DM-0062 | ธรรมะประจำวัน 2022-09-06

“…**เมื่อเรามาเจริญสติ-เจริญปัญญา


ก็จะรู้สมมติบัญญัติ ปรมัตถบัญญัติ


อรรถบัญญัติ และอริยบัญญัติ


แล้วมีญาณปัญญาเกิดขึ้น**


ปัญญานี้ไม่ใช่ปัญญาหาเงิน-หาทอง


ไม่ใช่ปัญญาเรียนเก่ง-พูดเก่ง


นั่นมันอีกเรื่องหนึ่ง


**เมื่อญาณเกิดขึ้นแล้ว มันก็จะไหลไปหรือก้าวขึ้นไป


ญาณมันจะไหลไป-ไหลไป ก้าวขึ้นไป-ก้าวขึ้นไป


ตามลำดับชั้นของมัน**


เหมือนกับน้ำในห้วยเล็ก-ห้วยน้อย ที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง


แล้วก็จะไหลออกไปสู่ทะเล


ขั้นของอริยบัญญัติ คือ


โสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี และอรหันต์ ตามลำดับ


ซึ่งสิ่งนี้ก็ถูกสมมติเรียกขึ้นมา แต่ก็ไม่ใช่ของสมมติ


เราเพียงสมมติเรียก


แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เป็นอยู่จริงในคน ๆ นั้น


คำว่า‘นิพพาน’


ก็ถูกสมมติขึ้นมาเรียกสภาพที่เป็นจริง


และมีอยู่แล้วในคนทุกคน


ฉะนั้น **นิพพานจึงเป็นสมบัติของมนุษย์**


คนธรรมดาอาจจะรู้ก็ได้-ไม่รู้ก็ได้


*เราจะเอาอะไรมาวัดความเป็นมนุษย์


ไม่ใช่บวชนาน ๆ หรือเรียนสูง ๆ


นั่นไม่ใช่เครื่องวัดความเป็นมนุษย์*


นั่นเป็นเพียงเครื่องมือทำมาหากินของคนฉลาดในโลก


**โลกนี้ก็ถูกสมมติขึ้นมาอีกเหมือนกัน


สำหรับคนที่รู้แล้ว เขาก็อยู่ในโลกสมมติอันนี้ได้


แต่เขาไม่ติดสมมติใด ๆ ในโลกนี้ทั้งหมดเลย


ดุจดอกบัว แม้เกิดในโคลนตม


แต่เมื่อพ้นน้ำขึ้นมาแล้ว ไม่มีกลิ่นโคลนตมอยู่อีก**


อย่างผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน


ก็คนธรรมดานี่เอง แต่เราสมมติขึ้นมา


ครูโรงเรียน ตำรวจ-ทหาร…ก็สมมติขึ้นมา


อย่างโลหะ


เราก็เอามาสมมติเป็นเหรียญ ๑ บาท เหรียญ ๕ บาท


หรือ ธนบัตรใบละ ๑๐ บาท ใบละ ๒๐ บาท


ใบละ ๑๐ บาท ใบละ ๕๐๐ บาท


ก็คือกระดาษนี่เอง


หรือทองคำ มันก็เป็นโลหะชนิดหนึ่ง


เรามาสมมติให้มันมีค่าเท่านั้น-เท่านี้


แต่มันก็เป็นของจริง จริงโดยสมมติ


**ให้เรารู้จักสมมติจริง ๆ และอยู่กับสมมติได้


ถ้าเราไม่รู้จักสมมติจริง ๆ แล้ว เราจะไปติดมัน**


*ผี-เทวดา นรก-สวรรค์ นิพพาน


นี่ก็เป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น


แต่ก็เป็นจริงโดยสมมติ*…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive