มีเวลาจะได้พบ-จะได้เห็นความคิดตนเอง


ครั้นหลง-‘โอ๊ย! เมื่อกี้นี้มันหลงคิด’ ยังค่อยยังชั่วหน่อยหนึ่ง


‘หลง’กับ‘ลืม’ จึงว่า‘หนักผิดกัน’


แต่ความเดียวกันนั่นแหละ


เราเอาของไปวางไว้-‘โอ๊ย! หลงที่แล้วเมื่อกี้นี้’ (ยัง)ไปหาพบง่าย


‘โอ๊ย! เอาไปวางแล้วลืม’ ไม่พบแล้วนั่น-นานพบ


บางที่จนตายโน่นน่ะ ไม่เห็นแล้ว-มันลืมแล้ว


คนก็เหมือนกัน *บางคนจนตาย-ไม่เคยได้ดูความคิดตนเองสักครั้ง*


แน่ะ! มันเป็นอย่างนั้น


ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ ว่าภาษาง่าย ๆ


ไม่ต้องไปศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกก็ได้ เดี๋ยวนี้นี่


พระไตรปิฎกก็พูดเรื่องคนนี่แหละ ไม่ใช่พูดเรื่องอื่น


เกศา-โลมา-นะขา-ทันตา-ตะโจไปนั้นล่ะ


หรือ เนื้อ-หนัง-เอ็น-กระดูกไปนั้นล่ะ


อันนั้นเป็นคำพูด


ตัวจริงมันน้อย ๆ


ท่านจึงว่า-คราวหนึ่งท่านว่า


‘พระพุทธเจ้าพาภิกษุเดินไปในป่า


พระพุทธเจ้าเห็นใบไม้แห้งหล่นลงมาริมทาง


จับเอาใบไม้แห้งกำมือหนึ่งยกขึ้นมา


ถามภิกษุจำนวนที่เดินไปกับพระพุทธเจ้านั้น


ภิกษุทั้งหลาย ใบไม้ในป่ากับใบไม้แห้งในกำมือของเราตถาคตนี่


เมื่อเอาเปรียบเทียบกันแล้ว อันใดจะมาก-น้อยกว่ากัน ?


ภิกษุจำนวนนั้นก็เลยตอบพระพุทธเจ้าว่า


ใบไม้ในป่ามีมากครับ หรือพระเจ้าข้า


ใบไม้ในกำมือพระตถาคตนั่นน้อยที่สุด


ท่านยังบอกไว้ว่า


คำพูด-ความรู้ที่เราเรียน ที่เราประสบการณ์มีมาก


แต่ความรู้จะมาสอนพวกท่านในคราวนี้


น้อยเท่ากับใบไม้ในกำมือของเรานี่’


**ท่านสอนให้เรามาดูความคิด (นี่)น้อยที่สุด-ย่อเข้าน้อยที่สุด


คนมาดูความคิดแล้ว มันครบทั้งหมดเลย


เพราะต้นเหตุของความทุกข์ มันอยู่กับความคิด


ความไม่รู้ความคิดนั้น มันทุกข์**


*รู้คิด-อันหนึ่ง


รู้คิดแล้วเข้าไปในความคิด-อันหนึ่ง*


**รู้-เห็น-เข้าใจ ถอนตัวออกมาจากความคิด-อันหนึ่ง


รู้ความคิด-อันหนึ่ง**


**รู้ความคิด ถอนออกจากความคิด-อันหนึ่ง**


*อันหนึ่ง รู้ความคิด-เข้าไปในความคิด*


นี่-มันพูดยาก มันไม่มีตน-มีตัว


ท่านเรียก‘อนัตตาแห่งธรรม’ ท่านว่า‘ทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา’


‘อนัตตาเป็นตัวทุกข์’ ครั้นพูดแบบนี้น่ะ


ครั้นพูดอีกแบบหนึ่ง ‘นิพพานเป็นอนัตตา’


ก็ถูกเหมือนกัน-มันถูกคนละมุม มันถูกคนละแง่-คนละมุม


ต้องรู้จักสมมติบัญญัติ-ปรมัติถ์บัญญัติ


อรรถบัญญัติ-อริยบัญญัติ ให้รู้จักอย่างนั้น


ถ้าไม่รู้จักอย่างนั้นแล้ว มันเต็มที่นะ


ที่นำมาเล่าให้ฟังมื้อนี้ ก็สมควรแล้ว


นิมนต์คุกเข่า แล้วก็กราบกันครับ”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive